ตอนที่ 153
บทที่ 152: จูบแล้วมันผิดตรงไหนกัน?
บทที่ 152: จูบแล้วมันผิดตรงไหนกัน?
“ยานิก้า เธอไม่เป็นอะไรแน่นะ?” เสียงของลูคัสอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้องพยาบาล
“อืม…ไม่เป็นไรหรอก” ยานิก้าตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แทบไม่ต่างอะไรจากเสียงกระซิบ
ข่าวเกี่ยวกับเพื่อนสมัยเด็กส่งต่อมาถึงเขาอย่างรวดเร็ว ลูคัสรีบตรงไปยังห้องพยาบาลเพื่อไปหาเธอโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ยานิก้ายังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากผลข้างเคียงของน้ำยากับเวทมนตร์ที่ศาสตราจารย์ลุค วอล์กเกอร์ใช้กับเธอ
แม้ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่ผลตกค้างก็ยังเห็นชัด ทำให้เธอดูอ่อนแอบอบบาง
เธอนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แสงอุ่นของยามอาทิตย์อัสดงสาดเข้ามาอาบห้องด้วยโทนทองอ่อนละมุน
แสงนั้นสะท้อนเส้นผมสีแดงเพลิงของยานิก้า ทำให้มันเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับเปลวไฟท่ามกลางวันอับแสง
แม้ความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมเธออยู่ไม่ปล่อย แต่กลับเหมือนว่าลำแสงนั้นยิ่งขับความงามธรรมชาติของเธอให้โดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่าเดิม
ลูคัสรู้ดีว่ายานิก้ากำลังดีขึ้นทีละน้อย และแพทย์ก็ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไรให้ต้องกังวล
ทว่าความกังวลก็ยังเกาะกินในใจเขาไม่หาย โดยเฉพาะเมื่อเห็นเธอนั่งเหม่อมองนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เลื่อนลอยไร้จุดหมาย นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ใจเขาไม่สงบที่สุด
“แน่ใจนะ? ให้ฉันไปตามหมอดีไหม?” เขาเอ่ย พลางยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยท่าทางร้อนรน
“ไม่เป็นไรหรอก…”
“งั้นเอาน้ำไหม? ดื่มสักหน่อยอาจจะดีขึ้น”
ยานิก้าส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มบางที่เหนื่อยล้าแต่นุ่มนวล
“ไม่ต้องหรอก ฉันบอกแล้วจริง ๆ ว่าฉันไม่เป็นอะไรแล้ว…”
เธอมองเห็นชัดถึงร่องรอยความกังวลบนใบหน้าของลูคัส—คิ้วที่ขมวดแน่น ริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรง
เขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ คอยดูแล คอยปกป้อง ทำทุกอย่างเพื่อให้เธอปลอดภัย
ความห่วงใยนั้นทำให้หัวใจเธอเจ็บปวด แต่ในเวลาเดียวกันก็อบอุ่นลึกซึ้งจนสัมผัสได้
เธอชอบที่จะได้เห็นด้านที่อ่อนโยนห่วงใยนี้ของเขา—ด้านที่เขาไม่ค่อยเปิดเผยนัก
ขณะมองเขา ยานิก้าก็ถอนหายใจแผ่วเบาในใจ
การได้เห็นลูคัสในสภาพนี้ กังวลจนหมดสิ้นความสงบ มันทั้งน่ารักและชวนให้ขบขันเล็กน้อย
เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดออกจากริมฝีปากของเธอ ทำลายความเงียบที่ปกคลุมระหว่างกัน
“มีอะไรน่าขำงั้นเหรอ?” ลูคัสถาม สีหน้าสงสัยพร้อมเอียงคอน้อย ๆ
“เปล่าหรอก” ยานิก้าตอบกลับไป แต่เสียงหัวเราะในน้ำเสียงของเธอก็เผยให้เห็นความขบขันที่ซ่อนอยู่
ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจริงจังของลูคัส—ภาพที่เธอไม่ได้เห็นมานาน—ทำให้เธออดระลึกถึงวัยเด็กไม่ได้ ตอนที่เขาคอยบ่นเพราะเธอซนจนหัวเข่าแตก หรือห่วงเธอเพราะความใจร้อนของเธอ
ความห่วงใยแบบนั้น มีทั้งความหวานซึ้งและความอ่อนโยนที่เธอเก็บลึกไว้ในใจ
แม้ว่าเธอจะชอบถูกเอาใจ แต่สิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการคือการเห็นเขาวิตกกังวลจนไม่อาจผ่อนคลายได้
“จริง ๆ นะ ลูคัส” เสียงเธออ่อนโยนเจือด้วยความรักใคร่ “ไม่ต้องห่วงมากหรอก ฉันสัญญาว่าฉันไม่เป็นไรจริง ๆ”
ลูคัสจ้องมองเธอ ดวงตาเหมือนพยายามค้นหาเงื่อนงำว่ามีสิ่งใดที่เธอปิดบังหรือไม่
แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงรอยยิ้มอบอุ่นคุ้นเคย รอยยิ้มที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังปลอบโยนเขาได้เสมอ
“ก็ได้” เขาพูดในที่สุด แม้แววตายังคงฉายความกังวลอยู่ “แต่ถ้ามีอะไรที่เธอต้องการ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน บอกฉันได้ทันทีเลยนะ”
ยานิก้าพยักหน้าพร้อมยิ้มกว้างขึ้นนิดหนึ่ง “แน่นอนสิ แต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันอยากได้จริง ๆ ก็แค่ให้นายอยู่ตรงนี้กับฉันสักพัก แค่นั้นพอแล้ว”
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าลูคัส เขาดึงเก้าอี้มานั่งข้างเตียงเธอ
ทั้งสองนั่งนิ่ง ๆ ในความเงียบที่สบายใจ ท่ามกลางแสงทองอ่อนของอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่โอบล้อมห้องเอาไว้
ยามที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า สาดแสงสุดท้ายสีทองทั่วห้อง จิตใจของยานิก้าก็ปั่นป่วนด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
สีสันของท้องฟ้ายามเย็นสะท้อนความซับซ้อนในหัวใจเธอ แต้มลงด้วยสีสันแห่งความกตัญญู ความสับสน และบางสิ่งที่เธอยังไม่อาจหาคำเรียกได้
แม้ความอบอุ่นของลูคัสที่นั่งอยู่เคียงข้างจะทำให้เธอสบายใจ แต่ความคิดของเธอก็ยังหวนกลับไปถึงผู้ชายอีกคน—ผู้ที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้
‘ฉันต้องขอบคุณเขาให้ได้…’
ความคิดนั้นก้องสะท้อนอยู่ในใจ ไม่ยอมเลือนหาย
ในตอนนั้น เธอไม่อาจแสดงความรู้สึกออกมาได้เต็มที่ต่อไรลีย์ ผู้ที่ทำให้เธอรอดพ้นจากชะตากรรม
ความสับสนและโกลาหลทำให้เธอไม่อาจหาคำพูดที่เหมาะสมออกมาได้
แต่ตอนนี้ ในความเงียบสงบของห้องพยาบาล ความจริงของสิ่งที่ “เกือบ” เกิดขึ้นก็เริ่มถาโถมเข้าใส่เธอ
ถ้าไม่ได้ไรลีย์ เธอคงถูกกลืนหายไปในวังวนแห่งความอับอายและความเจ็บปวด ไม่อาจรับน้ำหนักของสิ่งที่เกือบจะเกิดขึ้นได้
ร่างกายเธอร้อนผ่าว แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อภาพสัมผัสอ่อนโยนของไรลีย์ย้อนกลับมาในความทรงจำ
การที่เขาอยู่ตรงนั้น มั่นคงและอบอุ่น ทำให้เธอไม่อาจลืมได้ง่าย ๆ มันมากกว่าเพียงความกตัญญู—มันคือความชื่นชมในตัวเขา
เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมใคร ๆ ถึงหลงใหลในตัวเขา ทำไมดอกไม้มากมายถึงผลิบานเมื่อมีเขาอยู่ใกล้
ไรลีย์ไม่ใช่แค่คนหล่อสง่างาม แต่เขายังมีความน่าเชื่อถือที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย เหมือนจะสามารถฝากทั้งหัวใจไว้โดยไม่ต้องกลัวสิ่งใด
เพียงแค่ระลึกถึงสายตาสงบนิ่งคู่นั้น ยานิก้าก็รู้สึกว่าตัวเองแทบจะวางทุกความกังวลลงได้ และปล่อยให้ไรลีย์เป็นคนแบกรับแทน
ความคิดนั้นทั้งปลอบใจและทั้งสร้างความปั่นป่วนบางอย่างในใจลึก ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงรั้งหัวใจของเธอ
เธอยกมือกุมอก ก่อนจะหันกลับไปมองลูคัสที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
โดยไม่รู้ตัว มือของเธอก็เอื้อมออกไปคว้ามือเขาเอาไว้
สัมผัสนั้นเหมือนเชือกช่วยชีวิต ดึงเธอกลับมาสู่ปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองดังชัดเจน
“ยานิก้า?” เสียงของลูคัสอ่อนโยน แต่คิ้วที่ขมวดแน่นเผยความกังวลยามสัมผัสถึงแรงสั่นไหวเล็กน้อยในมือของเธอ
ตึกตัก—! ตึกตัก~!
เสียงหัวใจของเธอดังก้องในหู เตือนให้รู้ถึงพายุอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ข้างใน ทว่าขณะกุมมือเขาไว้ ความอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามาแทนที่ความหวั่นไหว
‘อย่าปล่อยให้ตัวเองสับสนสิ ยานิก้า…’
เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะบีบมือของลูคัสแน่นขึ้นนิดหนึ่ง ราวกับยึดเหนี่ยวตัวเองไว้กับความอบอุ่นที่เขามอบให้
-----
“นายได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานหรือยัง ไรลีย์?”
“อืม ได้ยินแล้ว”
ตามคาด ข่าวแพร่กระจายไปทั่วสถาบันอย่างไฟลามทุ่ง จุดประกายการซุบซิบนินทาไม่สิ้นสุด
มันคือเรื่องอื้อฉาวที่ไม่มีวันกดทับไว้ได้ ต่อให้ใครพยายามสักเพียงไหนก็ตาม
ศาสตราจารย์หน้าใหม่จากภาคอัศวินดันพยายามบังคับเอากับนักเรียนหญิง—การกระทำอันน่าตกตะลึงและน่าอับอายที่ทำให้ทุกคนต่างพากันพูดถึงไม่หยุด
ทั้งสถาบันเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบและความกังวลที่แผ่ซ่านไม่หยุด
อธิการบดีคงกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล ต้องรีบหาทางรับมือกับบรรดาสปอนเซอร์และผู้บริจาคที่พากันเรียกร้องคำตอบกับหลักประกันใจ
ฉันพอจะจินตนาการได้เลยว่าความเครียดของเธอตอนนี้หนักหนาเพียงใด เมื่อต้องปลอบโยนและประนีประนอมกับเหล่าคนชั้นสูงที่ต่างกดดันเอาคำชี้แจงก็ตาม
“นายเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นด้วยใช่ไหม ไรลีย์?”
“…..”
“…เธอรู้ได้ยังไง?”
“ก็เมื่อวานนายไม่โผล่มานี่…”
ฉันถอนหายใจเบา ๆ เสียงเหมือนการยอมรับที่ไม่อยากเอื้อนเอ่ย พลางแกว่งดาบฝ่าลมหนาวที่พัดบาดผิว
หิมะตกโปรยปรายรอบตัว เกล็ดสีขาวเล็ก ๆ ร่วงลงราวเศษน้ำแข็ง แต่ความหนาวเย็นนั้นแทบไม่ทำให้ฉันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ
ซอมักจะเป็นแบบนี้เสมอ—หัวไวเกินคาด อ่านความจริงได้จากเพียงเศษเสี้ยวของเบาะแส ทั้งที่ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นคนลอย ๆ ไม่ทันคน
แม้ต่อหน้าทุกคนจะไม่มีใครโยงเรื่องวุ่นวายครั้งนี้มาหาฉัน—เพราะสโนว์ออกหน้าจัดการให้ทั้งหมด—แต่ซอกลับต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพชัด
เธอคงคาดหวังจะเจอฉันเมื่อวาน การที่ฉันหายตัวไปนั่นแหละคือเบาะแสพอให้เธอปะติดปะต่อได้
“ฉันมีส่วนจริง แต่ก็แค่ตอนต้นเท่านั้น” ฉันเอ่ยยอมรับ สายตาจ้องสบกับเธออย่างมั่นคง “ที่เหลือทั้งหมด เจ้าหญิงเป็นคนจัดการเอง”
“งั้นเหรอ…แล้วยานิก้าเจ็บตัวหรือเปล่า?” ซอถาม น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่แววตาแฝงความห่วงใยที่ฉันสังเกตได้ชัด
“ไม่หรอก โชคดีที่ฉันไปถึงก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ซอพยักหน้าช้า ๆ สีหน้ายังคงสงบเยือกเย็นเช่นเคย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความโล่งใจในแววตา
แม้โดยปกติเธอจะดูห่างเหิน และแทบไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับยานิก้ามากนัก แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าอย่างน้อยเธอก็ถือว่ายานิก้าเป็นเพื่อนอยู่บ้าง
‘น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนในเกม…’
ในเส้นเรื่องดั้งเดิม ยานิก้ากับซอมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น เกิดจากการฝ่าฟันเรื่องราวร่วมกันและความเคารพซึ่งกันและกัน
แต่ที่นี่ ทุกอย่างกลับห่างเหินกว่าเดิม
ด้วยการที่สโนว์เข้ามาคุมสถานการณ์อย่างชาญฉลาดเมื่อวานนี้ ฉันแทบไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลากไปพัวพันด้วยอีก
ถึงสถาบันอาจมีคำถามกับฉันบ้าง แต่ก็คงไม่ยอมให้เรื่องที่จบไปแล้วซับซ้อนขึ้นมาอีก
สโนว์ลงมือจัดการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ปิดช่องโหว่ทั้งหมดไม่เหลืออะไรโยงกลับมาหาฉันได้เลย
ถ้าให้โฟกัสจริง ๆ ตอนนี้คงเปลี่ยนไปที่ผลกระทบของเหตุการณ์ โดยเฉพาะเมื่อสโนว์เข้ามามีบทบาทโดยตรง
ไม่เหมือนในเส้นเรื่องเดิม ที่เธอปรากฏตัวทีหลัง คราวนี้เธอลงมือเร็วเกินคาด และนั่นคงทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่สถาบันถึงกับเหงื่อแตก พยายามหาทางรับมือกับจักรพรรดิ ต้องเดือดดาลแน่
ซอมองมาด้วยสายตาเคร่งขรึมเช่นเคย จับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ จิบเครื่องดื่มผลไม้อย่างสบาย ๆ แม้รอบตัวจะยังหนาวเหน็บ
ความขัดแย้งระหว่างสายตาที่จริงจังกับท่าทีการดื่มอย่างเรื่อยเปื่อยนั่น กลับสร้างความรู้สึกผ่อนคลายประหลาด ๆ ให้ฉัน
การเรียนถูกสั่งพักเพราะเรื่องเมื่อวาน แต่พรุ่งนี้จะกลับมาเริ่มใหม่ตามปกติ
แม้มีบางกิจกรรมเลื่อนออกไปตามคาด แต่ก็ไม่มากเท่าที่ฉันกังวล นั่นถือว่าโล่งใจไม่น้อย
สถาบันพยายามประคับประคองภาพลักษณ์ของ “ความปกติ” เอาไว้ ถึงจะยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทรกอยู่ในทุกมุมก็ตาม
การติดตามความเคลื่อนไหวของ “ตัวละครสำคัญ” ในเนื้อเรื่องนี้ กลายเป็นงานที่ยากยิ่งกว่าที่คิด เพราะมีตัวแปรมากเกินไป ทำให้การคาดเดาทางเดินของเรื่องยิ่งซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม วันหยุดไม่กี่วันนี้ก็เปิดโอกาสให้ฉันเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่จะมาถึงได้ดียิ่งขึ้น
ฉันวางแผนจะไปพิชิต Star Dungeon กับคากามิ หวังเพิ่มพลังและความสามารถให้เขาพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่รออยู่ข้างหน้า
และเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ก็เริ่มคิดว่าจะให้ซอเข้าร่วมด้วย
การมีเธออยู่เหมือนเป็นตาข่ายนิรภัย ที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ระหว่างการสำรวจ
แต่เรื่องการหายตัวไปของฝาแฝดยังคงค้างคาอยู่ในหัวใจฉันเหมือนหนามตำ
ความเป็นไปได้เริ่มแคบลงเรื่อย ๆ แต่ผลลัพธ์แต่ละอย่างที่อาจเกิดขึ้นกลับชวนให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าครั้งก่อน ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา มันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การหายตัวไปตามปกติ และจากนี้ไป ฉันคงต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเมื่อต้องจัดการกับตัวละครข้างเคียง...ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบฝาแฝดอีกครั้ง…
ขณะกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดเหล่านี้ เสียงของซอก็ตัดผ่านอากาศหนาวมาอย่างเฉียบคม
“ฉันได้ยินเรื่องน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งด้วยนะ…”
“หืม?”
“นายจูบเจ้าหญิงจริงหรือเปล่า?”
‘บัดซบ…’
ฉันพยายามลืมและละทิ้งความทรงจำเรื่องเมื่อวาน แต่ดูเหมือนข่าวลือนั้นจะแพร่เร็วเกินไปกว่าที่คิด
คำถามของซอแขวนค้างอยู่ในอากาศ ร่างกายฉันเกร็งขึ้นเล็กน้อย ความหนักอึ้งของสถานการณ์ถาโถมกลับมาทันที
แน่นอนว่าเธอต้องได้ยิน—ทุกคนต่างก็ได้ยินกันหมดแล้ว
สถาบันแห่งนี้คือแหล่งเพาะข่าวลือโดยแท้ และเรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมไม่อาจปิดบังได้
ฉันพยายามรักษาสีหน้าให้สงบ แม้ภาพความทรงจำในวินาทีนั้นจะชัดเจนยิ่งนัก
จูบที่ไม่ทันตั้งตัวของสโนว์ยังคงทำให้ฉันเสียจังหวะ และตอนนี้ ยามต้องเผชิญสายตาจับจ้องของซอ ฉันก็ไม่รู้เลยว่าจะตอบยังไงดี
การปฏิเสธคงไร้ประโยชน์ แต่การยอมรับก็คงเปิดประตูสู่เรื่องวุ่นวายใหม่ที่ฉันยังไม่พร้อมรับมือ
ซอยังคงจิบเครื่องดื่มเงียบ ๆ สีหน้าเรียบนิ่ง แต่แววตาคมกริบ รอคำตอบอย่างชัดเจน
สายตาที่เธอมองมาคราวนี้ไม่เหมือนทุกที มันเย็นเยียบยิ่งกว่าปกติ ราวกับแฝงความหมายที่ฉันยังไม่อาจเข้าใจ…
แววตาของซอคมกริบราวกับคมมีด ความกดดันจากสายตานั้นทำให้อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเก่า
โดยปกติเธอไม่เคยจริงจังถึงเพียงนี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็มิใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป
“มันไม่ใช่ความตั้งใจของฉัน… อีกอย่าง ข่าวลือก็คงถูกแต่งเติมไปเองตามเคย ฉันไม่ใช่คนที่เริ่มก่อนด้วยซ้ำ” ฉันตอบกลับ พยายามกดเสียงให้นิ่ง
“งั้นแสดงว่านายจูบจริง?” คำถามของเธอเหมือนคำยืนยันมากกว่าการซักถาม น้ำหนักของมันทำให้ฉันรู้สึกแน่นหน้าอก
ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดใด ๆ ที่เอ่ยออกไปอาจทำให้เรื่องบานปลายยิ่งกว่าเดิม
แต่การโกหกก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน “…ใช่” ฉันยอมรับในที่สุด รู้สึกได้ว่าคำสั้น ๆ นั้นหนักอึ้งเมื่อหลุดออกไปในอากาศเย็นจัด
ซอเงียบ สีหน้าอ่านไม่ออก
เหมือนเธอกำลังใช้เวลาประมวลผลในใจเอง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างบางสิ่งบางอย่าง
จนกระทั่งผ่านไปเนิ่นนาน เธอก็พยักหน้ากับตัวเอง เหมือนตกลงใจได้แล้ว
“แล้วนายชอบมันไหม ไรลีย์? …หมายถึงจูบนั่น” เธอถามด้วยเสียงเรียบ แต่แฝงบางอย่างที่ฉันไม่อาจจับต้องได้
“ฉัน…ไม่อาจตอบได้ชัดเจน” ฉันพูดพลางปล่อยเสียงให้จางหายไป ไม่อาจปฏิเสธว่าก็รู้สึกตื่นเต้น—ใครเล่าจะไม่ใจสั่น ถ้าคนอย่างสโนว์เอ่ยจูบขึ้นมากะทันหัน? ถึงมันจะตามมาด้วยความยุ่งยาก แต่ความจริงก็คืออย่างนั้น ทว่าการพูดออกมาตรง ๆ กับซอ คงเหมือนเดินเข้าแดนต้องห้าม
“แสดงว่านายก็ไม่แน่ใจ…”
สายตาซอจ้องทะลุเข้ามาในใจฉัน และชั่วครู่หนึ่งก็คิดว่าบทสนทนาคงจะจบลงตรงนี้ แต่ทว่าเธอกลับพูดต่อ น้ำเสียงนุ่มลง แต่กลับรุนแรงขึ้นในความรู้สึก
“งั้นถ้าเป็นฉัน…ถ้าฉันเป็นฝ่ายจูบนายเองล่ะ ไรลีย์—นายจะชอบมันไหม?”
“หา…?”
คำถามนั้นทำเอาฉันชะงักไปทันที ยังไม่ทันประมวลผลสิ่งที่เธอพูด ก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เมื่อกี้เธอยังยืนห่างออกไปตั้งหลายก้าว แต่ตอนนี้ เธออยู่ตรงหน้า ใบหน้าใกล้จนห่างกันแค่ปลายจมูก
หัวใจฉันเต้นระรัว เสียงหายใจของเธออุ่นร้อนจนสัมผัสได้บนผิว
แล้วราวกับฉากซ้ำจากเมื่อวาน มือของซอวางแนบใบหน้าผม นิ้วเรียวเย็นเฉียบเกลี่ยแก้มไว้มั่น
เธอหลับตาลง ค่อย ๆ โน้มหน้าเข้ามา ริมฝีปากตั้งใจจะแตะกับของฉัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนสมองตามไม่ทัน
สัญชาตญาณทำให้ฉันยกมือขึ้นพยายามดันไหล่เธอออก หวังหยุดมันก่อนทุกอย่างจะเลยเถิด
แต่ทันทีที่มือสัมผัสไหล่เธอ—ความร้อนจัดและแสงขาวเจิดจ้าก็ระเบิดเข้าตา
ฟึ่บบบ—!!!
แรงกระแทกอันมหาศาลปะทุขึ้นระหว่างเรา ราวกับอากาศทั้งบริเวณถูกฉีกออก ผลักเราสองคนกระเด็นห่างออกจากกัน
เราทั้งคู่เซถลา เสียสมดุลชั่วขณะจากแรงคลื่นที่ทำให้ประสาทสัมผัสมึนงง
เมื่อฉันได้สติกลับมา สายตาก็จับจ้องไปรอบ ๆ พยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หิมะที่ปกคลุมพื้นถูกกวาดกระจายลอยคว้างตามแรงระเบิด อากาศยังคงสั่นไหวด้วยพลังงานหลงเหลือ
สายตาของผมกับซอประสานกัน ความสับสนฉายชัดอยู่ในสีหน้าของเธอไม่ต่างกัน
“โอ้ที่รัก…ขอโทษทีนะ~”
เสียงหวานที่เอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเย็นชาเจือขมขื่น ดังขึ้นกะทันหัน ทำให้เราทั้งคู่สะดุ้ง
ถ้อยคำแหลมคมบาดลึกจนสันหลังฉันชาวาบ
เราหันไปยังต้นเสียง—และภาพที่เห็นก็ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
โรสยืนอยู่ตรงนั้น ผมสีทองส่องประกายราวกับเม็ดทรายกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุยามต้องแดด นัยน์ตาที่ว่างเปล่าไร้อุ่นไอเปล่งแสงเร้นลับน่าขนลุก
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใจหายจริง ๆ คือแววตาแข็งกร้าวไร้ความปรานีที่เธอส่งให้ซอ—สายตาที่เย็นที่สุดเท่าที่เคยเห็นจากเธอ
เธอยืนอยู่นานแค่ไหนกัน?
มาตั้งแต่เมื่อไหร่?
ฉันไม่รู้สึกถึงการมาของเธอเลยสักนิด
‘เธอใช้เวทย้ายพริบตา (Teleport) มาที่นี่งั้นหรือ?’
แต่การวาร์ป—หรือเวทแห่งทวยเทพใด ๆ—ก็ถูกห้ามใช้โดยสิ้นเชิง นอกจากเพื่อการเรียนการสอนภายในสถาบัน
ซู่ซู่ซู่ซู่—!!!
อากาศรอบตัวเธอเปล่งเสียงแตกพร่า พลังแสงเริ่มก่อตัวข้างหลังโรส กลายเป็นดาบสั้นเรืองแสงหลายเล่ม
ไม้กายสิทธิ์ในมือเธอถูกยกขึ้นมั่นคง ปลายวาดเส้นแสงวาบจ้องตรงมาที่เรา พร้อมพลังที่เกือบปะทุออกมา
“เจ้าหนูหนอนที่คิดลอบเร้น…ไม่มีทางทำสำเร็จหรอกนะ รู้ตัวหรือเปล่า?”