ตอนที่ 27
ตอนที่ 27 บทเรียน
ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วเมื่อม้าสองตัวพาร่างของซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิงเดินทางมาถึงปากทางเข้า "หมู่บ้านเหมืองหินดำ"
ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านที่งดงามเหมือนในชนบททั่วไป บรรยากาศโดยรอบดูหม่นหมองและเงียบสงัดผิดปกติ บ้านเรือนส่วนใหญ่ทำจากไม้เก่าๆ และปิดประตูเงียบกริบ มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ส่องออกมาจากบางหน้าต่างเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอาศัยอยู่ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของถ่านหิน, ดินชื้น และกลิ่นสมุนไพรต้มจางๆ ที่ลอยมาตามลม สร้างความรู้สึกหดหู่และไม่น่าไว้วางใจ
ชาวบ้านไม่กี่คนที่ยังอยู่นอกบ้านต่างหันมามองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยสายตาที่ระแวดระวังและไร้ซึ่งความเป็นมิตร เมื่อเห็นอาภรณ์ที่ดูดีของคนทั้งคู่ พวกเขาก็รีบหลบสายตาและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
"ดูเหมือนเราจะไม่เป็นที่ต้อนรับเท่าไหร่นัก" เฮ่อเฟิงพึมพำเสียงเบา สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างประเมินสถานการณ์
ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่ได้ตอบอะไร นางลงจากหลังม้าและมองป้ายหมู่บ้านที่ผุพังด้วยสายตาที่เรียบเฉย ก่อนจะออกเดินนำเข้าไปในหมู่บ้าน
"สิ่งแรกที่ต้องทำ...คือการลงทะเบียนภารกิจ" นางกล่าวกับเฮ่อเฟิงที่เดินตามมา "ตามข้ามา"
นางเดินตรงไปยังใจกลางของหมู่บ้าน จากข้อมูลในแผนที่ สาขาของหอลิขิตฟ้าควรจะตั้งอยู่ที่นี่ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ...แต่มันไม่ได้เป็นอาคารหินสีดำที่น่าเกรงขามเหมือนในเมืองชิงซี สาขาในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เป็นเพียงบ้านไม้สองชั้นที่ดูแข็งแรงกว่าบ้านหลังอื่นเล็กน้อยเท่านั้น บนประตูมีป้ายสัญลักษณ์รูปตาชั่งและกระบี่ไขว้ของหอลิขิตฟ้าแขวนอยู่ บ่งบอกถึงตัวตนของมัน
เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน บรรยากาศก็ดูเรียบง่ายยิ่งกว่า มีเพียงโต๊ะทำงานยาวตัวหนึ่งกับเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ดูเบื่อหน่ายนั่งสัปหงกอยู่หลังโต๊ะ
"ข้ามาเพื่อลงทะเบียนภารกิจ" เสียงของไป๋ฉิงเซียงดังขึ้น ปลุกให้เจ้าหน้าที่หนุ่มสะดุ้งตื่น
"อ้อ...ขอรับ" เขาตอบรับอย่างงัวเงีย "ภารกิจอันใดรึ?"
ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่พูดอะไรอีก นางเพียงแค่วางม้วนสารภารกิจสืบสวนโรคประหลาดลงบนโต๊ะ พร้อมกับ "ป้ายภาคีระดับเงิน" ของนาง
แววตาที่เบื่อหน่ายของเจ้าหน้าที่หนุ่มพลันแข็งค้างไปในทันทีที่เห็นป้ายเงิน! เขาลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกและนอบน้อมอย่างที่สุด โค้งคำนับให้นางจนศีรษะแทบจะติดโต๊ะ
"ขะ...ข้าน้อยขออภัยท่านสมาชิกอาวุโส! ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านจะเดินทางมาถึง!"
ในหอลิขิตฟ้า ระดับของป้ายคือระดับของอำนาจ การปรากฏตัวของสมาชิกระดับเงินในหมู่บ้านชายขอบเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
"ดำเนินการตามขั้นตอนเถิด" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ
"ขอรับ! ขอรับ!" เจ้าหน้าที่หนุ่มรับม้วนสารภารกิจไปประทับตราด้วยมือที่สั่นเทา เพื่อยืนยันว่าภารกิจได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว "เรียนท่านสมาชิกไป๋ฉิงเซียง ภารกิจของท่านได้เริ่มขึ้นแล้วขอรับ หากท่านต้องการข้อมูลเบื้องต้นหรือความช่วยเหลือใดๆ ทางสาขาของเรายินดีรับใช้เต็มที่ขอรับ"
"สถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร?" นางถาม
"ยังคงเหมือนเดิมขอรับ...คนงานยังคงล้มป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่มีใครรู้ว่ามันคือโรคอะไรกันแน่ ท่านหมอในหมู่บ้านก็จนปัญญาแล้ว"
"เข้าใจแล้ว" นางพยักหน้ารับ "มีโรงเตี๊ยมที่พอจะพักค้างแรมได้หรือไม่?"
"มีขอรับ! โรงเตี๊ยม 'นักเดินทาง' อยู่สุดถนนเส้นนี้ เป็นโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านขอรับ"
หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เก็บป้ายเงินและม้วนสารภารกิจที่ประทับตราแล้วกลับมา ก่อนจะเดินออกจากสาขาไป ทิ้งให้เจ้าหน้าที่หนุ่มยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับความตกตะลึง
นางและเฮ่อเฟิงเดินจูงม้าไปจนสุดถนน และก็ได้พบกับโรงเตี๊ยม "นักเดินทาง" ตามที่เจ้าหน้าที่บอก มันเป็นโรงเตี๊ยมไม้ขนาดเล็กที่ดูเงียบเหงา มีเพียงแสงตะเกียงส่องสว่างออกมาจากด้านใน
นางผลักประตูเข้าไป เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่กำลังนั่งเช็ดถ้วยชามอยู่หลังโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจ
"ขอห้องพักที่ดีที่สุดสองห้อง" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับวางแท่งเงินเล็กๆ ลงบนโต๊ะ
เถ้าแก่ตาโตเมื่อเห็นแท่งเงิน ก่อนจะรีบพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น "ได้ขอรับ! ได้เลย! เชิญท่านทั้งสองตามข้าพเจ้ามาเลยขอรับ!"
ห้องพักอยู่บนชั้นสอง มันเล็กและเรียบง่าย มีเพียงเตียงกับโต๊ะอย่างละตัว แต่ก็สะอาดสะอ้านและไม่มีกลิ่นอับ ซึ่งถือว่าดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในสถานที่เช่นนี้แล้ว
หลังจากส่งเฮ่อเฟิงไปยังห้องพักของเขาที่อยู่ถัดไป ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็กลับเข้ามาในห้องของตนเองและลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา
นางไม่ได้จุดตะเกียง แต่กลับเดินไปที่หน้าต่างและแง้มบานหน้าต่างไม้ออกเล็กน้อย มองลงไปยังหมู่บ้านที่ตกอยู่ในความมืดและความเงียบงัน...มีเพียงเสียงไอที่ดังแว่วมาจากบ้านหลังหนึ่งเป็นครั้งคราว
หอลิขิตฟ้า...เป็นเครื่องมือที่สะดวกสบายอย่างแท้จริง การมีเครือข่ายอยู่ทุกที่ทำให้การเคลื่อนไหวของข้าคล่องตัวขึ้นมาก...
นางคิดในใจ ก่อนจะหันมาสนใจเป้าหมายที่แท้จริง
ส่วนโรคประหลาดนี่...กลิ่นอายของมัน...ความเงียบงันของชาวบ้าน...มันไม่เหมือนโรคระบาดธรรมดา...เหมือนกับว่าพวกเขากำลังหวาดกลัวบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก
นางหลับตาลง สูดกลิ่นอายของหมู่บ้านยามค่ำคืนพรุ่งนี้...การสืบสวนที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้น
รุ่งเช้าวันใหม่ในหมู่บ้านเหมืองหินดำไม่ได้สดใสไปกว่ายามราตรีเลยแม้แต่น้อย หมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน ผสมกับกลิ่นอายของดินชื้นและสมุนไพรต้มที่เข้มข้นกว่าเมื่อวาน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก
ซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิงลงมารับประทานอาหารเช้าที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม มีเพียงโจ๊กขาวและผักดองง่ายๆ เท่านั้น
เฮ่อเฟิงมีท่าทีร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด "นายหญิง...เราจะเริ่มจากตรงไหนดี? จะบุกเข้าไปในเหมืองเลยหรือไม่ หรือจะไปคาดคั้นเอาความจริงจากหัวหน้าหมู่บ้าน?" วิธีการของเขาตรงไปตรงมาและรุนแรงตามแบบฉบับของสามอสรพิษ
ซ่งหว่านเอ๋อร์จิบชาอย่างใจเย็น นางวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะสบตากับเขา "นั่นคือวิธีการของอันธพาล...ไม่ใช่ผู้สืบสวน"
นางลุกขึ้นยืน "วันนี้...หน้าที่ของเจ้ามีเพียงอย่างเดียว...ตามข้ามา...ดู...ฟัง...และห้ามพูดจนกว่าข้าจะอนุญาต"
แม้จะรู้สึกขัดใจ แต่เฮ่อเฟิงก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่งและเดินตามนางออกไปเงียบๆ
ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเหมืองแร่หรือบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านดังที่เฮ่อเฟิงคาดไว้ นางกลับเดินทอดน่องไปตามถนนดินแคบๆ ของหมู่บ้านอย่างช้าๆ ราวกับสตรีสูงศักดิ์ที่กำลังเดินชมสวนดอกไม้ ท่าทีที่ผ่อนคลายของนางดูขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมที่หดหู่รอบกายอย่างสิ้นเชิง
เฮ่อเฟิงเดินตามหลังอย่างไม่เข้าใจ ในสายตาของเขา...ที่นี่ไม่มีอะไรน่าดูเลยแม้แต่น้อย มีเพียงชาวบ้านที่ป่วยไข้ ใบหน้าที่สิ้นหวัง และความสกปรก...ข้อมูลพวกนี้จะมีประโยชน์อันใด?
หลังจากเดินเงียบๆ ไปเกือบครึ่งชั่วยาม ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็หยุดเดินและเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามอง "เจ้าเห็นอะไรบ้าง?"
"เห็น...คนป่วย...ความยากจน...แล้วก็ความสิ้นหวัง" เฮ่อเฟิงตอบตามที่เห็น
"ตื้นเกินไป" นางกล่าวเสียงเรียบ "มองให้ลึกลงไป...เจ้าไม่เห็น 'รูปแบบ' ของมันรึ?"
นางชี้ไปยังชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่นอนซมอยู่หน้าบ้าน "คนป่วยส่วนใหญ่เป็นใคร?"
เฮ่อเฟิงขมวดคิ้วและเริ่มสังเกตอย่างจริงจัง "เป็น...เป็นชายหนุ่ม...ร่างกายกำยำ...น่าจะเป็นพวกคนงานเหมือง"
"ถูกต้อง" นางพยักหน้า "แล้วพวกสตรีกับคนชราเล่า?"
"ป่วยน้อยกว่า...ส่วนเด็กๆ แทบจะไม่ป่วยเลย"
"ดี...แล้วอาการของพวกเขาเป็นอย่างไร? เจ้าได้ยินเสียงใครไอบ้างหรือไม่?"
เฮ่อเฟิงเงี่ยหูฟัง...จริงอย่างที่นางว่า...ทั้งหมู่บ้านเงียบกริบ ไม่มีเสียงไอแม้แต่คนเดียว "ไม่มี...ไม่ใช่อาการป่วยที่ปอด"
"มองที่มือของพวกเขา"
เฮ่อเฟิงเพ่งมองไปยังมือของคนป่วยคนหนึ่งที่ยื่นออกมานอกผ้าห่ม...เขาเห็นมัน! "เล็บ...ปลายนิ้วของพวกเขามีสีดำคล้ำ...และมีผื่นแดงขึ้นที่หลังมือ"
ซ่งหว่านเอ๋อร์หันกลับมามองเขาเป็นครั้งแรก "เห็นหรือไม่? ข้อมูลไม่ได้มาจากการคาดคั้นเสมอไป...บางครั้งมันก็ลอยอยู่รอบตัวเรา รอเพียงแค่คนที่มีสายตาเฉียบคมพอที่จะมองเห็น...นี่คือบทเรียนแรกของเจ้า...การสังเกต"
นางเริ่มเดินต่อ ทิ้งให้เฮ่อเฟิงยืนนิ่งอยู่กับความคิดที่สับสน...นางไม่ได้แค่เก่งกาจด้านวรยุทธและยาพิษ...แต่นางยังมีสายตาที่มองทะลุทุกสิ่งราวกับปีศาจ!
พวกเขาเดินมาจนถึงบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ที่นั่นมีหญิงชราคนหนึ่งกำลังพยายามตักน้ำใส่ถังไม้ด้วยท่าทีที่สั่นเทาและเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด เฮ่อเฟิงมองภาพนั้นอย่างไม่ใส่ใจและเตรียมจะเดินผ่านไป
"ไปช่วยนาง"
คำสั่งสั้นๆ ของซ่งหว่านเอ๋อร์ทำให้เขาชะงัก "หา?"
"ข้าบอกให้ไปช่วยนางยกถังน้ำไปส่งที่บ้าน" นางย้ำ
เฮ่อเฟิงมีสีหน้างุนงงอย่างที่สุด เขาคือหนึ่งในสามอสรพิษผู้เลื่องชื่อนะ! ไม่ใช่บ่าวรับใช้ที่จะมาทำงานไร้สาระเช่นนี้! แต่เมื่อเห็นสายตาที่เย็นชาของนาง เขาก็กลืนคำคัดค้านทั้งหมดลงคอและเดินเข้าไปหาหญิงชราอย่างไม่เต็มใจ
หญิงชราตกใจและหวาดระแวงในตอนแรก แต่เมื่อเห็นว่าเขาเพียงแค่ช่วยนางยกถังน้ำโดยไม่พูดอะไร นางก็มีท่าทีที่ผ่อนคลายลง
ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินตามไปอย่างเงียบๆ จนถึงกระท่อมไม้เก่าๆ หลังหนึ่ง นางช่วยประคองหญิงชราให้นั่งลง ก่อนจะรินน้ำใส่ถ้วยส่งให้ด้วยกิริยาที่นอบน้อม
"ขอบคุณพวกท่านมาก" หญิงชรากล่าวเสียงแหบพร่า "ในยามนี้...น้ำใจหาได้ยากยิ่งนัก"
"ไม่เป็นไรเลยท่านยาย" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "พวกข้าเพียงแค่เดินทางผ่านมา เห็นท่านลำบากจึงอยากช่วยเหลือ...ในหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้นหรือ? เหตุใดจึงดูเงียบเหงานัก"
การกระทำที่เปี่ยมด้วย "น้ำใจ" ได้ทลายกำแพงในใจของหญิงชราลงอย่างง่ายดาย นางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาด้วยน้ำตา...เรื่องที่คนหนุ่มๆ ในหมู่บ้านเริ่มล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อหลายเดือนก่อน...หลังจากที่เหมืองหินดำมี "เถ้าแก่คนใหม่" เข้ามาดูแลกิจการ
"เถ้าแก่คนใหม่รึ?"
"ใช่...เขามาจาก 'หอการค้าพยัคฆ์ทองคำ' พวกเขาเข้ามาควบคุมทุกอย่าง...เปลี่ยนกฎเกณฑ์...และหลังจากนั้นไม่นาน...คนของเราก็เริ่มล้มป่วย"
หอการค้าพยัคฆ์ทองคำ! หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ฝ่ายอธรรม!
เฮ่อเฟิงที่ยืนฟังอยู่เบิกตากว้าง...ข้อมูลสำคัญเช่นนี้...ได้มาจากการช่วยยกถังน้ำเพียงถังเดียว!
หลังจากปลอบใจและมอบเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้หญิงชราแล้ว ทั้งสองก็เดินออกมาจากกระท่อม
ซ่งหว่านเอ๋อร์หันมาถามเขาอีกครั้ง "บทเรียนที่สอง...เจ้าได้อะไร?"
เฮ่อเฟิงก้มหน้าลง ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน "ความกลัว...ทำให้คนปิดปาก...แต่น้ำใจ...ทำให้คนยอมเปิดใจ"
"ถูกต้อง" นางพยัคหน้า "ความกลัวเป็นเครื่องมือที่หยาบกระด้าง มันได้ผลเร็ว แต่สิ่งที่ได้มามักเป็นคำโกหกหรือข้อมูลเพียงครึ่งเดียว...ส่วนความไว้ใจ แม้จะสร้างได้ยากกว่า แต่สิ่งที่ได้มาคือความจริง...นี่คือความแตกต่างระหว่างอันธพาลที่ใช้แต่กำลัง กับยอดฝีมือที่ใช้สมอง...เจ้าเลือกเอาเองก็แล้วกันว่าจะเดินบนเส้นทางไหน"
คำพูดของนางทิ้งให้เฮ่อเฟิงต้องครุ่นคิดอย่างหนักตลอดทางกลับโรงเตี๊ยม
เมื่อกลับถึงห้องพัก ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็กางแผนที่ของหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบออกบนโต๊ะ
"ข้อมูลที่เราได้มาในวันนี้ชี้ไปที่ 'หอการค้าพยัคฆ์ทองคำ' อย่างชัดเจน...แต่ข้ายังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นแค่โรคระบาดธรรมดา" นางกล่าวพลางจรดพู่กันลงบนแผนที่ "พรุ่งนี้...เราจะเข้าไปในเหมือง"
เฮ่อเฟิงเงยหน้าขึ้น แววตาพร้อมที่จะลงมือ
"แต่เราไม่ได้เข้าไปในฐานะผู้สืบสวน" นางกล่าวต่อ "พรุ่งนี้...เจ้าคือคนงานที่ตกยากกำลังมาหางานทำ...ส่วนข้า...คือน้องสาวที่ป่วยไข้ของเจ้า"
เฮ่อเฟิงอ้าปากค้าง...นี่คือแผนการที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน!
ซ่งหว่านเอ๋อร์มองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "บทเรียนสุดท้ายสำหรับวันนี้...จงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนหน้ากากของเจ้าให้เข้ากับสถานการณ์...บางครั้ง...การแสดงเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุด...คือวิธีที่จะเข้าใกล้ความจริงได้มากที่สุด"
ราตรีนั้น เฮ่อเฟิงแทบไม่ได้นอน เขานั่งทบทวน "บทเรียน" ทั้งสามบทที่คุณหนูปีศาจได้สอนเขาในวันนี้...การสังเกต...การใช้...และการปรับตัว...มันคือศาสตร์ที่ลึกล้ำกว่าพิษใดๆ ที่เขารู้จัก
ความขุ่นแค้นในใจของเขายังคงอยู่...แต่บัดนี้มันได้มีเมล็ดพันธุ์แห่งความยำเกรงและความ...อยากรู้อยากเห็น...งอกเงยขึ้นมาแทนที่เสียแล้ว
◆ ─── ◆