พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 28

ตอนที่ 28 หน้ากากแห่งความอ่อนแอ

รุ่งสางของวันใหม่มาพร้อมกับไอหมอกที่หนาวเย็นกว่าเดิม ซ่งหว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นก่อนที่แสงแรกของวันจะมาเยือน นางไม่ได้เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนวรยุทธ แต่กลับนั่งลงหน้าคันฉ่องทองเหลืองที่หมองมัวและเริ่ม "สร้างสรรค์ผลงาน" บนใบหน้าของตนเอง

นางใช้ผงข้าวสารสีขาวนวลทาบทับลงบนผิวแก้มที่เปล่งปลั่งจนดูซีดเซียวไร้สีเลือด ใช้นิ้วแตะเถ้าถ่านผสมน้ำเล็กน้อยทาใต้ขอบตาอย่างชำนาญ สร้างรอยคล้ำที่ดูเหมือนคนอดนอนและป่วยไข้มานานหลายคืน ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อถูกแต้มด้วยแป้งจนซีดจาง...ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คุณหนูผู้สูงศักดิ์ได้หายไป ถูกแทนที่ด้วยเด็กสาวชาวบ้านที่ป่วยหนักและน่าสงสาร

เมื่อเฮ่อเฟิงถูกเรียกเข้ามาในห้อง เขาถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ภาพสตรีตรงหน้าดูเปราะบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ หากเขาไม่รู้ความจริงมาก่อน ไม่มีทางเลยที่เขาจะเชื่อว่านางคืออสรพิษร้ายกาจที่ปราบเขาจนสิ้นท่ามาก่อน

"นี่คือบทเรียนที่สี่ของเจ้า...การปลอมตัว" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงแหบเบา แสร้งทำเป็นไอออกมาเล็กน้อย "ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่คือการเปลี่ยนตัวตนทั้งหมด...ตั้งแต่สีหน้า ท่าทาง ไปจนถึงจิตวิญญาณ...ส่วนของเจ้า"

นางชี้ไปยังเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ที่เตรียมไว้ให้ "สวมมันซะ ทำให้ผมเผ้ายุ่งเหยิง เอาดินโคลนทาหน้าและมือ...วันนี้เจ้าไม่ใช่หนึ่งในสามอสรพิษ แต่เจ้าคือชายหนุ่มสิ้นไร้ไม้ตอกที่พาน้องสาวป่วยหนักมาหางานเพื่อประทังชีวิต"

เฮ่อเฟิงกัดฟันกรอดด้วยความอัปยศ แต่เขาก็ทำตามคำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไข เขาโยนความหยิ่งผยองทั้งหมดทิ้งไป สวมบทบาทใหม่ที่น่าสมเพชอย่างสมบูรณ์แบบ

ทั้งสองเดินทางด้วยเท้าออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่เหมืองหินดำที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา เมื่อไปถึง ภาพที่เห็นก็ยิ่งหดหู่กว่าในหมู่บ้านเสียอีก คนงานเหมืองที่มีร่างกายผอมแห้งและผิวคล้ำจากฝุ่นดินกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงราวกับวัวควาย ท่ามกลางเสียงแส้และคำด่าทอของเหล่าผู้คุมที่ร่างกายกำยำและสวมอาภรณ์ของ "หอการค้าพยัคฆ์ทองคำ" อย่างชัดเจน

"ไปซะ! ไปหาหัวหน้าหวังตรงลานคัดแยกแร่...เขาเป็นคนรับคนงานใหม่" ซ่งหว่านเอ๋อร์กระซิบสั่งการ ก่อนจะเริ่มไอออกมาอีกครั้งอย่างน่าสมเพช

เฮ่อเฟิงประคอง "น้องสาว" ของตนเดินไปยังลานกว้าง ที่นั่นมีชายร่างกำยำหน้าตาโหดเหี้ยมคนหนึ่งกำลังยืนคุมงานอยู่ เขาคือหัวหน้าหวัง

"ท่านผู้คุม! ท่านผู้คุมขอรับ!" เฮ่อเฟิงวิ่งเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าหัวหน้าหวังอย่างน่าเวทนา "ได้โปรดให้โอกาสข้าน้อยด้วย...ข้าทำงานหนักได้ทุกอย่าง...ขอเพียงมีเงินไปซื้อยาให้น้องสาว"

หัวหน้าหวังปรายตามองพวกเขาด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะเตะฝุ่นใส่หน้าเฮ่อเฟิงอย่างไม่ใส่ใจ "ที่นี่ไม่ใช่โรงทาน! เรารับแต่คนที่ทำงานได้ ไม่ใช่คนป่วยที่มารอวันตาย! ไสหัวไปซะ!"

"ได้โปรดเถอะขอรับ!" เฮ่อเฟิงโขกศีรษะลงกับพื้นดินแข็งๆ "ข้าทำได้ทุกอย่างจริงๆ!"

ในจังหวะที่หัวหน้าหวังกำลังจะเงื้อมือขึ้นมาผลักไสเขานั่นเอง...

"แค่ก...แค่กๆๆ!"

ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ทรุดตัวลงกับพื้นและไออย่างรุนแรงจนตัวสั่นเทา นางดูอ่อนแอและเปราะบางเสียจนน่ากลัวว่าลมหายใจเฮือกต่อไปอาจจะเป็นเฮือกสุดท้ายของนาง

การแสดงที่สมบูรณ์แบบนั้นทำให้หัวหน้าหวังชะงักไป เขามองสองพี่น้องที่ดูน่าสมเพชสลับกันไปมา ในใจกำลังคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว...คนสิ้นหวังเช่นนี้ย่อมควบคุมง่ายและไม่กล้าสร้างปัญหา...ใช้งานหนักแค่ไหนก็คงไม่ปริปากบ่น

"เอาล่ะๆ! น่ารำคาญจริง!" เขาตวาดกลบเกลื่อน "เห็นแก่ที่เจ้าดูน่าสมเพชหรอกนะ...ไปเอาป้ายแล้วไปเริ่มงานได้! ส่วนน้องสาวของเจ้า ไปพักรวมกับพวกครอบครัวคนงานทางโน้น อย่ามาเกะกะแถวนี้!"

เฮ่อเฟิงแสร้งทำเป็นดีใจจนน้ำตาไหล เขารีบโขกศีรษะขอบคุณและประคองซ่งหว่านเอ๋อร์ไปยังกระท่อมพักคนงานที่ซอมซ่อทันที

เมื่ออยู่กันตามลำพัง ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็หยุดไอและกลับมาหายใจเป็นปกติ "ไปทำงานของเจ้าซะ...ส่วนข้า...จะเริ่มทำงานของข้าเช่นกัน"

ตลอดทั้งวัน เฮ่อเฟิงต้องทำงานแบกหามอย่างหนักหน่วงจนเหงื่อท่วมตัว ความหยิ่งผยองของเขาถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี แต่เขาก็ได้เห็นความโหดร้ายของเหมืองแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง...คนงานที่ทำงานช้าจะถูกเฆี่ยนตี...คนป่วยที่หมดแรงจะถูกลากไปทิ้งราวกับไม่ใช่คน...ที่นี่คือนรกบนดินที่แท้จริง

ส่วนซ่งหว่านเอ๋อร์ในคราบของน้องสาวป่วยหนัก นางไม่ได้นอนซมอยู่ในกระท่อม นางใช้ความอ่อนแอของตนเป็นอาวุธ นางค่อยๆ พูดคุยกับเหล่าภรรยาและลูกๆ ของคนงานเหมืองคนอื่นๆ พวกเขาไม่ได้ระแวงนางเลยแม้แต่น้อย กลับกัน...พวกเขาสงสารและพยายามช่วยเหลือ "เด็กสาวที่น่าสงสาร" คนนี้อย่างเต็มที่

และนั่นคือตอนที่นางได้ข้อมูลชิ้นสำคัญที่สุด

หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนำน้ำในกระบอกไม้ไผ่มาให้นางดื่ม "ดื่มน้ำจาก 'บ่อเทพารักษ์' นี่สิแม่หนู...น้ำบ่ออื่นในนี้ดื่มไม่ได้นะ...ตั้งแต่เถ้าแก่คนใหม่มา...น้ำในบ่ออื่นก็เริ่มมีรสแปลกๆ และคนที่ดื่มก็เริ่มล้มป่วย"

ซ่งหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นดื่มน้ำ แต่ในใจของนางกระจ่างแจ้ง!

ไม่ใช่โรคระบาด...แต่เป็นยาพิษ...ยาพิษที่เจือปนอยู่ในแหล่งน้ำ! และดูเหมือนจะมีบ่อน้ำเพียงบ่อเดียวที่ปลอดภัย...ทำไมกัน?

เมื่อสิ้นสุดวันทำงาน เฮ่อเฟิงลากสังขารที่อ่อนล้ากลับมาที่กระท่อม เขาทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง

"เจ้า...เจ้าได้เรื่องอะไรบ้างหรือไม่?" เขาถามเสียงแหบ

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย "ข้าพบต้นตอของ 'โรคประหลาด' แล้ว...มันอยู่ในน้ำ"

นางเล่าเรื่องบ่อน้ำให้เขาฟัง เฮ่อเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง...ตลอดทั้งวันที่เขาใช้แรงงานอย่างสูญเปล่า...นางผู้ซึ่งดูอ่อนแอที่สุดกลับเข้าใกล้ความจริงได้มากที่สุด

"นี่คือบทเรียนของวันนี้" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าว "บางครั้ง...ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ใช่การใช้กำลังเข้าบดขยี้...แต่คือการใช้ความอ่อนแอเข้าแทรกซึม...จงจำไว้"

นางมองออกไปนอกกระท่อมที่บัดนี้ถูกความมืดเข้าปกคลุม "คืนนี้...พักผ่อนให้เต็มที่"

ดวงตาของนางเปล่งประกายเยือกเย็นในความมืด

"เพราะพรุ่งนี้...เราจะไปตรวจสอบ 'บ่อน้ำ' ที่ว่านั่นกัน"

รัตติกาลเข้าปกคลุมหมู่บ้านเหมืองหินดำจนหมดสิ้น ความมืดในค่ำคืนนี้ดูหนาหนักและกดดันกว่าปกติ หมู่บ้านที่เงียบสงัดในตอนกลางวัน บัดนี้เงียบงันราวกับเมืองร้าง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและแสงไฟจากคบเพลิงของยามตรวจการณ์ที่เคลื่อนไหวไปมาเป็นหย่อมๆ เท่านั้น

ภายในกระท่อมซอมซ่อที่ไร้ซึ่งแสงไฟ ซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิงได้เปลี่ยนกลับมาสวมชุดสีดำรัดกุมที่เตรียมไว้ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดของการเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจ

ซ่งหว่านเอ๋อร์ในคราบของไป๋ฉิงเซียงไม่ได้มีท่าทีของน้องสาวป่วยหนักอีกต่อไป ดวงตาของนางภายใต้เงามืดคมกล้าราวกับใบมีด นางกำลังอธิบายแผนการให้เฮ่อเฟิงฟังด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ

"ภารกิจคืนนี้แบ่งเป็นสองส่วน" นางกล่าว "เจ้าทำหน้าที่ลาดตระเวน สังเกตเส้นทางเดินยาม ความถี่ในการตรวจ และตำแหน่งของพวกมันทั้งหมด วาดแผนที่คร่าวๆ ขึ้นมาในหัว"

นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฮ่อเฟิง "หน้าที่ของเจ้าคือ 'ตา' จับตาดูรอบนอกให้ข้า และจำไว้...ห้ามปะทะโดยเด็ดขาด หากถูกพบเห็น ให้สร้างเสียงลวงไปทิศตรงข้ามแล้วถอยไปที่จุดนัดพบในป่าทันที...ส่วนข้าจะเข้าไปตรวจสอบบ่อน้ำเหล่านั้นด้วยตนเอง เรามีเวลาหนึ่งชั่วยาม"

เฮ่อเฟิงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างจริงจัง เขาไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนหรือดูแคลนเหมือนเช่นเคย บทเรียนเมื่อวันก่อนได้สอนให้เขารู้แล้วว่าสตรีผู้นี้มองการณ์ไกลและรอบคอบกว่าเขาหลายขุมนัก การทำตามแผนของนางคือหนทางที่ฉลาดที่สุด

ทั้งสองเคลื่อนตัวออกจากกระท่อมราวกับภูตผีในยามราตรี วิชาตัวเบาที่แตกต่างกันถูกนำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เฮ่อเฟิงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและดุดันตามแบบฉบับของชาวยุทธ แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์นั้นแตกต่างออกไป...นางไม่ได้เร็ว แต่นาง "กลมกลืน" ไปกับเงามืด ทุกย่างก้าวของนางไร้เสียง ทุกการหยุดนิ่งคือการแฝงตัวที่สมบูรณ์แบบ

เฮ่อเฟิงแยกตัวออกไปลาดตระเวนรอบนอกตามคำสั่ง ส่วนซ่งหว่านเอ๋อร์มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายแรก...บ่อน้ำต้องสงสัยที่อยู่ใกล้กับโรงเก็บแร่

นางซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของกองแร่ขนาดใหญ่ สังเกตการณ์บ่อน้ำนั้นอย่างใจเย็น...มันดูปกติทุกอย่าง แต่สัญชาตญาณของนางกรีดร้องว่ามีความผิดปกติซ่อนอยู่

เมื่อเห็นว่ายามตรวจการณ์เดินผ่านไปแล้ว ร่างของนางก็พุ่งออกจากที่ซ่อนไปยังบ่อน้ำอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ นางไม่ได้ชะโงกหน้าลงไปดู แต่กลับหยิบเส้นลวดเหล็กกล้าที่บางเฉียบออกมาจากผ้าคาดเอว ผูกปลายข้างหนึ่งกับเศษผ้าขาวสะอาด ก่อนจะค่อยๆ หย่อนมันลงไปในบ่อจนสุดความยาว

นางรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงเส้นลวดกลับขึ้นมา...บนเศษผ้าขาวนั้น มีคราบตะกอนสีดำเข้มติดอยู่จางๆ และเมื่อนางนำมันขึ้นมาใกล้จมูก...ก็ได้กลิ่นโลหะที่ผิดปกติ!

ยังไม่ทันที่นางจะได้ตรวจสอบอย่างละเอียด เสียงฝีเท้าของยามตรวจการณ์อีกกลุ่มหนึ่งก็ดังใกล้เข้ามา!

ซ่งหว่านเอ๋อร์รีบเก็บหลักฐานและพุ่งตัวเข้าไปแอบในเงามืดข้างกำแพงโรงเก็บแร่ได้อย่างฉิวเฉียด นางกลั้นลมหายใจและเก็บงำประกายตาทั้งหมด หัวใจเต้นนิ่งสงบราวกับผืนน้ำ

ยามสองคนเดินคุยกันผ่านมาห่างจากจุดที่นางซ่อนตัวอยู่ไม่ถึงสามก้าว

“ให้ตายสิ คืนนี้หนาวชะมัด”

“ทนเอาหน่อยน่า...เถ้าแก่ใหญ่จากหอการค้าพยัคฆ์ทองคำจะเดินทางมาตรวจงานในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว หากทำงานพลาดโดนโยนให้ไปทำงานในเหมืองล่ะก็...ข้ายอมตายเสียดีกว่า”

บทสนทนาสั้นๆ นั้นคือข้อมูลล้ำค่า! เถ้าแก่ใหญ่จะมา...แสดงว่าที่เหมืองแห่งนี้ต้องมีความลับบางอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งซ่อนอยู่

ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของเหมือง เฮ่อเฟิงที่กำลังซ่อนตัวอยู่บนหลังคาโรงครัวก็สังเกตเห็นยามอีกกลุ่มหนึ่งกำลังจะเดินไปยังทิศทางที่ซ่งหว่านเอ๋อร์อยู่ เขานึกถึงคำสั่งของนาง...สร้างเสียงลวง...

เขาหยิบก้อนหินเล็กๆ ขึ้นมา ดีดมันออกไปยังกองไม้ที่อยู่ทิศตรงข้ามอย่างแม่นยำ

แกรก!

“เสียงอะไรน่ะ!?” เหล่ายามหันขวับไปยังต้นเสียงทันที “ไปดู!”

เมื่อเห็นว่ายามเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว เฮ่อเฟิงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก...เขาทึ่งในความสามารถในการคาดการณ์ของนางจริงๆ

ทั้งสองกลับมาพบกันที่กระท่อมในเวลาที่กำหนดโดยปลอดภัย

ซ่งหว่านเอ๋อร์คลี่เศษผ้าที่มีคราบสีดำออกให้เฮ่อเฟิงดู "ข้าพบสิ่งนี้ในบ่อน้ำ"

เฮ่อเฟิงก้มลงไปพิจารณาอย่างละเอียด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่เป็นมงคลจากมันในทันที เขาลองใช้นิ้วแตะคราบนั้นขึ้นมาเล็กน้อยและใช้ลิ้นแตะชิมปลายลิ้นเพียงนิดเดียว...

วินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด!

"นี่มัน...นี่มันไม่ใช่ยาพิษธรรมดา!" เขาอุทานเสียงสั่น "มันคือผงของ...'แร่อสูรดับชีพจร'!"

"มันคืออะไร?" ซ่งหว่านเอ๋อร์ถาม

"มันเป็นแร่พิษหายากที่พบได้เฉพาะในหุบเขาลึกทางทิศตะวันตกเท่านั้น" เฮ่อเฟิงอธิบายอย่างรวดเร็ว "มันจะค่อยๆ ปล่อยพิษออกมาเมื่อสัมผัสกับน้ำ พิษของมันจะไม่ทำให้ตายในทันที แต่จะแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย สกัดกั้นการเดินลมปราณและทำลายกล้ามเนื้อจากภายใน...อาการของคนงานเหมือง...ตรงกับพิษนี้ทุกอย่าง!"

ซ่งหว่านเอ๋อร์หรี่ตาลงอย่างเย็นชา "แร่หายากราคาแพง...ถูกนำมาใช้กับคนงานเหมืองธรรมดาๆ...นี่ไม่ใช่การฆ่าล้างหมู่บ้าน...แต่เป็นการ 'ทดลองยา' หรือมีเป้าหมายอื่นที่ลึกกว่านั้น"

เฮ่อเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย "หอการค้าพยัคฆ์ทองคำ...พวกมันต้องการอะไรจากเหมืองที่คนงานใกล้จะตายหมดนี่กันแน่?"

ปริศนาได้คลี่คลายลงหนึ่งเปลาะ...แต่กลับสร้างคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นมา

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองออกไปในความมืด ทิศทางที่ตั้งของอุโมงค์เหมือง...คำตอบของทุกอย่าง...คงจะอยู่ในนั้น

"คืนนี้เจ้าทำได้ดีมาก เฮ่อเฟิง" นางกล่าวชมเป็นครั้งแรก "เจ้าเรียนรู้ที่จะทำตามแผนและใช้สมองแล้ว"

คำชมสั้นๆ นั้นกลับทำให้เฮ่อเฟิงรู้สึกดีใจอย่างประหลาด...มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการได้รับคำชมจากพี่น้องของเขาโดยสิ้นเชิง

"พักผ่อนซะ" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวทิ้งท้าย "พรุ่งนี้...เรามีเรื่องต้องทำอีกมาก"

นางรู้แล้วว่าเป้าหมายต่อไปคืออะไร...คำตอบไม่ได้อยู่กับคนป่วย...แต่อยู่ลึกลงไปใต้ผืนดิน...ในอุโมงค์เหมืองมรณะแห่งนั้น

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์