ตอนที่ 106
บทที่ 105: เทศกาลอันยิ่งใหญ่ 7
ความเย็นยะเยือกไหลวาบไปตามสันหลังของฉัน
เมื่อสองสาวสบตากัน บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เย็นเยียบราวกับว่าสโนว์กำลังใช้สกิล ออร่าเยือกแข็ง โดยไม่รู้ตัว
สโนว์ยืนอยู่โดยที่มือไขว้หลัง แววตาไร้อารมณ์ แต่กลับทรงพลัง ลำพังการปรากฏตัวของเธอก็เพียงพอที่จะทำให้ความเงียบเข้าครอบงำ ราวกับคำเตือนอันชัดเจนที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำใดๆ
แม้สายตาของเธอจะไม่ได้จ้องตรงมาที่ฉัน แต่ข้อความนั้นกลับชัดเจนอย่างที่สุด— อย่าพูด ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้พูด
อีกด้านหนึ่ง อลิซยังคงยิ้มสดใส แต่แรงกดดันที่ปล่อยออกมากลับไม่แพ้กัน รอยยิ้มอันร่าเริงนั้นไม่อาจปิดบังความตึงเครียดที่อยู่ภายในได้
“ว่าไง รุ่นน้อง เธอชอบฉันไหม~?” อลิซย้ำคำถาม เสียงของเธอคมชัดและดังขึ้น ราวกับมีดที่เฉือนผ่านบรรยากาศอันหนาหนัก
ฉันเหลือบมองลงที่จานพาสต้า เห็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ กำลังเกาะขึ้นรอบขอบจาน
การปรากฏตัวของสโนว์ช่างชัดเจนเกินไป—สายตาอันเย็นชานั้นกำลังบังคับให้ฉันเลือกคำตอบอย่างระมัดระวัง ถึงแม้เธอจะไม่ได้มองตรงมาที่ฉัน แต่ฉันสัมผัสได้ว่าเธอกำลังท้าทายฉันอย่างชัดเจน—เหมือนว่าเส้นใยความสัมพันธ์ระหว่างเรากำลังถูกทดสอบอยู่ในวินาทีนี้
ความเงียบกดดันเข้ามาจากทั้งสองฝั่ง
คำถามของอลิซลอยวนอยู่ในอากาศ ต้องการคำตอบทันที ขณะที่ความเงียบเยือกแข็งของสโนว์กลับกดดันให้ฉันระวังทุกถ้อยคำ
หัวใจฉันเต้นแรง ถูกกดดันทั้งจากความคาดหวังที่ไร้คำพูดของสโนว์ และความอยากรู้อยากเห็นของอลิซ
‘อลิซนะอลิซ!’
นี่มันรู้สึกเหมือนเดจาวูกับซอคราวก่อนเลย
ทำไมอลิซถึงเลือกถามคำถามแบบนี้ต่อหน้าสโนว์ด้วยเล่า?
นี่เธอจงใจจะยั่วยุหรือเปล่า?
เธอไม่ได้พูดกำกวมอะไรเลย แต่กลับถามตรงๆ พร้อมรอยยิ้มสดใสและแก้มที่แดงระเรื่อ ราวกับกำลังเกี้ยวพาราสีต่อหน้าต่อตา และที่สำคัญ... เธอกำลังเมินเฉยต่อการปรากฏตัวของสโนว์ที่ยืนอยู่ข้างฉันอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่าฉันไม่ได้รังเกียจการถูกจีบจากนางเอกคนโปรด แต่เวลานี้... มันไม่ใช่ไหม การมีสโนว์อยู่ตรงนี้มันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากคำพิพากษาประหาร
ทั้งที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังตกเป็นจำเลยเสียแล้ว แรงกดดันจากทั้งสองฝั่งแทบจะทำให้หายใจไม่ออก
อลิซ... กับคำถามใสซื่อแต่กล้าหาญ และสโนว์... กับความเงียบงันอันเย็นชา
“รุ่นพี่ครับ” ฉันเอ่ยออกมา พยายามหาคำที่เหมาะสมที่สุดเพื่อคลายความตึงเครียด “ที่นี่... ไม่ใช่เวลาหรือสถานที่ที่เหมาะจะถามคำถามแบบนั้นหรอกนะครับ”
ดวงตาของอลิซเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แววเจ็บปวดแวบผ่านก่อนที่เธอจะรีบซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มสดใสเหมือนเดิม
“อ๋อ อย่างนั้นเหรอ~?” เธอตอบ น้ำเสียงยังคงร่าเริง แต่แฝงไว้ด้วยคมมีดบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ฉันเหลือบมองไปทางสโนว์ เธอยังคงนิ่งเงียบ แต่คราวนี้สายตากลับตรึงอยู่ที่ฉันโดยตรง เกล็ดน้ำแข็งรอบจานพาสต้าหนาขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนความเย็นที่ชอนไชเข้าไปในกระดูกสันหลังของฉัน
ฉันชอบอลิซ นั่นคือความจริง
เพราะอย่างไรล่ะ? เธอคือนางเอกคนโปรดของฉัน คนที่ฉันทุ่มเทเวลาไปกับเส้นเรื่องของเธอมากที่สุด
แต่คำถามว่า “ชอบ” หรือไม่ชอบ... สามารถนำไปตีความได้หลากหลายเหลือเกิน
ใช่ ฉันชอบเธอในฐานะนางเอก แต่ในตอนนี้... ในฐานะ “คนจริงๆ” ความรู้สึกนั้นมันเริ่มกลายเป็นอย่างอื่น
ตั้งแต่เราใกล้ชิดกันมากขึ้นเพราะการเข้าไปสภาบ่อยๆ ฉันก็ได้เห็นว่าเธอมีอะไรมากกว่าความเป็นอัจฉริยะที่ฉันเคยรู้จักในเกม เธอใจดี มีน้ำใจ และที่สำคัญ... เธอช่างสังเกตอย่างน่าประหลาด
เธอมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่ฉันเคยคิดไว้มาก
ความแปลกประหลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ เสียงหัวเราะที่เบ่งบานแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย ความทุ่มเทในสิ่งที่เธอรัก—ทุกสิ่งล้วนทำให้เธอดูจริงขึ้น มนุษย์ขึ้น และกลายเป็น... น่ารักในแบบที่ฉันเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ
เธอเป็นคนจริงใจอย่างแท้จริง และเป็นเพื่อนที่ดีมาก โดยเฉพาะในเวลาที่คุณกำลังเครียด
รอยยิ้มสดใสที่เธอส่งมาเหมือนจะเติมพลังให้ทันทีที่ได้มอง และเสียงร่าเริงสดใสของเธอก็ช่วยทำให้ใจสงบลงได้อย่างประหลาด
‘นี่อาจเป็นเหตุผลที่โดโรธียืนกรานอยากให้อลิซเข้าร่วมสภาอย่างเป็นทางการ?’ ฉันครุ่นคิด
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด อลิซก็คือเพื่อนที่ยอดเยี่ยม และใช่—ฉันชอบเธอ
แต่ความชอบนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความชอบและความรักที่ฉันมีให้เธอในเกม
ฉันชอบอลิซ... แต่เป็นในเชิงมิตรภาพ
นั่นคือความรู้สึกจริงๆ ของฉันในตอนนี้
ปัญหาคือ... จะถ่ายทอดมันออกไปโดยไม่ทำให้เข้าใจผิดได้อย่างไร?
อลิซหัวเราะเบาๆ พลางยกมือขึ้นปิดปาก ราวกับกำลังสนุกกับความเงียบที่ฉันสร้างขึ้น “หึม~ ฉันนึกว่าความรู้สึกของเธอต่อฉันมันชัดเจนแล้วซะอีก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แฮะ?”
“ไม่ครับ ที่จริงแล้วผมชอบพี่นะ รุ่นพี่—” ฉันเริ่มพูด แต่เธอก็ตัดบททันที
“จ-จริงเหรอ? ถ้าเธอพูดตรงๆ แบบนั้นมันน่าอายออกนะ รุ่นน้อง~ ฉันแค่ล้อเล่นเอง รู้ไหม?” เธอหน้าแดงก่ำ ความมั่นใจที่เคยมีสั่นคลอนชั่วขณะ
“ในฐานะเพื่อนสนิทนะครับ แน่นอน” ฉันรีบย้ำ พลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก็เล่นเป็นฝ่ายถามเองแท้ๆ ทำไมพอได้คำตอบกลับมาถึงได้เขินขึ้นมาเสียเองล่ะนี่?
“จริงเหรอ~? รุ่นน้องน่ารักจังเลยนะ” อลิซพูดหยอก รอยยิ้มเจือเสียงหัวเราะคิกคัก “ไม่มีอะไรผิดหรอกนะถ้าเธอจะซื่อสัตย์มากกว่านี้ ก็อย่างที่บอกไปไง~ ฉันเองก็มีตำแหน่งพิเศษอยู่ในหัวใจของเธอไม่ใช่เหรอ?”
ฉันเงียบไปทันที ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ‘เธอรู้ได้ยังไงกัน... หรือว่าฉันแสดงออกชัดเจนเกินไป?’
“ตำแหน่งพิเศษในหัวใจ... มันออกจะ—” ฉันเพิ่งจะเอ่ย แต่สีหน้าของอลิซกลับเปลี่ยนไป ดวงตาของเธอคลอไปด้วยน้ำราวกับจะร้องไห้
“งั้น... ฉันไม่มีเลยเหรอ?” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยออกมา
“ไม่ใช่นะ...”
“ฮีฮีฮี~ งั้นก็คือใช่แล้วสิ ฉันพิเศษสำหรับเธอ~” น้ำเสียงร่าเริงก็กลับมาอีกครั้งทันที
ผู้หญิงคนนี้... ทำไมวันนี้ถึงได้รุกคืบหนักขนาดนี้นะ
การหยอกล้อของเธอมันทั้งน่าหงุดหงิด ทั้งก็น่ารักไปพร้อมกัน
เธอผลักฉันให้ออกจากเขตสบายใจของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงออกชัดว่าเธอเห็นค่าความสัมพันธ์ของเรา ถึงแม้จะไม่ได้จริงจังเกินไปก็ตาม
อลิซเอนหลังพิงเก้าอี้ แววตาเหลือบไปทางสโนว์
“คุยเสร็จหรือยัง?” เสียงของสโนว์ดังขึ้นตัดบรรยากาศ เสียงนั้นเรียบ แต่แฝงพลังบางอย่างที่กดดันทันที
“โอ้~ องค์หญิงสโนว์ อยู่ตรงนี้ด้วยเหรอเพคะ?” อลิซทำทีแสร้งประหลาดใจ ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ทรงอยากร่วมโต๊ะกับพวกเราหน่อยหรือเพคะ?”
สโนว์ไม่แม้แต่จะตอบคำเชิญนั้น เธอเลือกที่จะเมินอลิซ หันสายตาเย็นเฉียบมาตรงที่ฉันแทน มือซ้ายของเธอแตะลงบนไหล่ของฉันเบาๆ
เพียงสัมผัสง่ายๆ กลับทำให้ทั้งร่างฉันแข็งค้าง ความเย็นซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกสันหลังอีกครั้ง...
‘เธอไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่า มานาน้ำแข็งกำลังรั่วออกมา?’
“ไรลีย์ ข้าขอเวลาสักครู่ได้หรือไม่?” เสียงของสโนว์อ่อนลง สีหน้าเย็นชานั้นแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ตัดกับความเย็นที่ยังแผ่ออกมาจากสัมผัสของเธอ
“เฮ้ รุ่นน้องยังไม่ได้กินข้าวเสร็จเลยนะ รู้หรือเปล่า?” อลิซโพล่งแทรกขึ้น พยายามทำให้อากาศผ่อนคลายลง
สโนว์เหลือบมองจานพาสต้าของฉันก่อนจะยกยิ้มบาง “ขอโทษที่รบกวน แต่มันเป็นเรื่องสำคัญที่เขาไม่อาจเพิกเฉยได้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะชดเชยมื้ออาหารให้คุณอีกมื้อ ไรลีย์”
“ถึงจะเป็นเจ้าหญิง แต่การรบกวนคนอื่นมันก็เสียมารยาทเหมือนกันนะ” อลิซกอดอก ตอบกลับอย่างไม่ยอมถอย
“แต่การเมินเฉยใครบางคนก็เสียมารยาทเช่นกัน... โดยเฉพาะการเมินเฉยต่อเชื้อพระวงศ์และราชประเพณี” สโนว์ตอบอย่างสงบ ท่าทีเต็มไปด้วยความสง่างาม
“ที่นี่คือสถาบัน ไม่ใช่วัง ราชประเพณีบังคับใช้ไม่ได้หรอเพค่ะ” อลิซเถียงกลับ
“แต่คำทักทายธรรมดา... ไม่ใช่ประเพณีนี่นา” น้ำเสียงของสโนว์หนักแน่น ทว่าคงความสงบ
เห็นท่าว่าทั้งคู่กำลังจะปะทะกันโดยไม่จำเป็น ฉันจึงรีบแทรก
ฉันยกมือแตะเบาๆ ลงบนมือของสโนว์ที่กดอยู่บนไหล่ เป็นสัญญาณให้เธอปล่อยมือออก
เธอดูแปลกใจเล็กน้อยกับท่าทีหนักแน่นของฉัน แววตาเปลี่ยนไปเป็นขอโทษทันทีเมื่อสังเกตเห็นเกล็ดน้ำแข็งเริ่มปกคลุมบ่า
“ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ...” เสียงเธอแฝงความเสียใจอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไรครับ...” ฉันตอบกลับ พลางปัดเกล็ดน้ำแข็งออกอย่างเบามือ ไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้
เพียงแค่มีสองสาวงามแห่งสถาบันกับฉันในที่เดียวกันก็สร้างความสนใจเกินพอแล้ว
ถ้าสโนว์เผลอคุกเข่าลงต่อหน้าฉันจริงๆ คราวนี้ข่าวลือจะลุกลามเป็นไฟแน่นอน... แค่คิดฉันก็เหนื่อยใจแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่า สโนว์?” ฉันถามออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล การที่เธอตามหาฉันถึงที่นี่ต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ๆ บางทีอาจเกี่ยวข้องกับงานสภาหรือเรื่องอื่นที่จริงจังพอๆ กัน
สโนว์ดูไม่พอใจที่ฉันปัดคำขอโทษของเธอทิ้งไปง่ายๆ เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจเบาๆ แล้วโน้มเข้ามาใกล้ เอ่ยกระซิบที่ข้างหู
“มันเกี่ยวกับตระกูลเฮฟเวน... คงจะดีกว่าถ้าเราคุยกันในที่ที่เงียบกว่านี้”
เพียงแค่ได้ยินชื่อคุ้นเคยนั้น ความเย็นก็แล่นไปทั่วทั้งร่างอีกครั้ง
‘ตระกูลเฮฟเวน... ทำไมชื่อนี้ถึงโผล่มาในเวลานี้กัน? เกิดอะไรเปลี่ยนแปลงไปในเส้นเรื่องหลักอีกแล้วหรือ?’
ฉันวางส้อมลง มองอลิซด้วยสายตาขอโทษ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ขอโทษนะครับรุ่นพี่ ดูเหมือนว่าผมต้องไปจัดการเรื่องสำคัญ”
“เอ๋... แต่รุ่นน้อง เธอ...” อลิซเอ่ย เสียงเต็มไปด้วยความตกใจเมื่อเห็นฉันลุกออกไปกะทันหัน
“นำทางเลย สโนว์” ฉันพูดหนักแน่น พยายามรวบรวมความมั่นใจแม้ภายในจะเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
สโนว์พยักหน้า สีหน้ายังคงอ่านยาก แต่แฝงความมั่นใจ “ขอบคุณที่เข้าใจนะ ไรลีย์ เรื่องนี้จะไม่นานหรอก”
ว่าพลาง เราทั้งคู่ก็ออกจากโรงอาหาร ทิ้งอลิซที่ยังดูตกใจเล็กน้อยกับการถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ฉันสัมผัสได้ถึงความกังวลและความสงสัยของเธอที่ยังคงตามมาอยู่ด้านหลัง แต่ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ตระกูลเฮฟเวน
‘ขอโทษนะ อลิซ... แต่ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเฮฟเวน มันคือเรื่องที่ฉันละเลยไม่ได้จริงๆ’
แค่หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ค่าความสนิทสนมของฉันกับเธอลดลงก็พอ...
“หืมม~ ถูกทิ้งซะแล้วสินะ?” เชสเชียร์เอ่ยอย่างสบายๆ
“อ๊ากกกกก~” อลิซครางออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้า “ทำไมเธอต้องบังคับให้ฉันพูดอะไรพวกนั้นออกไปด้วยนะ เชสเชียร์!?”
“แต่สุดท้ายมันก็ช่วยเธอไม่ใช่เหรอ?” เชสเชียร์ตอบกลับ แววตาเจ้าเล่ห์วาววับ
“ฉันไม่รู้หรอก... แต่ทั้งหมดนั่นมันทำให้ฉันดูเหมือนคนโง่ที่เอาแต่เล่นตลกต่อหน้าเขา” อลิซตอบเสียงเบื่อหน่าย
เธอยกมือเกาหัว ใบหน้าแดงก่ำทันทีเมื่อคิดย้อนถึงครั้งที่เธอปล่อยให้เชสเชียร์เข้ามาควบคุมร่างทุกครั้งที่ไรลีย์อยู่ใกล้ๆ
แค่คิดถึงการกระทำบ้าบิ่นและคำถามตรงๆ ที่เธอหลุดปากออกไป มันก็ทำให้เธอแทบอยากมุดดินหนีด้วยความอับอาย
นั่นมันเหมือนการแสดงความในใจอย่างโจ่งแจ้งชัดๆ ไม่ใช่เหรอ...?
เชสเชียร์หัวเราะเบาๆ “เอาน่า อลิซ อย่างน้อยเธอก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้เธอดูมีความสุขขึ้นไม่ใช่เหรอ?”
อลิซถอนหายใจหนัก ความอับอายปนกับความยอมจำนนเล็กน้อย “ก็คงงั้น... แต่ฉันไม่ได้คิดให้รอบคอบเลย ถ้าเขาเข้าใจว่าฉันแค่ล้อเล่นล่ะ?”
เชสเชียร์ยักไหล่ราวไม่ใส่ใจ “เธอไม่มีทางรู้หรอก เว้นแต่จะพูดกับเขาตรงๆ บางทีเขาอาจจะเห็นค่าความจริงใจของเธอมากกว่าที่คิดนะ”
“ฉันไม่แน่ใจหรอก... บางทีเขาอาจจะมองฉันเป็นรุ่นพี่ทึ่มๆ ที่เอาแต่ทำอะไรไม่เข้าท่าก็ได้...” อลิซบ่นพลางกอดอก “บางทีที่ปล่อยให้เธอเข้ามาควบคุมฉัน... มันอาจเป็นความผิดพลาดก็ได้”
“โอ้ ไม่เอาน่า อลิซ ทำใจดีๆ หน่อยสิ ถ้าไม่ได้ฉันเข้ามาแทรก เธอก็ไม่ได้พัฒนาอะไรกับเขาหรอกนะ” เชสเชียร์พูดหยอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขี้เล่นแต่ก็เหมือนรู้จริง
“แต่การทำตัวแปลกๆ ใส่เขาแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้เราใกล้กันขึ้นหรอกนะ แล้วฉันก็ไม่ได้พยายามจะ—” อลิซสวนกลับ กอดอกแน่นกว่าเดิม
“พูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่เธอก็รู้ว่าฉันอ่านใจเธอได้ แม้ไม่ต้องควบคุมร่างเลยก็ตาม”
เชสเชียร์ยิ้มมุมปาก “เธอเองก็สนุกกับทุกสัมผัสของเขาตอนที่ฉันบังคับให้กอดเขาครั้งก่อนใช่ไหมล่ะ~?”
“น-นั่นมันครั้งเดียวเท่านั้นแหละ!” อลิซโต้เสียงตะกุกตะกัก แก้มแดงจัด
“หึหึหึ~ ก็ว่ากันไป” แววตาเชสเชียร์เปล่งประกายซุกซน
อลิซหรี่ตาลงมองแฟมิเลียของเธอ รู้ดีว่าเชสเชียร์เป็นตัวกวน แต่พักหลังมานี้เขาตรงไปตรงมาจนน่าหงุดหงิด
ถึงอย่างนั้น... เธอก็รู้ลึกๆ ว่าสิ่งที่เขาพูดทั้งหมดไม่ผิดเลย หากไม่มีเขา เธอคงไม่กล้าแม้แต่จะสบตาไรลีย์ตรงๆ ในห้องสภาด้วยซ้ำ
เพราะเชสเชียร์ เธอถึงได้ก้าวข้ามความอายออกมาได้บ้าง... แม้จะน่าอายเกินทนในบางครั้งก็ตาม
“ว่าแต่... เธอจะยอมปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ เหรอ? คนของเธอเพิ่งถูกใครบางคนพาตัวไปนะ~” เชสเชียร์พูดแหย่ น้ำเสียงทั้งล้อเล่นทั้งแฝงความจริงจัง
“ไม่เป็นไรหรอก” อลิซตอบเรียบๆ “เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ? ไฟในหัวใจของเขาเมื่อกี้...”
“หึม~ ก็จริง... จะปล่อยไปก่อนก็ได้ นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มอย่างเขาจะสามารถปล่อยอารมณ์รุนแรงขนาดนั้นออกมา... ฉันสงสัยจริงๆ ว่าเขาอาจจะมีใครสักคนที่เกลียดเข้าไส้” เชสเชียร์พึมพำ
อลิซพยักหน้าเห็นด้วยกับการสังเกตของเชสเชียร์
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นหัวใจของไรลีย์—จากที่เคยเปล่งประกายด้วยประกายชมพู กลับถูกปกคลุมด้วยความมืดสนิททั้งหมด...
เธอสงสัยว่า... สโนว์พูดอะไรออกไป ถึงได้ทำให้เขาสั่นสะเทือนถึงเพียงนี้?
แม้จะใช้เวลามากมายอยู่กับเขา แต่เธอก็ยังไม่สามารถต่อจิ๊กซอว์ทั้งหมดของเขาได้ลงตัว
“ยิ่งฉันรู้จักเขามากขึ้น... ยิ่งรู้สึกว่าไม่เข้าใจเขาเลย” อลิซเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล คิ้วขมวดมุ่น
‘ก็เห็นชัดๆ ว่าเขาชอบฉัน แค่จากสีของหัวใจก็รู้แล้ว... แต่การกระทำของเขามันขัดแย้งไปหมด’
“เขา... เป็นโชคชะตาของฉันจริงๆ เหรอ?” คำถามนี้ยังคงไร้คำตอบสำหรับเธอ แม้เวลาจะผ่านไปมากแค่ไหนก็ตาม
“นั่นแหละที่ฉันบอกไง~ เธอควรจะพุ่งเข้าไปจูบเขาแรงๆ สักครั้งสิ! มันอาจติ๊งต๊องจริงนะ~”
“เธอก็เห็นแล้วนี่ ว่าสายตาไร้อารมณ์ของเขาสั่นไหวทันทีที่เธอเข้าใกล้มากเกินไป... ฟังฉันนะ ทำแบบนั้นเถอะ รับรองว่าอีกไม่นานเขาจะตกเป็นของเธอแน่ๆ” เชสเชียร์ยืนยันด้วยรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจ
“จ-จูบเขาเนี่ยนะ!? บ้าไปแล้วหรือไง!?” อลิซหน้าแดงจัด ร้องเสียงสูง
“อาจจะใช่ก็ได้นะ~” เชสเชียร์หัวเราะอย่างภูมิใจ ใบหน้าเจ้าเหมียวเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
อลิซทนไม่ไหว จึงปล่อยหมัดใส่เชสเชียร์แบบขำๆ ราวกับการลงโทษ
เชสเชียร์หัวเราะชอบใจ เสียงหัวเราะก้องไปในอากาศว่างเปล่า เพลิดเพลินเต็มที่กับการแหย่เจ้านายของเขาและการผลักดันอารมณ์ของเธอจนระเบิดออกมา