ตอนที่ 55
บทที่ 54: เหยื่อ 2
[หมาป่าพิฆาตพายุ]
ในเกม มันคือบอสระดับ A ที่ไร้ความปรานี—ตามล่าเหยื่อด้วยความเร็วมหาศาลและการโจมตีที่แม่นยำเฉียบขาด ไม่เพียงแต่จัดอยู่ในกลุ่มบอสที่แข็งแกร่งที่สุดในด่านก่อนหน้านี้ แต่ยังเป็นหนึ่งในตัวที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดอีกด้วย
ว่ากันตามตรง ความเร็วของมันสามารถเทียบได้กับ ดาบซ่อนเร้น ของซอ—ความเร็วที่แทบจะกะพริบตาไม่ทัน
หมาป่าพิฆาตพายุใช้พลังของธาตุลมควบคู่กับมานาสายฟ้าเคลือบร่างกาย ทำให้ไม่เพียงว่องไวและพลิ้วไหว แต่ยังอันตรายเกินกว่าจะประมาทได้แม้เพียงเสี้ยววินาที
ในเกม การโจมตีของมันจะมี “แพทเทิร์น” ปรากฏให้เห็นเสมอ—ซิกแซกก่อนจะพุ่งโจมตี—เปิดโอกาสให้ผู้เล่นมีเวลาเสี้ยววินาทีเพื่อหลบหรือปัดป้อง แต่ที่นี่คือความจริง ไม่มีเส้นนำสายตา ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า… ถ้าฉันพลาดเพียงครั้งเดียวแล้วถูกสายฟ้าของมันฟาดเข้าเต็มๆ ผลลัพธ์ก็คงจบไม่สวยแน่
ฉันสูดลมหายใจลึก ประเมินภูมิประเทศรอบตัวอีกครั้ง
แนวหินสูงหลายแท่งอาจใช้เป็นที่กำบังได้ แต่ก็จะกลายเป็นข้อจำกัดการเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน—โดยเฉพาะกับสโนว์ที่สามารถใช้ความเร็วสูงได้เพียงชั่วระยะสั้น พื้นที่แบบนี้แทบไม่ให้ความได้เปรียบทางยุทธวิธีเลย
หมาป่าพิฆาตพายุ แม้จะมีรูปลักษณ์เป็นสัตว์ร้าย แต่ความฉลาดของมันไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์ มันเลือกโจมตีตำแหน่งสนับสนุนก่อนเสมอ—และทันทีที่มันเห็นสโนว์ เธอจะตกเป็นเป้าหมายหลักของมันอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉันจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด เพราะเธอคือไพ่ตายของฉันในศึกนี้
หากไม่มีการสนับสนุนจากเธอ คงไม่มีทางสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญให้มันได้
‘ฉันต้องมั่นใจว่าจะไม่รับบาดเจ็บหนัก’
ฉันเตือนตัวเองอีกครั้ง—ที่นี่ไม่มีแถบ HP ไม่มีระบบรักษาอัตโนมัติ ความเจ็บปวดเป็นของจริง และบาดแผลก็ไม่หายภายในไม่กี่วินาทีเหมือนในเกม ทุกองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมนี้คือศัตรู การวางแผนอย่างรอบคอบจึงเป็นเพียงหนทางเดียว
ฉันก้าวขึ้นไปบนแนวหินแหลมที่เรียงตัวคล้ายกรงอยู่กลางที่ราบโล่ง มือยกขึ้นบังลมและฝุ่นที่พัดกระหน่ำผ่านหน้า—ในสายลมที่บาดผิวราวคมมีด ฉันรู้ว่าการเผชิญหน้ากำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า…
“ว้าว…”
ฉันเคยเห็นภาพ CG ของสถานที่นี้ในเกมเท่านั้น แต่ตอนนี้—เมื่อได้ยืนอยู่ตรงหน้า มันกลับทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าที่คาดไว้ ความตึงเครียดซึมลึกเข้ามาในทุกลมหายใจ เพราะสิ่งที่กำลังรออยู่ตรงหน้านั้น…ไม่ใช่เพียงแค่ฉากสวยงาม แต่มันคือสนามรบจริงๆ
เบื้องหน้าคือพายุทอร์นาโดมหึมาที่สาดสายฟ้าไปทั่วท้องฟ้าภายในโดมหิน เสียงลมหมุนคำรามสะท้านไปทั่ว พลังงานมหาศาลถูกรวมศูนย์อยู่ในแกนกลางของมัน—ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่พายุธรรมดา แต่คือทักษะประจำตัวของ หมาป่าพิฆาตพายุ
ฉันกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ พร้อมความกังวลที่ไหลทะลัก แล้วสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมสติ เตรียมใจจะกระโจนเข้าไปกลางกระแสลมอันบ้าคลั่ง
‘ขอให้มันเหมือนในเกมทีเถอะ…’ ฉันภาวนาในใจ
ลมแรงกระแทกเข้าร่างทันทีที่ก้าวเข้าไป น้ำหนักตัวราวกับเบาลอยในอากาศ แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยลมมืดที่หมุนโหมและสายฟ้าที่พาดแลบไปมา แต่กลับไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างที่คาดไว้—เพียงความเย็นชื้นและแรงกดดันที่โถมเข้าใส่
ฉันยังกระชับมือแน่นรอรับความเจ็บแปลบจากการถูกฟ้าผ่า แต่…ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความเจ็บปวด สายฟ้าที่แล่นผ่านร่างกลับไม่สร้างบาดแผลใดๆ
ฉันผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก—นี่ไม่ใช่อาวุธโจมตี หากแต่เป็น กำแพงป้องกัน ที่ตั้งใจใช้ข่มขู่และกันผู้บุกรุกให้อยู่นอกเขต
ภายในพายุมีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมปนกับประกายไฟฟ้าที่หมุนวน ทำให้การมองรอบตัวแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันยังคงฝ่าตรงไปข้างหน้า—เป้าหมายเดียวคือ ใจกลาง
เมื่อเดินลึกเข้าไป ฉันอดทึ่งไม่ได้กับความสมจริงของภาพตรงหน้า ลมหมุนวน สายฟ้าฟาดกระจาย มวลอากาศสั่นสะเทือน—ทั้งหมดผสมกันอย่างไร้รอยต่อ
นี่คือ ทุ่งพายุ—ทักษะเวทมนตร์ป้องกันของหมาป่าพิฆาตพายุ มันผสมเวทภาพลวงตาเข้ากับเวทลมและพลังงานสายฟ้า สร้างกำแพงเวทมนตร์สมจริงราวพายุแท้ทุกประการ
หมาป่าใช้มันทุกครั้งที่ต้องการพักฟื้น เพื่อป้องกันทั้งนักล่าและปีศาจที่อาจคิดจะเข้ามาใกล้ ความน่าเกรงขามของลมและสายฟ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลอุบาย—แต่เพียงพอจะทำให้ผู้บุกรุกส่วนใหญ่ไม่คิดสู้ต่อ
ฉันก้าวไปทีละก้าวบนพื้นหินที่ขรุขระและไม่มั่นคง ลมกระแทกมาจากทุกทิศราวจะผลักให้ถอยหลัง ฉันใช้ดาบปักกับพื้นช่วยทรงตัว ร่างกายเอียงรับแรงลม แต่สายตายังคงจ้องไปข้างหน้า—สู่ใจกลางที่ซ่อนอยู่ของพายุ
อากาศรอบตัวสั่นสะเทือนด้วยเสียงหวีดหวิวของลมผสมกับเสียงแตกปลาของไฟฟ้า คล้ายซิมโฟนีที่ไร้ทำนอง จงใจรบกวนสมาธิของผู้ที่ก้าวเข้ามาในเขตนี้
ในที่สุด ฉันก็ทะลวงมาถึงใจกลาง ทุ่งพายุ —และทันทีที่ข้ามเส้นเขตพายุ ทุกอย่างก็เงียบลงอย่างน่าขนลุก
ผนังลมและสายฟ้ารอบขอบเขตยังหมุนวนอยู่ไม่หยุด แต่ตรงนี้…กลับสงบอย่างประหลาด จนกระทั่งฉันเห็นมัน—
หมาป่าพิฆาตพายุ—ร่างใหญ่โตนอนหมอบ ขนของมันลุกชันพร้อมประกายไฟฟ้าสถิต ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นจ้องกลับมาด้วยสติปัญญาที่ดุร้ายและเย็นเยียบ ทั้งงดงามและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
‘มันรับรู้ตัวฉันทันที…’ ความคิดแรกแล่นผ่านหัว ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ—สัญชาตญาณของมันยังเฉียบคมเช่นเดิม แต่การที่มันตรวจพบได้เร็วขนาดนี้ ก็ทำให้ความตึงเครียดในอกฉันพุ่งขึ้น
มันลุกขึ้นช้าๆ กล้ามเนื้อไหวกระเพื่อมใต้ขนหยาบทุกย่างก้าว สายตาไม่ละไปจากฉันแม้แต่วินาทีเดียว และชัดเจน—มันไม่พอใจที่การพักผ่อนถูกขัดจังหวะ
ฉันกระชับดาบ หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก—นี่จะเป็นการปะทะที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
แล้ว—โดยไม่ให้แม้แต่เศษวินาทีเตรียมตัว—หมาป่าก็พุ่งเข้าโจมตี ร่างมันกลายเป็นเงาพร่าเคลื่อนที่ด้ว ยความเร็วเกินกว่าที่ตาเปล่าจะจับทัน
สัญชาตญาณบังคับให้ฉันเปิดใช้ [หน่วงเวลา] โลกชะลอความเร็วลง…แต่ถึงอย่างนั้น การโจมตีก็ยังคงรวดเร็วอย่างน่าตกใจ
ฉันยกดาบขึ้นสกัดทันเวลา—
แคล้งงงงง!!!
แรงปะทะหนักหน่วงส่งฉันถอยหลังไปหนึ่งก้าว พื้นหินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน แต่ฉันบังคับร่างให้ทรงตัวได้ทัน ก่อนที่มันจะตวัดร่างวนรอบฉันอย่างนักล่าที่รอจังหวะสังหาร ดวงตาคมไม่คลาดจากเหยื่อแม้เสี้ยววินาที
ทุกฝีก้าวของมันแม่นยำ ราวกับกำลังร่ายรำในสนามประลองแห่งความตาย—และถ้าฉันพลาดแม้เพียงก้าวเดียว ผลลัพธ์ก็ชัดเจนเกินคาดเดา
ฉันบังคับตัวเองให้มีสติ ไม่ไล่พุ่งเข้าชนอย่างบุ่มบ่าม แต่เลือกจับตาดูลักษณะการเคลื่อนไหว พยายามหาช่องทางอ่านจังหวะถัดไป
ในเกม การโจมตีของมันจะมีแพทเทิร์นชัดเจน จังหวะที่เมื่อเข้าใจแล้วก็สามารถใช้โต้กลับได้ง่าย…แต่ที่นี่ไม่ใช่เกม และฉันไม่อาจมั่นใจได้ว่ากฎเดิมจะยังใช้ได้
สายฟ้าพลุ่งพล่านไปทั่วร่างหมาป่า ทำให้มันเร็วและอันตรายต่อการสัมผัส ทุกการเคลื่อนไหวของมันทิ้งแสงวาบไว้ในสายตา—สวยงามจนเกือบชวนให้หลงใหล…
แต่ฉันไม่อาจปล่อยให้ตัวเองไขว้เขวได้แม้แต่วินาทีเดียว
ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอจะปิดฉากชีวิตฉันได้
จากเพียงการปะทะครั้งแรก ฉันก็อ่านออกทันที—หมาป่าพิฆาตพายุกำลัง “ทดสอบ” ฉัน มันรอให้ฉันเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อน การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การใช้กำลัง หากแต่เป็นการต่อสู้ของสติปัญญา หากเราทั้งคู่ยังคงรักษาระยะอย่างระมัดระวัง สุดท้ายมันจะกลายเป็นเกมแย่งชิงจังหวะ—ใครกันที่จะอ่านแผนของอีกฝ่ายได้ก่อน
และฉันมั่นใจว่ามันรู้แล้วว่า ฉันไม่ใช่คนเดียวในอาณาเขตนี้ ด้วยประสาทสัมผัสในการได้กลิ่นและการได้ยินที่เฉียบคม มันย่อมตรวจจับการมีอยู่ของมนุษย์อีกคนได้อย่างง่ายดาย แม้ฉันจะให้สโนว์ยืนรออยู่ห่างออกไปราวร้อยเมตร แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา—ไม่นานมันก็จะเจอตัวเธอ
เมื่อถึงตอนนั้น ฉันไม่อาจหยุดมันจากการเลือกเธอเป็นเป้าหมายได้ เพราะความเร็วของมันเหนือกว่าฉันอย่างสิ้นเชิง ทางเดียวที่จะทำได้ คือบังคับให้มันจดจ่ออยู่กับฉันให้นานที่สุด
ฉันสูดลมหายใจลึก กำดาบขึ้นสูง รอให้มันเริ่มเคลื่อนไหว เป้าหมายของฉันคือยืดเวลาให้มากพอที่สโนว์จะเตรียมร่ายเวทระดับสูงได้สำเร็จ
หมาป่ายังคงวนรอบ ดวงตาสีฟ้าของมันหรี่ลง ประเมินทุกกิริยาของฉัน ขนแตกปลายด้วยไฟฟ้าสถิต อากาศรอบกายเราเต็มไปด้วยแรงกดดันจนแทบหายใจติดขัด ฉันรู้ดี—ถ้าฉันไม่ลงมือในไม่ช้า มันจะเป็นฝ่ายเปิดฉากเอง และนั่นอาจเป็นการโจมตีเต็มกำลัง
ฉันขยับเท้าก้าวหลอกไปทางซ้ายทันทีที่สบจังหวะ ใบหูของหมาป่ากระตุก ก่อนร่างมันจะพุ่งมาด้วยความเร็วสายฟ้า ฉันสไลด์ตัวหลบไปด้านข้าง เหวี่ยงดาบเป็นวงกว้างใส่สีข้างที่เปิดของมัน
ฉึก—! คมดาบเฉือนผ่าน ทิ้งเพียงรอยแผลตื้น มันแทบไม่สะทกสะท้าน—กลับคำรามต่ำ ล่าถอยเพียงครึ่งก้าวแล้วจ้องมาด้วยความระแวดระวังที่มากกว่าเดิม
“มันแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ…”
การแลกหมัดสั้นๆ เพียงครั้งนี้ ทำให้ฉันเข้าใจมากขึ้น—มันว่องไว ทรงพลัง และไม่ประมาทแม้แต่น้อย
ฉันต้องคงแรงกดดันไว้ โดยไม่ยื่นตัวเองให้เสี่ยงเกินไป เพื่อซื้อเวลาให้สโนว์
หมาป่าพุ่งโจมตีอีกครั้ง คราวนี้ด้วยลวดลายซิกแซกที่ทำให้การตามสายตาแทบเป็นไปไม่ได้ ฉันยกดาบขึ้นปัดป้องในจังหวะสุดท้าย—แรงปะทะสะเทือนผ่านแขนเหมือนพยายามหยุดสายฟ้าที่วิ่งตรงเข้าใส่
เราแลกการโจมตีกันหลายครั้ง ราวกับกำลังทดสอบขีดจำกัดทั้งพลังและความอดทน แต่ละการปะทะทำให้ประกายไฟพุ่งกระจาย สว่างวาบท่ามกลางความมืดและพายุรอบตัว
[มานา: 150/250]
[มานา: 120/250]
[มานา: 100/250]
‘ให้ตายเถอะ…!’
มานาของฉันกำลังจะหมด—และที่แย่กว่านั้น หมาป่าพิฆาตพายุยังไม่ได้ลงมือจริงจังเลยด้วยซ้ำ…
เมื่อมานาใกล้ถึงขีดจำกัด ฉันรู้ดีว่า [หน่วงเวลา] จะดับลงโดยอัตโนมัติ และเมื่อถึงตอนนั้น…ความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวที่ฉันมีจะหายไปทันที
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหตุผลที่ฉันยังเอาตัวรอดได้ก็เพราะทักษะของไอเท็มช่วยชดเชยความเร็วเหนือมนุษย์ของหมาป่า หากไม่มีมัน ป่านนี้ร่างฉันคงนอนแน่นิ่งบนพื้นไปแล้ว
แม้ประสบการณ์จากเกมจะช่วยให้คาดเดาท่าบางอย่างของมันได้ แต่ความเป็นจริงไม่เหมือนในจอ—รูปแบบที่เคยคงเส้นคงวากลับบิดเบี้ยวจนไม่อาจมั่นใจว่าจะรับมือได้นานเพียงใด
และไม่ใช่แค่มานาที่ลดลง ความอดทนของร่างกายก็ถูกกัดเซาะอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่บล็อกการโจมตี มันเหมือนมี รถบัส พุ่งชนผ่านคมดาบ—น้ำหนัก แรงส่ง และความหนาแน่นของร่างมหึมานั่นกดทับจนแขนชา
ในทุกวินาที หมาป่าพิฆาตพายุยิ่งดุร้ายขึ้น การเคลื่อนไหวของมันคาดเดาไม่ได้มากขึ้น ลวดลายที่เคยอ่านทางได้เริ่มไร้ทิศทาง
เสียงคำราม โฮกกกกกก!!!! ดังสนั่น
“อึ่ก…!” ฉันกัดฟันรับแรงปะทะอีกครั้ง เหงื่อไหลเข้าตา ขณะที่ฝ่าเท้าลื่นถอยจากแรงบีบคั้นของการต่อสู้
กล้ามเนื้อทั่วร่างปวดระบม ลมหายใจติดขัด ร่างกายบังคับให้ย่อตัวต่ำลงเพื่อลดแรงกระแทก แต่หัวใจก็ยังเต้นกระหน่ำราวฝูงม้าที่วิ่งในทุ่งโล่ง จิตใจเริ่มพร่ามัวเพราะต้องฝืนสมาธิอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาแสบและแห้งเพราะไม่กล้าละสายตาจากมันแม้เสี้ยววินาที
ฉันล้วงมือลงไปในกระเป๋า—ผลึกน้ำแข็งที่สโนว์ทิ้งไว้ยังคงเย็นจัด แต่บางส่วนเริ่มเปียกด้วยหยดน้ำ นั่นหมายความว่า เวทน้ำแข็งระดับสูงของเธอยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ประเมินจากปริมาณน้ำที่สะสมอยู่…อาจจะไม่ถึงสามสิบวินาที—ไม่สิ แค่ยี่สิบวินาทีก็น่าจะเพียงพอให้มันละลายจนหมด และเมื่อถึงตอนนั้น เวทมนตร์ของเธอจะพร้อมโจมตีเต็มกำลัง
แต่…ยี่สิบวินาทีนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตฉันก็ได้
[มานา: 50/250]
บัดซบ…!
‘ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันได้จบเห่แน่’
เวลาที่เหลือในการคง [หน่วงเวลา] อยู่เพียงห้าวินาที — ซึ่งหมายถึงการรับมือการโจมตีสายฟ้าแลบได้อีกเพียงห้าครั้งเท่านั้น จากปีศาจร้ายตรงหน้า
ที่ผ่านมา ฉันรอดมาได้เพราะสามารถปัด ป้อง และบางครั้งก็หลบได้อย่างหวุดหวิด
นั่นคือเหตุผลที่ร่างกายมีเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็รู้ดี—หากอยากให้แผนของเราสำเร็จ ต้องเสี่ยงแล้ว
ฉันกัดฟันแน่น ก่อนตัดสินใจล่อหมาป่าเข้าสู่จุดตาย ใช้ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินขรุขระให้เป็นพันธมิตร
“มาเลย…ไอ้สัตว์ร้าย” ฉันพึมพำ ยั่วยุมันขณะถอยไปยังกลุ่มหินสูงแหลม ดวงตาสีฟ้าของหมาป่าเปล่งประกายความอาฆาต ร่างมหึมาขยับตามมา เสียงคำรามดังก้องและถี่ขึ้นเรื่อยๆ
มันหยุดเพียงครู่ จ้องลึกเข้ามาในตาฉัน ราวกับจะฉีกทึ้งทุกชิ้นส่วนของร่างกายให้แหลกคามือ
“ให้มันได้ยังงี้สิ!” ฉันสบถต่ำ พลางขมวดคิ้ว “ทำไมถึงเพิ่งจะเอาจริงเอาจังตอนนี้วะ…?”
แล้วพลังงานบางอย่างก็พลุ่งพล่านจากร่างมัน ราวกับเปลวไฟฟ้าที่ลุกโชนขึ้นทุกวินาที เสียงคำรามที่ตามมาพร้อมรอยยิ้มชวนขนลุกบอกชัด—มันรับคำดูถูกของฉันไปเต็มๆ
ไม่ทันตั้งตัว ร่างของหมาป่าก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน สายฟ้าแตกปลายยาวไปตามลำตัว ฉันเบี่ยงตัวหลบในเสี้ยววินาทีสุดท้าย นำทางมันเข้าสู่ช่องแคบระหว่างก้อนหิน
แรงส่งมหาศาลพามันกระแทกเข้ากับผนังหินอย่างจัง เสียงดัง “ครืน!” ก้องไปทั่วพื้นที่ ก่อนร่างยักษ์จะสั่นไหวและหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
บัดซบ…
ถ้าฉันช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว คงได้กลายเป็นซากแล้ว แต่นี่—นี่คือโอกาสของฉัน!
ฉันรีบล้วงมือไปสัมผัสผลึกน้ำแข็งในกระเป๋า ความเย็นที่เหลืออยู่บอกชัดว่ามันใกล้ละลายหมดแล้ว
ตอนนี้…หรือไม่ก็ไม่มีวัน!
“[ทักษะ: หลบหลีก]—เปิดใช้งาน!”
ร่างฉันพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนหอกเหล็กในพายุ ฉันเล็งปลายดาบไปยังสีข้างของหมาป่าที่ไร้การป้องกัน ก่อนจะกระแทกด้วยแรงทั้งหมดที่เหลือ
โลหะสัมผัสเนื้อใน เสียงฉีกกระชากดังตามมาพร้อมกลิ่นคาวฉุนและกลิ่นเน่าที่ตีขึ้นจมูก จนแทบอาเจียน แต่เทียบกับท่อระบายน้ำของก็อบลินแล้ว…นี่มันยังไม่เลวร้ายเท่าไหร่
"โกรวววววววว!!!!"
ใบดาบของฉันเจาะลึกเข้าสู่สีข้างของหมาป่าพิฆาตพายุ เสียงหอนที่ดังลั่นจนแก้วหูสั่นสะเทือนดังก้องไปทั่ว ความเจ็บปวดบังคับให้ร่างยักษ์ของมันกระตุกอย่างรุนแรง เปลวไฟฟ้าแตกกระจายอย่างบ้าคลั่งฟาดฟันอากาศรอบตัว
ฉันกระชากดาบออกทันที ก่อนดีดตัวถอยหลัง หลีกหนีจากแขนขาที่สะบัดอย่างไร้ทิศทางและสายฟ้าที่พุ่งฉวัดเฉวียนไปทั่วอย่างไร้การควบคุม
หมาป่าพยายามยันตัวขึ้นอีกครั้ง แม้เพียงชั่ววินาทีเดียว แต่บาดแผลที่ฉันฝากไว้ลึกและรุนแรงพอจะทำให้มันเสียจังหวะได้ เลือดสดไหลรินอาบขนสีขาวของมันจนแดงฉาน
[มานา: 30/250]
กล้ามเนื้อฉันตึงเกร็งราวจะฉีกขาด แรงกดดันจาก [หน่วงเวลา] กัดกินร่างกายอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน หมาป่าก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง แม้การเคลื่อนไหวจะช้าลง แต่ยังคงอันตรายพอที่จะฆ่าฉันได้ในพริบตา ฉันบิดตัวหลบอย่างเฉียดฉิว รู้สึกได้ถึงไอไฟฟ้าสถิตแผ่วผ่านผิว
[มานา: 10/250]
ดวงตาสีฟ้าของมันกะพริบด้วยความเกรี้ยวกราด ราวกับมองฉันเป็นหนามยอกอกที่ต้องถอนออกให้ได้ พลังไฟฟ้าบนร่างมันปะทุรุนแรงขึ้น ลมกรรโชกหมุนวนรอบเท้าทั้งสี่ ช่วยโหมกระพือเปลวประกายและเร่งความเร็วของมันอย่างน่ากลัว
"บัดซบ…"
ครืน… ครืน…
เสียงคำรามกึกก้องสั่นสะท้านในช่องหู บอกชัดว่ามันกำลังรวบรวมพลังครั้งใหญ่ และจากนั้น—
ตูม!!!
แสงสีทองเจิดจ้าวาบเข้ามาในลานสายตา ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแล่นวาบไปทั่วร่าง
"โก๊ะ… อึก!" เลือดพุ่งออกจากปากขณะร่างหมุนคว้างกลางอากาศ
เกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้…?
ฟุบ!
ร่างของฉันกระแทกพื้นอย่างแรง หัวทิ่มลงก่อน ความร้อนพุ่งทะลักขึ้นมาจากอก ลมหายใจติดขัด กระตุกไม่เป็นจังหวะ ขณะที่ความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนคลื่นยักษ์ซัดผ่านทั้งตัว
ฉันเตรียมใจรับไว้แล้ว… แต่ทำไม—ทำไมฉันถึงตอบสนองไม่ทัน?
แม้ในโลกที่ช้าลง… ห๊ะ?
ฉันพยายามยันตัวขึ้น แต่ขาทั้งสองกลับทรยศ สั่นระริกก่อนทรุดลงอีกครั้ง ร่างโงนเงนคล้ายตุ๊กตาที่ขาดสาย
คําราม—!!!!
เสียงต่ำก้องดังมาจากด้านหลัง แต่ไม่ใช่เสียงเกรี้ยวกราด…มันกลับแฝงน้ำเสียงหยอกเย้าเย็นชา ราวกับหมาป่ากำลังหัวเราะเยาะที่ในที่สุดฉันก็ทำให้มันเจ็บได้บ้าง
ฉันฝืนหันกลับไปมอง เห็นมันนั่งอยู่ในท่าสบาย ๆ เหมือนสุนัขบ้าน แสยะยิ้มโชว์เขี้ยวขาวสะท้อนแสงฟ้าในพายุ ขณะที่จับจ้องมาที่ฉันซึ่งกำลังคลานถอยหนีในสภาพน่าเวทนา
[คำเตือน!]
[คำเตือน!]
หน้าจอระบบเด้งขึ้นรัว ๆ อยู่ตรงหน้า แต่ฉันเพิกเฉย ปล่อยให้สายตาจดจ่ออยู่กับหมาป่าตรงหน้า
นี่สินะ…บอสระดับ A ที่แท้จริง?
ฮ่า… นี่คือจุดจบของฉันแล้วเหรอ?
ความคิดนั้นแล่นวาบขึ้นมา แต่ฉันสลัดทิ้งแทบจะทันที มือเอื้อมไปยังความหวังสุดท้าย—สิ่งเดียวที่ฉันยื้อเวลาไว้เพื่อมัน
ฉันให้เวลาทั้งหมดที่มีไปแล้ว… เธอควรพร้อมแล้วนะ, สโนว์…
ปลายนิ้วสัมผัสผลึกน้ำแข็งในกระเป๋า มันเหลือเพียงความเย็นจาง ๆ ก่อนสลาย…นั่นหมายความว่า—
เวทมนตร์ของสโนว์ พร้อมแล้ว!
“ตอนนี้แหละ…ฝ่าบาท!” ฉันตะโกนสุดเสียง แม้จะขาดห้วงและแหบพร่า สายตาจับจ้องหมาป่าอย่างท้าทาย รอเพียงการระเบิดของน้ำแข็งที่จะลบล้างรอยยิ้มนั่น
แต่…
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลมหายใจสะดุด ดวงตาของหมาป่าฉายแววสับสนวูบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากมันจะกระตุกเล็กน้อยเหมือนจะบอกว่า เจ้านี่เสียสติไปแล้วหรือไง
จากนั้น—
มันลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ลักษณะดุร้ายของสัตว์นักล่ากลับคืนเต็มเปี่ยม เสียงคำรามต่ำลึกผสมเสียงฟ่อราวกับมีฟ้าแลบในลำคอ แววตาเหมือนจะยอมรับความพยายามของฉัน…ก่อนจะตัดสินลงโทษ
ตูม!
ร่างยักษ์พุ่งเข้ามาราวลูกธนูที่ปลดสาย ขากรรไกรเปิดกว้างเผยเขี้ยวแหลมคมทุกซี่ พร้อมจะปิดลงและฉีกกระชากลมหายใจสุดท้ายของฉันให้หายไปจากโลกนี้