ตอนที่ 26
ตอนที่ 26 หมากกระดานใหม่
ณ ห้องใต้ดินของร้านร้อยสิ่งสารพัด บรรยากาศแตกต่างจากความวุ่นวายของย่านการค้าเบื้องบนอย่างสิ้นเชิง
ที่นี่มีเพียงความเงียบและแสงสลัวจากคบไฟที่ปักอยู่ตามผนังหิน กลางห้องมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ซึ่งกางแผนที่เมืองชิงซีและเมืองหลวงเอาไว้ พร้อมกับม้วนสารภารกิจจากหอลิขิตฟ้าที่วางเด่นเป็นสง่า
ซ่งหว่านเอ๋อร์ในชุดสีเข้มเรียบง่ายนั่งอยู่หัวโต๊ะ ใบหน้าของนางสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม ต่อหน้าคนของนาง นางไม่จำเป็นต้องแสดงละครเป็นคุณหนูสามผู้อ่อนแอ
เบื้องหน้าของนาง ผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทที่อยู่ในเมืองชิงซียืนเรียงแถวรอรับคำสั่งอย่างเงียบกริบ ประกอบด้วยชิงเหลียน, อาเฟย, และบุรุษหนุ่มอีกสองคนกับสตรีหนึ่งนางในชุดสีดำสนิท...สามอสรพิษ
สายตาของซ่งหว่านเอ๋อร์มองไปยังชิงเหลียนเป็นคนแรก
"ชิงเหลียน" นางเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "เจ้าอยู่ที่นี่"
"แต่ว่า...คุณหนู" ชิงเหลียนมีสีหน้ากังวล "การเดินทางครั้งนี้อันตรายยิ่งนัก หากไม่มีบ่าวอยู่ข้างกาย..."
"อันตรายยิ่งกว่าหากเจ้าไปด้วย" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวตัดบท น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบแต่เด็ดขาด "จำไว้...ตัวตนที่ข้าจะใช้ในภารกิจนี้คือ 'ไป๋ฉิงเซียง' ยอดฝีมือลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า การมีเจ้าซึ่งเป็นสาวใช้ประจำตัวของ 'คุณหนูสามตระกูลซ่ง' อยู่ข้างกาย ย่อมเป็นจุดสังเกตที่ใหญ่เกินไป หน้าที่ของเจ้าคืออยู่ที่ร้านร้อยสิ่งสารพัดแห่งนี้ คอยดูแลความเรียบร้อยและเป็นหูเป็นตาให้ข้าจากในเงา เข้าใจหรือไม่?"
ชิงเหลียนก้มหน้ารับคำสั่ง แม้จะเต็มไปด้วยความเป็นห่วงแต่นางก็เข้าใจในเหตุผลของคุณหนู "เจ้าค่ะ"
จากนั้นสายตาของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เลื่อนไปยังอาเฟย "อาเฟย ภาระของท่านหนักที่สุด"
"ขอรับนายหญิง!" อาเฟยตอบรับอย่างกระตือรือร้น
"นอกจากดูแลร้านให้เข้าที่แล้ว ข้ามีงานสำคัญอีกอย่างให้ท่านทำโดยด่วน" นางกล่าวพลางชี้ไปที่แผนที่เมืองหลวง "ท่านต้องเดินทางไปเมืองหลวง...ไปพบกับเด็กหนุ่มของเราที่นั่น...เหล่าซู่"
อาเฟยมีสีหน้าจริงจังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น
"ไปบอกเหล่าซู่ว่า...ถึงเวลาขยายเครือข่ายของเราแล้ว" ซ่งหว่านเอ๋อร์สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ให้นำเด็กๆ และพรรคพวกที่ฝึกฝนไว้พร้อมแล้วมาที่เมืองชิงซี จัดตั้งสาขาสายข่าวของเราขึ้นที่นี่อย่างเงียบที่สุด"
นางหยุดเล็กน้อย ดวงตาฉายแววแห่งนักวางกลยุทธ์ "และย้ำกับเขาให้หนักแน่น...จงหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับ 'พรรคกระยาจก' ในเมืองชิงซีโดยเด็ดขาด เราไม่ต้องการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น เป้าหมายของเราคือเด็กกำพร้าและขอทานที่ไร้สังกัดจริงๆ เท่านั้น นำพวกเขามาฝึกฝน ให้ที่พักพิง ให้ชีวิตใหม่ แล้วพวกเขาจะภักดีต่อเราจนวันตาย นี่คือคำสั่งของข้าเราจะเพิ่มพื้นที่ข่าวกรอง"
"ข้าน้อยจะนำคำสั่งของนายหญิงไปบอกเหล่าซู่ทุกตัวอักษรขอรับ!" อาเฟยรับคำอย่างหนักแน่น
สุดท้าย...สายตาของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็จับจ้องไปยังสามอสรพิษผู้เงียบขรึมที่สุด
"อสรพิษ"
เสียงเรียกที่ราบเรียบของนางทำให้บุรุษทั้งสามสะดุ้งเล็กน้อย พวกเขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวและประสานมือคำนับอย่างพร้อมเพรียงกัน ความโอหังบ้าคลั่งที่เคยมี บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความนอบน้อมที่เกิดจากความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
"นายหญิง" เฮ่อป้าเทียนเอ่ยขึ้นในฐานะตัวแทน
ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางมองพวกเขาด้วยสายตาของผู้บัญชาการที่กำลังจะมอบหมายภารกิจ "เฮ่อป้าเทียน, เฮ่อตี้สิง"
"ขอรับ!" สองพี่น้องขานรับเสียงหนักแน่น
"เป้าหมายของพวกเจ้าคืองานประมูลยุทธภพที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า" นางสั่งการ "ข้าต้องการรายชื่อของสำคัญทุกชิ้นที่จะขึ้นประมูล โดยเฉพาะสมุนไพรและยาพิษหายาก...สืบให้รู้ว่าใครคือผู้ชนะการประมูล...และที่สำคัญที่สุด...ของเหล่านั้นถูกนำไปเก็บไว้ที่ใด และมีการป้องกันแน่นหนาเพียงใด"
เฮ่อป้าเทียนและเฮ่อตี้สิงสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้ารับคำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไข "พวกบ่าวรับทราบคำสั่งแล้วขอรับ"
"ดี" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวต่อ น้ำเสียงของนางแฝงแววเย็นชาที่ทำให้ทั้งสามต้องขนลุกชัน "ยาถอนพิษที่ข้าให้พวกเจ้าไปเมื่อคราวก่อน มีฤทธิ์อยู่ได้เพียงหนึ่งเดือน...ทำงานให้เรียบร้อย...แล้วพวกเจ้าจะได้รับยาสำหรับเดือนต่อไป"
คำพูดนั้นคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการพวกเขาไว้แน่นยิ่งกว่าโซ่ตรวนใดๆ เฮ่อป้าเทียนก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม "ขอบพระคุณนายหญิงที่เมตตา"
จากนั้นสายตาของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็หันไปทางน้องชายคนสุดท้องที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่เล็กน้อย
"ส่วนเจ้า...เฮ่อเฟิง"
"ขะ...ขอรับ นายหญิง!" เฮ่อเฟิงสะดุ้งและรีบขานรับ
"เจ้าจะเดินทางไปกับข้า"
คำสั่งสั้นๆ นั้นทำให้เฮ่อเฟิงเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดคัดค้าน ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว "ขอรับ!"
"เข้าใจหน้าที่ของตนเองแล้วก็แยกย้ายกันไปได้" ซ่งหว่านเอ๋อร์โบกมือไล่
"ขอรับ/เจ้าค่ะ!"
ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดโค้งคำนับอีกครั้งก่อนจะทยอยจากไป อาเฟยเตรียมตัวสำหรับเดินทางไกลสู่เมืองหลวง, ชิงเหลียนเริ่มวางแผนดูแลร้านร้อยสิ่งสารพัด, ส่วนเฮ่อป้าเทียนและเฮ่อตี้สิงก็หายลับไปในเงามืดเพื่อเริ่มภารกิจสายลับจำเป็นของพวกเขาทันที
ในห้องใต้ดินจึงเหลือเพียงซ่งหว่านเอ๋อร์ และเฮ่อเฟิงที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ซ่งหว่านเอ๋อร์มอง "องครักษ์" คนใหม่ของนางด้วยสายตาที่เรียบเฉย
อสรพิษที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บและควบคุมด้วยยาพิษ...ย่อมกลายเป็นเครื่องมือที่เชื่องและมีประโยชน์ที่สุด
"ไปเตรียมม้า...เราจะออกเดินทางทันทีเมื่อเช้า" นางสั่งการเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นไปยังชั้นบน ทิ้งให้เฮ่อเฟิงยืนอยู่กับความอัปยศและความกลัวที่สลักลึกลงไปในกระดูกของเขา
รุ่งอรุณไล่ตามเงาแห่งรัตติกาล แสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องกระทบหลังคาโรงเตี๊ยมประตูมังกร เป็นสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่แห่งการเดินทาง การเตรียมการเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
เฮ่อเฟิงในฐานะผู้ติดตามจำเป็น กำลังตรวจสอบสัมภาระของตนเองด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง เขาจัดเรียงขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กที่บรรจุยาพิษชนิดต่างๆ ลงในช่องลับของหีบสัมภาระอย่างเป็นระเบียบ ข้างกันนั้นคือหลอดเป่าเข็มพิษที่ทำจากไม้ไผ่ดำ และมีดสั้นเล่มหนึ่งที่ดูหยาบกระด้างแต่ร้ายกาจ ทุกชิ้นคืออาวุธสังหารที่เขาคุ้นเคย แต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่าและไร้ซึ่งความมั่นใจเหมือนเช่นเคย
ในขณะเดียวกัน ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็กำลังเตรียมการในส่วนของนางอย่างใจเย็นและเป็นระบบ อุปกรณ์ของนางถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน
ส่วนแรกคืออุปกรณ์สำหรับตัวตน "ไป๋ฉิงเซียง" ยอดฝีมือลึกลับ...กระบี่เล่มงามที่พาดไว้ข้างหลังซึ่งนางแทบไม่เคยคิดจะใช้จริง, เข็มเงินหลายสิบเล่มที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขนและข้อเท้าอย่างแนบเนียน และพัดเหล็กที่ดูบอบบางแต่ซ่อนใบมีดคมกริบไว้ภายใน
ส่วนที่สองคืออุปกรณ์ที่แท้จริงของสายลับ "อีแร้ง"...ภายในรองเท้าบู๊ทมีช่องลับสำหรับเก็บใบมีดขนาดเล็ก, ในผ้าคาดเอวซ่อนเส้นลวดเหล็กกล้าที่บางแต่เหนียวราวกับเส้นเอ็นมังกร, ถุงหนังใบเล็กบรรจุยาเม็ดที่ปรุงขึ้นเอง ทั้งยาถอนพิษ, ยาห้ามเลือด, ยาระงับความเจ็บปวด, และยาเสริมพลังชั่วขณะ ทุกอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งสองก็ลงมาสมทบกับอาเฟยที่เตรียมม้าเร็วสองตัวไว้เรียบร้อยแล้ว
"อาเฟย ท่านกลับไปดูแลร้านและประสานงานกับเหล่าซู่ตามแผนเดิม" ซ่งหว่านเอ๋อร์สั่งการ "หากมีเรื่องด่วน ให้ส่งสัญญาณตามที่ตกลงกันไว้"
"ขอรับ นายหญิง" อาเฟยโค้งคำนับ ก่อนจะหันไปมองเฮ่อเฟิงด้วยสายตาที่เรียบเฉยแต่แฝงแววระแวดระวัง เขารู้เพียงว่าชายผู้นี้คือผู้ช่วยคนใหม่ของคุณหนู แต่สัญชาตญาณของอดีตทหารบอกเขาว่าชายคนนี้อันตราย
ซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิงขึ้นม้าและควบทะยานออกจากเมืองชิงซี มุ่งหน้าสู่ทิศทางของหมู่บ้านคนงานเหมืองแร่ที่อยู่ห่างออกไปราวห้าสิบลี้
เส้นทางในช่วงแรกยังคงเป็นถนนดินที่กว้างขวาง แต่เมื่อห่างจากตัวเมืองออกมาเรื่อยๆ สภาพเส้นทางก็เริ่มทุรกันดารขึ้น กลายเป็นเพียงเส้นทางเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาและป่าโปร่ง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเงียบงันจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงกีบม้าและเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้เท่านั้น
เฮ่อเฟิงขี่ม้าตามหลังนางอยู่ครึ่งตัว ในใจยังคงเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นและอัปยศ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมา เขารู้ดีว่าชีวิตของตนอยู่ในกำมือของสตรีตรงหน้าโดยสิ้นเชิง นางคือปีศาจในคราบเทพธิดา การยอมจำนนของเขาไม่ได้มาจากความภักดี แต่มาจากความกลัวตาย...และซ่งหว่านเอ๋อร์ก็รู้ดีถึงข้อนั้น
นางรู้ว่าในใจของอสรพิษตัวนี้ยังคงมีเขี้ยวเล็บที่รอวันจะแว้งกัดอยู่เสมอ การควบคุมด้วยยาพิษเป็นเพียงการควบคุมทางกายภาพ แต่การควบคุมจิตใจนั้นต้องใช้วิธีที่ลึกซึ้งกว่า...นางจะต้องค่อยๆ ขัดเกลา "เครื่องมือ" ชิ้นนี้ให้กลายเป็น "อาวุธ" ที่ไว้ใจได้ เริ่มจากบทเรียนแรก...
ทันใดนั้น กระต่ายป่าตัวอ้วนพีตัวหนึ่งก็กระโดดออกมาจากพงหญ้าและวิ่งตัดหน้าพวกเขาไป
สัญชาตญาณนักล่าของเฮ่อเฟิงทำงานทันที มือของเขาขยับไปยังกระบอกเข็มพิษที่ซ่อนไว้ที่เอวอย่างรวดเร็วด้วยความเคยชินและความเบื่อหน่ายจากการเดินทาง
แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือ...
"หยุด"
เสียงเรียบๆ แต่เย็นเยียบของซ่งหว่านเอ๋อร์ดังขึ้น ทำให้มือของเขาชะงักค้างกลางอากาศ
"มันก็แค่กระต่ายป่า..." เขาพึมพำอย่างไม่เข้าใจ
ซ่งหว่านเอ๋อร์ชักม้าให้ช้าลงเล็กน้อย หันมาสบตากับเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "แล้วเจ้าจะฆ่ามันไปเพื่ออะไร?"
"ก็...ข้า..." เฮ่อเฟิงอึกอัก "มัน...ก็แค่ความเคยชิน"
"ความเคยชินที่ไร้ประโยชน์" นางกล่าวตัดบทอย่างเย็นชา "ทุกการกระทำต้องมีเป้าหมาย ทุกอาวุธที่ใช้ต้องมีเหตุผล เข็มพิษของเจ้าคือทรัพยากร ลมปราณของเจ้าคือพลังงาน การใช้มันไปกับเรื่องไร้สาระ...คือการกระทำของอันธพาลข้างถนน ไม่ใช่วิถีของผู้เชี่ยวชาญ"
นางหยุดไปครู่หนึ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "การฆ่าเพื่อความสนุกหรือฆ่าตามสัญชาตญาณ คือวิถีของสัตว์เดรัจฉาน...แต่ บุรุษ ที่แท้จริง...คือผู้ที่ควบคุมสัญชาตญาณของตนเองได้ เขาสังหารเมื่อจำเป็นต้องสังหาร และเก็บงำเขี้ยวเล็บเมื่อยังไม่ถึงเวลา...เจ้าอยากจะเป็นแค่อันธพาล หรืออยากจะเป็นคนที่เหนือกว่านั้น?"
คำพูดของนางไม่ต่างอะไรกับค้อนที่ทุบลงกลางใจของเฮ่อเฟิง! มันไม่ใช่การด่าทอ แต่เป็นการตั้งคำถามที่สั่นคลอนตัวตนและความหยิ่งผยองทั้งหมดของเขา
ไม่นานนัก ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ชักม้าให้หยุดลงข้างพุ่มไม้เล็กๆ ริมทาง นางลงจากหลังม้าและเด็ดใบไม้รูปร่างแปลกๆ ขึ้นมาสองสามใบ
"นี่คือ 'หญ้าลิ้นงู' หากนำไปบดผสมกับน้ำค้างยามเช้า จะใช้เป็นยาระงับอาการปวดอย่างอ่อนได้" นางกล่าวเรียบๆ ก่อนจะชี้ไปยังเถาวัลย์อีกชนิดหนึ่ง "ส่วนนั่นคือ 'เถาวัลย์วายุ' ยางของมันมีพิษ ทำให้ผิวหนังไหม้พอง แต่หากนำรากไปต้ม จะช่วยรักษาอาการไข้ป่าได้"
เฮ่อเฟิงมองตามอย่างตกตะลึง ในฐานะผู้ใช้พิษ เขามองสมุนไพรทุกชนิดเป็นเพียงวัตถุดิบในการสังหาร แต่สตรีผู้นี้กลับมองเห็นทั้งคุณและโทษของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง นางไม่ได้แค่มอง...แต่นางกำลัง "เก็บเกี่ยว" ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมาย
บทเรียนที่ไร้เสียง...แต่กลับดังยิ่งกว่าคำพูดใดๆ...มันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน
พวกเขาเดินทางต่อไปในความเงียบ แต่ความเงียบในครั้งนี้แตกต่างออกไป ในใจของเฮ่อเฟิงไม่ได้มีเพียงความขุ่นแค้นอีกต่อไปแล้ว แต่มันเริ่มมีความสับสนและความรู้สึก...ที่คล้ายกับการยอมรับในความพ่ายแพ้ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมปะปนเข้ามา
จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำ แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเป็นสีส้มทองจับขอบฟ้า พวกเขาก็เดินทางมาถึงชายป่าที่มองเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีควันไฟลอยขึ้นมาอย่างบางเบาอยู่เบื้องล่าง...เป้าหมายของพวกเขา...หมู่บ้านคนงานเหมืองแร่
ซ่งหว่านเอ๋อร์ชักม้าหยุดลงบนเนินดินสูง มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เย็นชา
การขัดเกลาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น...และบททดสอบที่แท้จริง...กำลังรออยู่เบื้องหน้า
◆ ─── ◆