CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 125

บทที่ 124: ตอนจบที่เลวร้าย 3

ความมืดมิดห่อหุ้มฉัน ราวกับมหาสมุทรอันว่างเปล่าและไร้สรรพสิ่ง

มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งลึกล้ำและในเวลาเดียวกันกลับชวนให้รู้สึกสงบอย่างประหลาด

มันโอบล้อมฉันไว้ คล้ายรังไหมที่อุ่นหนา ราวกับกำลังปลอบโยน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการทรมานและความทุกข์ที่ฉันเพิ่งผ่านพ้นมา

ที่นี่ ไม่มีความทรงจำ ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่ากว้างใหญ่ที่เงียบงัน เป็นสถานที่ที่ฉันสามารถล่องลอยหลีกหนีจากฝันร้ายทั้งหมดในโลกใบนี้ได้

ทำไมฉันถึงรู้สึกสบายใจในความมืดมิดนี้กันเล่า?

ฉันไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ มันคล้ายกับว่าความว่างเปล่านี้คืออ้อมกอดอันอ่อนโยน ที่ค่อยๆ กล่อมให้ฉันหลับใหลไปกับความสงบและความผ่อนคลาย

น้ำหนักกดทับของความจริงถูกยกออกไป แทนที่ด้วยความเงียบสงบที่ไม่อาจอธิบายได้

ทุกทิศทางที่ฉันหันไปกลับรู้สึกราวกับกำลังเอนตัวลงบนเตียงนุ่มที่ห่อหุ้มไว้ ปกป้องฉันจากความโหดร้ายของโลกภายนอก

ความอบอุ่นที่ได้รับช่างล้ำลึก เป็นดั่งการหลีกหนีจากความทรงจำที่ฉันปรารถนาจะลืมเลือน

ในความเวิ้งว้างมืดมิดนี้ มีบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับการปลอบโยน

แม้จะชวนให้สับสน แต่มันกลับไม่ทำให้ฉันหวาดหวั่น ตรงกันข้าม ฉันกลับรู้สึกอิ่มเอมกับมัน

บางที ความมืดนี้อาจเป็นเพียงหนทางเดียว ที่มอบการพักพิงจากความเจ็บปวดและความเสียใจอันไม่สิ้นสุดที่กัดกินฉันมาโดยตลอดก็เป็นได้

มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด และแม้ฉันจะรู้สึกพึงพอใจกับมัน แต่ก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงทำให้ฉันสงบได้ถึงเพียงนี้

“...ด...” เสียงกระซิบเบาบางพลันก้องสะท้อนขึ้นจากห้วงมืด ราวกับการเรียกจากที่ห่างไกล เสียงนั้นทำลายความเงียบสงัดอันรื่นรมย์

ความมืดพลันสั่นไหว ราวกับตอบสนองต่อสิ่งรบกวนที่แทรกเข้ามา มันแปลกประหลาด คล้ายกับว่าห้วงว่างเปล่าเองก็มีชีวิต และไม่ต้อนรับการแทรกแซงนี้

ความสงบที่เคยอบอุ่นเริ่มค่อยๆ จางหาย แทนที่ด้วยความรู้สึกตื่นตัวที่ทวีขึ้น

“ด...ด...” เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ หนักแน่นขึ้น รบเร้าไม่หยุด มันคือชื่อ—คือการร้องเรียก

ความมืดที่เคยเป็นที่พักพิงกลับกลายเป็นกรงขัง ความสงบถูกแทนด้วยแรงกดดันรุนแรงที่ผลักให้ฉันตื่นตัว

“...พ่อ!”

เสียงตะโกนที่แหลมคมฉีกทึ้งความเงียบ มันฟาดฟันลงกลางความมืดเหมือนแสงแรกของรุ่งอรุณ

โลกที่ว่างเปล่าพังทลายลงอย่างฉับพลัน ราวกับหมอกที่ถูกเผาผลาญด้วยแสงเช้าวันใหม่ ฉันเบิกตาขึ้น—และสิ่งที่รออยู่ตรงหน้าทำให้ลมหายใจฉันสะดุด

ความมืดที่เคยปลอบประโลมหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความจริงอันโหดร้ายที่แผดเผาสายตา

ภาพและเสียงนับไม่ถ้วนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ตรงหน้าฉันคือร่างอสุรกายที่ศีรษะถูกผ่ากลางอย่างน่าสยดสยอง และขวานในมือฉันคือสิ่งที่ก่อรอยแผลนั้นขึ้นมา

ภาพตรงหน้าช่างขัดแย้งรุนแรงกับความสงบสุขเมื่อครู่จนทำให้สติฉันปั่นป่วน

หัวใจเต้นกระหน่ำ สมองเต็มไปด้วยความสับสน เมื่อฉันพยายามทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนผ่านอันฉับพลันนี้

ความมืดมิดที่น่าปลอบโยนได้หายไปสิ้น เหลือเพียงโลกอันโหดร้าย ที่ฉันต้องเผชิญกับสัตว์ประหลาดและความจริงที่ไม่อาจคาดเดา

‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?’ ความคิดแวบผ่านในหัว ขณะที่ฉันถูกกลืนไปด้วยภาพและความทรงจำอันวุ่นวายที่ถาโถม

“ไปเถอะ พ่อ! เราไม่มีเวลาแล้ว!” เสียงของเด็กน้อยดังขึ้นเร่งเร้า มือเล็กๆ กำชายชุดของฉันแน่น

ฉันก้มลงมอง เห็นแววตากลมโตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ฉันเหลียวมองรอบๆ ด้วยความมึนงง

ภาพเบื้องหน้าต่างไปจากความทรงจำล่าสุดโดยสิ้นเชิง

แทนที่จะนอนพักบนเตียง หลังจากวันแรกของเทศกาลอันเหน็ดเหนื่อย ฉันกลับยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ

ภูมิทัศน์เต็มไปด้วยความโกลาหล เศษซากปลิวกระจาย เสียงการปะทะของกองทัพก้องสะท้อนมาแต่ไกล

ฉันรีบปกป้องเด็กน้อยไว้ข้างหลังโดยสัญชาตญาณ พยายามเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

‘นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่?’

‘ทำไมถึงมีปีศาจเต็มไปหมด?’

ความทรงจำของเทศกาล และเงาของบางสิ่งที่ฉันลืมไปแล้วแล่นผ่านในหัว ทว่ามันไม่ได้มอบคำตอบ มีแต่ความสับสนเพิ่มพูน

“เร็วเข้า พ่อ!” เสียงเด็กชายดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความเร่งด่วน

ฉันไม่อาจเมินเฉยต่อมันได้ แม้ฉันยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

โดยสัญชาตญาณ แขนทั้งสองโอบเด็กน้อยไว้แน่น และฉันก็ออกวิ่ง—รวดเร็วอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็คาดไม่ถึง

‘นี่ฉันกำลังทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?’

มานาหลั่งไหลในกายของฉัน พลังงานแปลกประหลาดผลักดันให้ร่างพุ่งไปข้างหน้า เท้าที่กระทบพื้นเร็วเกินกว่าที่ฉันคาดคิด ฉันทะลวงผ่านความโกลาหลด้วยพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน

“พ่อ! ร็อกแซนรอเราอยู่แถว น้ำตกคริสตัลไลน์! เราต้องไปหานางก่อนนะ!” เสียงเด็กน้อยตะโกนเร่งเร้า แต่สิ่งที่เขาพูด ทั้งชื่อ ทั้งความเร่งด่วน กลับเชื่อมโยงกันอย่างสับสนในหัวฉัน

‘ทำไมเด็กคนนี้ถึงเอาแต่เรียกฉันว่าพ่อ?’

คำถามสะท้อนก้องในความคิด แต่ฉันไม่มีเวลาไตร่ตรอง

สิ่งเดียวที่ฉันโฟกัสคือการไปหาคนที่ชื่อร็อกแซน และหาคำตอบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่

...

“ร็อกแซน!” เสียงเด็กน้อยดังลั่น เขาพุ่งทะยานออกจากอ้อมแขนฉัน ร่างเล็กถูกผลักส่งโดยออร่าส่องสว่างของมานา

เขาลอยขึ้นสู่อากาศ แสงรัศมีเร้นลับโอบรัดร่างเล็กอย่างสง่างาม

ฉันยืนนิ่ง มองด้วยความตะลึง

เวทมนตร์ที่รายล้อมเขานั้นสูงส่งเกินกว่าคำบรรยาย—เวทแห่งสวรรค์ ที่รู้จักกันในนาม [การเหินผ่านมิติ]

แม้ฉันจะรู้เพียงผิวเผินเกี่ยวกับเวทมนตร์ จากความรู้ในเกมที่เคยเล่น แต่เพียงเห็นสีสันอันเปล่งประกาย ฉันก็เข้าใจทันทีว่ามันเป็นเวทระดับสูงที่หาใครร่ายได้ยากยิ่ง

สำหรับเด็กตัวน้อยเช่นนี้ที่จะใช้เวทมนตร์ขนาดนั้นได้—มันเหนือกว่าปาฏิหาริย์เสียอีก

‘เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่...?’

ความคิดพลันแล่นผ่านหัว ขณะที่ฉันพยายามเชื่อมโยงอัจฉริยะตรงหน้ากับอายุอันน้อยนิดของเขา

ทุกสัญชาตญาณตะโกนบอกฉันว่าควรจะรู้จักเขา แต่จิตใจกลับพันกันยุ่งเหยิง สับสนจนไม่อาจปะติดปะต่อ

และแล้ว เด็กชาย—ผู้ที่ฉันได้ยินชื่อว่า “ไรอัน”—ลงจอดเบาๆ เคียงข้างเด็กหญิงอีกคน ซึ่งใบหน้าของเธอเหมือนกับเขาราวกับกระจกสะท้อน

เด็กหญิงเองก็ถูกโอบล้อมด้วยออร่ามานาเช่นเดียวกัน ทว่าแตกต่างไป เธอไม่ได้โฟกัสกับการเหินบิน หากแต่แผ่ซ่านด้วยความสุขใสซื่อไร้เดียงสา

“พ่อ~ ไรอัน! ในที่สุดพวกท่านก็มานะ!” เสียงใสกังวานของเด็กหญิงดังขึ้น แววตาเปล่งประกายด้วยความยินดี

เธอรีบวิ่งเข้าหาไรอันด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อเขาอ้าแขนรอต้อนรับ ร่างเล็กกลับทะลุผ่านไป ราวกับเป็นเงา

ไร้ซึ่งความท้อถอย เด็กหญิงเบนสายตาเข้ามาหาฉันแทน แววตาส่องประกายระยิบระยับ

ยังไม่ทันที่ฉันจะตั้งตัว เด็กหญิงพุ่งเข้ามาโอบกอดร่างฉันแน่น

อ้อมกอดของเธออบอุ่น ปลอบโยน แตกต่างจากความวุ่นวายที่ถาโถมใส่เมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

‘นี่ต้องเป็นร็อกแซน...’ ฉันคิด ทั้งที่นี่คือการพบกันครั้งแรก แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง

ท่ามกลางความเหนือจริง ความไร้เดียงสาของการพบพานครั้งนี้กลับสั่นสะเทือนหัวใจฉัน

ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเธอมอบความสงบเสี้ยววินาทีให้ฉัน ท่ามกลางความปั่นป่วน

“ทำไมพวกท่านถึงช้ากันจัง!” น้ำเสียงของร็อกแซนสั่นเครือ ระคนทั้งโกรธและโล่งอกเมื่อเงยหน้ามองฉัน ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาที่ไม่ยอมร่วง

“ข้ากังวลแทบแย่เลยนะ!” เธอตัดพ้อพร้อมทั้งฟาดฝ่ามือเล็กๆ ลงบนศีรษะฉันรัวๆ

หมัดเล็กๆ ของเธอ แม้ไม่เจ็บปวด แต่ก็ทำเอาหัวฉันโคลงเคลงไม่น้อย

ทั้งที่สถานการณ์ตึงเครียด แต่การกระทำของเธอกลับน่ารักน่าเอ็นดู และเกือบจะตลกเสียด้วยซ้ำ

“อ่า... ร็อกแซน แล้วกอดของผมล่ะ?” ไรอันเอ่ยเสียงอ้อน ดวงตาแพรวพราวดุจลูกหมา มองไปยังพี่สาวที่ยังไม่หยุดฟาดหัวฉัน

“หืม? ทำไมฉันต้องกอดนายด้วยล่ะ” ร็อกแซนตอบกลับทันที คิ้วขมวดแน่น สายตาฉายแววทั้งงงงวยและหงุดหงิดเล็กน้อย

“แต่เมื่อกี้พี่ก็พูดเองไม่ใช่หรือว่าห่วงเราเหมือนกัน พ่อได้กอด ผมจะไม่ได้กอดบ้างมันไม่ยุติธรรม!” เสียงไรอันแฝงด้วยการโวยวายแบบเล่นๆ พลางหันมาหาฉัน คล้ายต้องการให้ช่วยตัดสิน

“ไม่ยุติธรรมตรงไหนกัน? ฉันก็เป็นห่วงนายนะ แต่ฉันเป็นห่วงพ่อมากกว่า เพราะนายนะดื้อด้านลากท่านมาเสี่ยงด้วย นายคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นภาระให้ท่านเลยหรือ?” ร็อกแซนโต้กลับทันควัน น้ำเสียงผสมทั้งห่วงใยและการแข่งขันแบบพี่น้อง

“อะ–ว่าอะไรนะ...” ไรอันทำท่าจะโต้เถียง แต่คำพูดของนางกลับแทงใจ

“ผมจะบอกให้นะ ว่าเพราะผมเองต่างหากที่ทำให้พวกเราไม่ถูกตรวจพบง่ายๆ ใช่ไหมล่ะ พ่อ?” ไรอันเบือนสายตามาหาฉันทันที ดวงตาเปล่งประกาย ราวกับรอคอยการยืนยัน

ฉันมองการโต้เถียงของทั้งคู่แล้ว ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

‘นี่พวกเขาเป็นเด็กจริงๆ งั้นหรือ?’

การทะเลาะหยอกล้อกันของทั้งคู่ทำให้ฉันนึกถึงพี่น้องวัยรุ่นหัวร้อน ที่ไม่อาจเข้าใจกันได้เสียที ความห่วงใยจริงใจปะปนไปกับการแข่งขันเล็กๆ ระหว่างพี่น้อง—บรรยากาศเหล่านี้ช่างเหนือจริงนัก เมื่อเทียบกับสถานการณ์รอบกาย

“ไรลีย์ ฝากดูแลพวกเขาด้วย...”

เสียงหนึ่งดังสะท้อนขึ้นในความทรงจำ ราวกับคำสั่งเสียหรือความไว้วางใจจากใครบางคน ทว่าฉันกลับจำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของใครกัน... เพียงไม่นาน ความคิดก็พร่ามัว ความทรงจำที่หายไปทำให้หัวใจฉันหนักอึ้ง

“พ่อ?”

เสียงใสของร็อกแซนทะลวงผ่านหมอกในใจฉัน กระตุกให้สติกลับคืนมา

ความสับสนยังคงถาโถมอยู่ แต่ร่างกายของฉันกลับตอบสนองเองโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปาก ขณะที่มือของฉันยกขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ

แววตาของเธอเปล่งประกายสดใส ความไร้เดียงสาส่งประกายยามเงยหน้ามองฉัน ทว่าความสับสนในใจฉันกลับยิ่งรุนแรงและน่าหวาดหวั่น

ฉันรู้สึกเหมือนหลงทางในความทรงจำและความจริง...

‘นี่มันที่ไหนกัน? ฉันกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่? แล้วทำไมเด็กสองคนนี้ถึงเรียกฉันว่าพ่อ?’

ฉันวางร็อกแซนลงอย่างอ่อนโยน เธอเงยหน้าขึ้นมา มองฉันด้วยสายตาสงสัย ศีรษะเล็กๆ เอียงไปด้านหนึ่ง ราวกับพยายามเข้าใจการกระทำของฉัน

ความอยากรู้อยากเห็นอันไร้เดียงสาของเธอตัดกับความสับสนอลหม่านในใจฉันอย่างรุนแรง

ฉันสูดหายใจลึก สั่นสะท้าน พยายามยึดเหนี่ยวสติท่ามกลางห้วงความคิดอันยุ่งเหยิง

เสียงหัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ สงบลง ฉันเริ่มคิดได้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย

สายตาของฉันทอดมองร็อกแซนและไรอัน ทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวลและความสงสัย พวกเขามองเห็นชัดเจนถึงความวุ่นวายที่ก่อกวนในใจฉัน

คำถามเดียวที่กัดกินอยู่ในหัว... ฉันต้องเอ่ยมันออกมา

ฉันพยายามปรับเสียงให้มั่นคง แม้ความไม่แน่ใจจะแทรกซึมอยู่ในทุกถ้อยคำ

“พวกเธอ... เป็นใครกัน?”

ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งจนกดทับบรรยากาศรอบข้าง

ชั่วขณะนั้น มีเพียงเสียงสายน้ำตกที่ซัดกระหน่ำอยู่ไกลๆ และเสียงใบไม้พลิ้วไหวแผ่วเบา

จากนั้น—ราวกับถูกกรีดหัวใจ—ทั้งร็อกแซนและไรอันก็ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาพร้อมกัน

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์