ตอนที่ 18
ตอนที่ 18 อาหารเช้าที่ไม่ได้กิน
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งหว่านเอ๋อร์ ชิงเหลียน และอาเฟย ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม บรรยากาศยังคงคึกคักไปด้วยชาวยุทธที่เตรียมตัวจะออกเดินทางไปยังเมืองชิงซีเป็นวันสุดท้าย
นางเลือกโต๊ะเดิมในมุมสงบ พี่น้องสามอสรพิษนั่งอยู่แล้วที่โต๊ะใหญ่กลางร้าน พวกเขามองมาทางนางแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปสนใจอาหารของตนเอง แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์สังเกตเห็นว่าเฮ่อเฟิง มีท่าทีที่แปลกไป...เขาดูสงบเสงี่ยมผิดปกติ
ไม่นานนัก เด็กรับใช้หนุ่มคนหนึ่งก็ยกสำรับอาหารเช้ามาให้ที่โต๊ะของนาง ประกอบไปด้วยโจ๊กร้อนๆ หมั่นโถว และกาน้ำชาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น
แต่ในวินาทีที่เด็กรับใช้คนนั้นวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะ ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็สังเกตเห็น...
มือของเด็กหนุ่มคนนั้นสั่นเทาเล็กน้อย...เขาหลบสายตาของนางอย่างชัดเจน...และเขาก็วางกาน้ำชาลงอย่างระมัดระวังจนผิดปกติ
สัญชาตญาณของสายลับกรีดร้องเตือนภัยในหัวของนางทันที!
แผนการตื้นเขินเช่นนี้...เจ้าคิดว่าข้าจะมองไม่ออกรึ?
นางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แสร้งทำเป็นไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ นางบรรจงรินชาใส่ถ้วยของตนเอง กลิ่นหอมของใบชาชั้นดีลอยขึ้นมา...แต่สำหรับจมูกที่เฉียบคมของนางแล้ว มันมีกลิ่นจางๆ ที่แปลกปลอมปะปนอยู่...กลิ่นที่นางจำได้ดีจากผงยาที่ขโมยมา
นางยกถ้วยชาขึ้น ทำท่าเหมือนจะจิบ...แล้วก็ชะงักไปกลางคัน นางวางถ้วยชาลงพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ
ชิงเหลียนที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู ไม่สบายหรือเจ้าคะ? เหตุใดไม่ดื่มชาเล่า?”
ซ่งหว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นกุมหน้าผากของตนเอง ทำสีหน้าซีดเผือด “ไม่รู้สิ...บางทีอาจจะเพราะเดินทางมาไกล...ข้ารู้สึก...คลื่นไส้เล็กน้อย ไม่อยากอาหารเลย”
นางพูดพร้อมกับดันชามโจ๊กและหมั่นโถวออกไปเบาๆ “ชิงเหลียน, อาเฟย, พวกเจ้าทานเถอะ...ข้าขอดื่มแค่น้ำเปล่าก็พอ”
การกระทำของนางเป็นธรรมชาติและสมจริงอย่างยิ่ง ชิงเหลียนและอาเฟยไม่ได้สงสัยอะไรและเริ่มลงมือทานอาหารของตนเอง แต่ที่โต๊ะกลางร้าน...เฮ่อเฟิงที่แอบมองอยู่ตลอดเวลากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน!
นางรู้ตัว? หรือว่าแค่ป่วยจริงๆ? ความสับสนและความหงุดหงิดฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของเขา
หลังจากนั้นไม่นาน พี่น้องสามอสรพิษก็ลุกขึ้นจากโต๊ะเพื่อเตรียมออกเดินทาง พวกเขาต้องไปถึงเมืองชิงซีก่อนที่งานชุมนุมจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้
ขณะที่เดินผ่านโต๊ะของนางเอกเพื่อไปยังประตูทางออก เฮ่อป้าเทียนและเฮ่อตี้สิงเพียงแค่ชายตามองมาอย่างเรียบเฉย
แต่เฮ่อเฟิงที่เดินรั้งท้าย...เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับมาสบตากับนางตรงๆ
มันไม่ใช่สายตาหื่นกระหายเหมือนเมื่อวานอีกต่อไปแล้ว...แต่มันคือแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความอัปยศ และจิตสังหารที่ไม่อาจปิดบังได้ มันคือคำประกาศสงครามที่ไร้เสียง
ซ่งหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเช่นกัน ดวงตาของนางสงบนิ่งและเย็นชาราวกับบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้น ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งที่ไม่มีค่าพอให้นางใส่ใจ
การปะทะกันทางสายตานั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ...ก่อนที่เฮ่อเฟิงจะเป็นฝ่ายหลบตาและเดินกระทืบเท้าตามพี่ชายของตนออกไปจากโรงเตี๊ยม
เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เรียกเถ้าแก่มาเพื่อขอน้ำร้อนเปล่าๆ หนึ่งถ้วย
โง่เง่า...ใช้วิธีการที่ตื้นเขินที่สุด...และยังส่งสายตาข่มขู่มาอีก นางคิดในใจอย่างสมเพช
จากนั้นการเดินทางของนางก็ใกล้จะถึงเป้าหมาย
ขณะที่รถม้ากำลังวิ่งอยู่บนเส้นทางที่ใกล้จะถึงเมืองชิงซี ซ่งหว่านเอ๋อร์นั่งหลับตาโคจรลมปราณอย่างสงบ แต่ในใจของนางกลับไม่ได้สงบเหมือนภายนอก ภาพสายตาอาฆาตมาดร้ายของเฮ่อเฟิงยังคงติดอยู่ในความคิด
คิดจะสู้กลับรึ? โง่เง่าสิ้นดี...
นางแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา หมาที่ไม่รู้จักเจ้านาย...ต้องถูกสั่งสอนด้วยความเจ็บปวด...ไม่ใช่แค่การควบคุม...แต่ต้องสลักความกลัวลงไปในกระดูก
นางรวบรวมลมปราณที่บริสุทธิ์ของนางส่วนหนึ่ง ก่อนจะส่งมันแผ่ออกไปเป็นคลื่นพลังที่มองไม่เห็น ยาพิษ "มัจจุราชสามราตรี" ที่นางใช้ ไม่ใช่ยาพิษธรรมดา แต่มันถูกเชื่อมโยงกับลมปราณพิเศษจากหยกมรกตของนาง เพียงแค่นางกระตุ้นลมปราณของตนเองในรูปแบบเฉพาะ ยาพิษที่อยู่ในร่างของเฮ่อเฟิงก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดทรมานได้ทุกเมื่อที่นางต้องการ
ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติของ 'มัจจุราชสามราตรี' ก่อนเวลาอันควร...จะได้รู้ว่านรกมีจริง
ทันใดนั้น รถม้าก็ชะลอความเร็วลงจนหยุดนิ่ง
“คุณหนูขอรับ...ข้างหน้ามีชาวยุทธกำลังมีเรื่องกันอยู่ ขวางทางไว้ขอรับ” เสียงของอาเฟยดังมาจากด้านนอก
ซ่งหว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้น นางมองลอดหน้าต่างออกไป เห็นกลุ่มคนมุงดูเหตุการณ์อยู่เบื้องหน้า บนถนนมีชาวยุทธสองกลุ่มในชุดสีต่างกันกำลังยืนประจันหน้าและตะโกนด่าทอกันอย่างดุเดือด ข้างทางมีเจ้าหน้าที่กองปราบของเมืองยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ แต่ก็ไม่ได้เข้ามาห้ามปราม เพราะการทะเลาะเบาะแว้งของชาวยุทธนั้นเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ยังไม่มีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน พวกเขาก็จะไม่เข้ามายุ่ง
“ข้าจะลงไปดู” ซ่งหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นสั้นๆ
นางก้าวลงจากรถม้าโดยมีชิงเหลียนเดินตามอย่างหวาดๆ นางไม่ได้สนใจคำด่าทอไร้สาระของคนพวกนั้น แต่กำลังสังเกตการณ์อย่างละเอียด
สำนักเล็กๆ สองสำนักจากต่างเมือง...คงจะเขม่นกันระหว่างทางมางานชุมนุม
หลังจากด่ากันจนพอใจแล้ว หัวหน้าของทั้งสองฝ่ายก็กระโจนเข้าใส่กัน เริ่มลงไม้ลงมือต่อสู้กันอย่างอึกทึกครึกโครม
ซ่งหว่านเอ๋อร์มองดูการต่อสู้นั้นด้วยสายตาของนักวิเคราะห์...นี่คือโอกาสอันดีที่นางจะได้ประเมินฝีมือของชาวยุทธโดยเฉลี่ยในยุคนี้ด้วยตาของตนเอง
นางเห็นการโคจรลมปราณที่ฉาบอยู่บนฝ่ามือและอาวุธของพวกเขา เห็นกระบวนท่าที่ดูสวยงามแต่กลับเต็มไปด้วยช่องโหว่
ท่าสวยงาม...แต่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น...หากเป็นข้า...การต่อสู้นี้จบลงไปตั้งแต่สามกระบวนท่าแรกแล้ว
แม้จะวิจารณ์ในใจ แต่นางก็จดจำรูปแบบการต่อสู้และระดับพลังของพวกเขาไว้เป็นข้อมูล นี่คือข่าวกรองล้ำค่าที่หาไม่ได้จากในตำรา
เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่านี้แล้ว นางก็หันหลังกลับเพื่อจะขึ้นรถม้าเดินทางต่อ ดวงตาของนางทอดมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้า...เส้นทางที่พี่น้องสามอสรพิษล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
นางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเย็นชา
(ในเวลาเดียวกัน ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่อยู่ติดหน้าเมือง) สามพี่น้องต้องการสืบข่าวเลยแวะดื่มเล็กน้อย
เฮ่อเฟิงที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่กับพี่ชายทั้งสอง ทันใดนั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มน้ำแข็งนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในเส้นชีพจร!
“อ๊ากกก!”
เขาร้องออกมาอย่างสุดเสียงและร่วงลงไปกองกับพื้น ชักกระตุกด้วยความเจ็บปวดทรมาน ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนแทบจะระเบิดออก ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำในทันที
“น้องสาม! เจ้าเป็นอะไรไป!?”
เฮ่อป้าเทียนและเฮ่อตี้สิงรีบพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกของเฮ่อเฟิงขึ้นจากพื้นด้วยความตกใจและสับสน เฮ่อป้าเทียนผู้เป็นพี่ใหญ่ไม่รอช้า เขาสั่งการเสียงเฉียบขาด “ตี้สิง! พาเขากลับขึ้นห้อง! เร็ว!”
ทั้งสองหามร่างของน้องเล็กกลับขึ้นไปยังห้องพักชั้นบนอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของผู้คนในโรงเตี๊ยมที่มองตามอย่างหวาดๆ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาถามไถ่
เมื่อเข้ามาในห้องและปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาแล้ว เฮ่อป้าเทียนก็จับร่างของเฮ่อเฟิงให้นั่งขัดสมาธิลงทันที เขาประกบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของน้องชาย และส่งกระแสลมปราณอันแข็งแกร่งของตนเองเข้าไปสำรวจตามเส้นชีพจร
เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ใบหน้าของเฮ่อป้าเทียนก็เปลี่ยนเป็นดำคล้ำ!
เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานเย็นเยียบสายหนึ่งที่เกาะกินและขัดขวางการไหลเวียนลมปราณของน้องชาย มันเป็นพลังงานที่แปลกประหลาดและแฝงด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น
“เจ้าถูกวางยา” เฮ่อป้าเทียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำจนน่ากลัว
เฮ่อตี้สิงผู้เป็นพี่รองเบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว “วางยา! หรือว่าจะเป็นฝีมือของพวกหุบเขาหมื่นพิษหรือตระกูลถัง! พวกมันลอบเล่นงานเราก่อนถึงงานชุมนุม ช่างเลวทรามสิ้นดี!”
แต่เฮ่อป้าเทียนกลับไม่ได้มองไปทางอื่นเลย สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าที่ซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของน้องชายคนสุดท้อง “เฟิง...มองหน้าข้า...แล้วบอกมา...เจ้าไปทำอะไรมา?”
เฮ่อเฟิงตัวสั่นเทา เขารู้ดีว่าไม่อาจโกหกพี่ใหญ่ของตนเองได้ ประกอบกับความกลัวตายที่เกาะกุมหัวใจ เขาจึงตัดสินใจกัดฟันเล่าความจริงทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู
เขาเล่าเรื่องที่ตนเองไม่ฟังคำเตือน...การลอบเข้าไปในห้องของสตรีผู้นั้น...และการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับภายในพริบตาเดียว
“...นาง...นางรู้ว่าข้าจะไป...นางรอข้าอยู่...ข้าไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ชักอาวุธ...นางควบคุมข้าได้ในพริบตาเดียว...และ...และนางบังคับให้ข้ากินยาพิษ ‘มัจจุราชสามราตรี’ ขอรับท่านพี่!”
เฮ่อตี้สิงอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธน้องชายที่โง่เขลาและสร้างเรื่องน่าอับอาย และโกรธสตรีผู้นั้นที่กล้ามาหยามเกียรติของพี่น้องสามอสรพิษ
แต่เฮ่อป้าเทียนกลับนิ่งขรึมจนน่ากลัว ความโกรธของเขาถูกกดทับไว้ด้วยการวิเคราะห์อันเย็นชา...คำเตือนของเขาเป็นจริง...สตรีผู้นั้นอันตรายอย่างยิ่ง
“นางไม่ได้ซ่อนฝีมือ...” เฮ่อป้าเทียนพึมพำกับตัวเอง “แต่นางซ่อนตัวตนทั้งหมดของนางไว้...นางไม่ใช่คุณหนูผู้เปราะบาง...แต่นางคืออสรพิษที่ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์กว่าพวกเราเสียอีก”
บัดนี้เขาเข้าใจแล้ว พวกเขาทั้งสามคนตกอยู่ในกับดักของนางอย่างสมบูรณ์แบบ ชีวิตของน้องชายอยู่ในกำมือของนาง และแผนการใหญ่ของพวกเขาในงานชุมนุมก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสตรีปริศนาผู้นั้น
เฮ่อป้าเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ใบหน้าของเขาเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น
“เรื่องนี้...ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”
เขาหันไปมองน้องชายทั้งสอง “เราจะเดินทางไปชุมนุมมแผนเดิม...แต่เป้าหมายของเราเปลี่ยนไปแล้ว”
ดวงตาของเขาทอประกายอำมหิต
“ก่อนที่เราจะจัดการกับหุบเขาหมื่นพิษ...เราต้องจัดการกับสตรีนางนี้ก่อน...หาทางเจรจา...หรือชิงยาถอนพิษ...ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม!”
◆ ─── ◆