ตอนที่ 25
ตอนที่ 25 สายตาจับมอง
ณ ชั้นบนสุดของหอลิขิตฟ้า...
ห้องทำงานของเจ้าหอแตกต่างจากโถงด้านล่างที่วุ่นวายอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เงียบสงบและโอ่อ่า ชั้นหนังสือไม้จันทน์สูงจรดเพดานเต็มไปด้วยตำราล้ำค่า บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่มีเพียงพู่กันและกระดาษวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ หน้าต่างบานใหญ่เปิดกว้างให้เห็นทิวทัศน์ทั้งหมดของเมืองชิงซี
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาว เฟิงเฉินหนาน กำลังยืนจรดพู่กันเขียนอักษรอยู่บนกระดาษม้วนยาว ในสถานที่ส่วนตัวแห่งนี้ เขาไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากหยกอีกต่อไป ใบหน้าที่แท้จริงของเขางดงามและเฉียบคมยิ่งกว่าที่ผู้ใดจะจินตนาการได้
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูที่สุภาพดังขึ้น “เข้ามาได้” เขาเอ่ยโดยไม่ได้เงยหน้า
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่รู้จักกันในนาม "ก่วนซื่อไป่" (ผู้ดูแลไป่) ซึ่งเป็นผู้จัดการหลักของหอลิขิตฟ้า ก้าวเข้ามาพร้อมกับม้วนบันทึกในมืออย่างนอบน้อม
“เรียนท่านเจ้าหอ มีเรื่องน่าสนใจเล็กน้อยเกี่ยวกับการลงทะเบียนสมาชิกใหม่ในวันนี้ขอรับ”
เฟิงเฉินหนานยังคงตวัดพู่กันต่อไป “ว่ามา”
“มีสตรีนางหนึ่งมาลงทะเบียนขอรับ...นางผ่านบททดสอบ 'ร้อยเข็มสกัดปราณ' ด้วยความเร็วที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำลายสถิติเก่าลงอย่างราบคาบ...ตามกฎพิเศษของหอฯ ข้าพเจ้าจึงอนุมัติมอบป้ายเงินให้นางไปในทันทีขอรับ”
พู่กันในมือของเฟิงเฉินหนานชะงักไปเล็กน้อย เขาวางพู่กันลงและหันกลับมามองผู้ดูแลไป่ “โอ้? น่าสนใจ...แล้วนางใช้ชื่อว่าอะไร?”
ผู้ดูแลไป่ก้มหน้าลงเล็กน้อย “นางลงทะเบียนด้วยชื่อ...ไป๋ฉิงเซียง ขอรับ”
เฟิงเฉินหนานทวนชื่อนั้นในใจ ไป๋ฉิงเซียง... เป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในยุทธภพ แต่กลับมีฝีมือในการควบคุมลมปราณที่น่าทึ่งเช่นนี้
“ลักษณะของนางเป็นอย่างไร?” เขาเอ่ยถาม
“สวมหมวกคลุมหน้าตลอดเวลาขอรับ...ไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง แต่รูปร่างบอบบางและดูเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์...ไม่เหมือนชาวยุทธภพทั่วไป”
เฟิงเฉินหนานครุ่นคิดอย่างเงียบงัน ไป๋ฉิงเซียง...ชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับมีพลังควบคุมลมปราณในระดับปรมาจารย์ และยังจงใจปิดบังใบหน้า...น่าสนใจ ยอดฝีมือลึกลับปรากฏตัวขึ้นในงานชุมนุมพอดี...นางต้องการอะไรกันแน่? สร้างชื่อเสียง? หรือมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง?
เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ดูแลไป่ ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “ท่านลุงไป่...จับตาดู 'ไป๋ฉิงเซียง' ผู้นี้ไว้เป็นพิเศษ...ข้าต้องการรายงานทุกการเคลื่อนไหวของนาง...ทุกภารกิจที่นางรับ...และทุกคนที่นางติดต่อด้วย”
“รับทราบขอรับ ท่านเจ้าหอ”
เมื่อผู้ดูแลไป่จากไปแล้ว เฟิงเฉินหนานก็เดินไปยืนริมหน้าต่าง เขาทอดสายตามองไปยังเมืองชิงซีที่กำลังคึกคักเบื้องล่าง
ด้านหนึ่งก็มีความวุ่นวายที่เกิดจากจวนตระกูลซ่ง...อีกด้านหนึ่งก็มียอดฝีมือลึกลับปรากฏตัวขึ้น...
งานชุมนุมปีนี้...ดูท่าจะไม่สงบสุขเสียแล้ว
โถงกว้างของร้านลิขิตฟ้าที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เสียงจอแจของการต่อรองแลกเปลี่ยนภารกิจดังไม่ขาดสาย แต่แล้วทุกอย่างก็พลันเงียบลง เมื่อปลายนิ้วเรียวงามของสตรีในอาภรณ์สีอ่อนชี้ไปยังม้วนสารที่เก่าที่สุดบนกระดานประกาศ
มันคือ ‘ภารกิจปราบโรคระบาด ณ แคว้นเยว่’... ภารกิจที่ถูกแขวนทิ้งไว้จนฝุ่นจับบางๆ ราวกับเป็นสิ่งของต้องห้ามที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
"ข้าจะรับภารกิจนี้"
น้ำเสียงของนางไม่ดังแต่กลับก้องกังวานไปทั่วโถง ทุกสายตาหันมาจับจ้องเป็นจุดเดียว บ้างฉายแววไม่เชื่อสายตา บ้างแฝงความสมเพชเวทนา
ซงจือหลูซึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะกลาง ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับนางเอกโดยตรง แววตาของเขาที่เคยเรียบเฉยเสมอมา บัดนี้ฉายแววซับซ้อนยากจะคาดเดา
นางเดินตรงเข้าไปหาเขา ยื่นมือออกไปรอรับม้วนสารนั้นพลางเอ่ยถาม "ข้าต้องทำอย่างไรต่อไป รบกวนท่านพี่ซงจือหลูชี้แนะด้วย" ในใจของนางสงบนิ่งราวผิวน้ำ แม้จะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าอันตรายเพียงใด แต่นี่คือสิ่งที่นางต้องทำ
ซงจือหลูละสายตาจากดวงหน้าที่แน่วแน่ของนาง หันไปหยิบม้วนสารภารกิจลงมาจากกระดานอย่างแช่มช้า เขาปัดฝุ่นออกเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการดังเดิม
"ทั่วหล้าล้วนมีเครือข่ายร้านลิขิตฟ้าของเรา" เขากล่าวพลางยื่นม้วนสารให้นาง "เมื่อแม่นางเดินทางถึงเขตพื้นที่ของภารกิจแล้ว เพียงนำสารฉบับนี้ไปยื่นต่อผู้ดูแลสาขา ณ ที่แห่งนั้นเพื่อยืนยันตัวตนและเริ่มต้นภารกิจได้ทันที"
เขาเว้นจังหวะ ให้นางได้ซึมซับข้อมูล ก่อนจะกล่าวต่อ "และเมื่อใดที่ภารกิจลุล่วง ก็ให้ผู้ดูแลคนเดิมประทับตรารับรองลงบนสารฉบับนี้ แล้วแม่นางค่อยเดินทางกลับมายังสาขาหลักเพื่อรับคะแนนสะสมและของรางวัลตอบแทน"
หลังจากลงทะเบียนภารกิจและศึกษาแผนที่ของหมู่บ้านคนงานเหมืองแร่จนขึ้นใจแล้ว ไป๋ฉิงเซียงก็เก็บม้วนสารเข้าอกเสื้ออย่างเรียบร้อย นางไม่สนใจสายตาของผู้คนในโถงที่ยังคงจับจ้องมาเป็นตาเดียว ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจากไปอย่างเงียบเชียบตามเดิม
ทว่าหนทางของนางกลับถูกขวางกั้นไว้อีกครั้งโดยร่างอรชรในอาภรณ์สีแดงสดของเย่หงซวง
"คิดจะไปไหน?" น้ำเสียงของเย่หงซวงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาที่ไม่อาจปิดบัง "คิดว่าทำลายสถิติได้แล้วจะเหิมเกริมได้งั้นรึ? ตอบข้ามา...เจ้าใช้เล่ห์กลอะไรในการทดสอบ!"
ไป๋ฉิงเซียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา ราวกับมองดูเด็กที่กำลังอาละวาดอย่างไร้เหตุผล นางไม่แม้แต่จะคิดเปลืองลมปากด้วยซ้ำ เพียงแค่ก้าวเท้าไปด้านข้างเพื่อเดินผ่านไป
กิริยาเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบนั้นคือการหยามเกียรติที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับเย่หงซวง
"หนอยแน่ะ! ยะโสโอหังนัก!" เย่หงซวงตวาดลั่น "ข้ายังพูดกับเจ้าไม่จบ!"
ไป๋ฉิงเซียงไม่สนใจและยังคงก้าวเดินต่อไปจนพ้นประตูหอลิขิตฟ้าออกสู่ลานกว้างเบื้องหน้า
"คิดจะหนีรึ!" เย่หงซวงและบ่าวรับใช้รีบวิ่งตามออกไปทันที ก่อนจะพุ่งไปปิดล้อมหนทางของไป๋ฉิงเซียงไว้อีกครั้ง บรรยากาศที่เคยเปิดโล่งพลันอบอวลไปด้วยไอสังหารจางๆ จากฝ่ายผู้หาเรื่อง
"ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย" เย่หงซวงประกาศกร้าว "คุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะขอขมาข้าเสียดีๆ บางทีข้าอาจจะเมตตาไว้ชีวิตเจ้า!"
ไป๋ฉิงเซียงถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าความอดทนของนางจะถูกใช้งานจนหมดสิ้นแล้วจริงๆ
"น่ารำคาญ" สองคำสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของนางเต็มไปด้วยความเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ
"ว่าอะไรนะ! จับมัน!" เย่หงซวงกรีดร้องสั่งการ
วินาทีที่บ่าวรับใช้ทั้งสองกำลังจะพุ่งเข้ามา...บรรยากาศรอบกายของไป๋ฉิงเซียงก็พลันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จิตสังหารอันบริสุทธิ์และหนาแน่นแผ่พุ่งออกมาจากร่างของนาง มันหนักหน่วงและกดดันจนอากาศรอบบริเวณสั่นสะท้าน
ความคิดของนางกระจ่างชัดและเยียบเย็น 'ขยะที่ส่งเสียงดัง...สมควรถูกกำจัดทิ้ง'
ปลายนิ้วขวาของนางขยับเล็กน้อย เข็มเงินบางเฉียบราวเส้นผมหลายเล่มปรากฏขึ้นระหว่างซอกนิ้วของนางอย่างเงียบเชียบ พวกมันพร้อมที่จะพุ่งทะลุคอหอยของเย่หงซวงได้ทุกขณะ
แต่ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น...
"หยุดเดี๋ยวนี้! หงซวง!"
เสียงเข้มงวดทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุรุษหนุ่มในอาภรณ์ศิษย์ชั้นสูงของสำนักกระบี่ซางหลางที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาคือ หลินจือป๋อ ศิษย์พี่รองแห่งสำนัก
เขาไม่ได้เข้ามายุ่งกับไป๋ฉิงเซียง แต่กลับพุ่งตรงไปคว้าแขนของเย่หงซวงไว้แน่น "เจ้ากำลังทำเรื่องขายหน้าสำนักอยู่นะ! กลับไปเดี๋ยวนี้!"
"ศิษย์พี่รอง! ท่านปล่อยข้า!" เย่หงซวงดิ้นรน "นางสวะคนนี้มันหยามข้า!"
หลินจือป๋อจ้องน้องสาวร่วมสำนักของตนอย่างดุดัน แววตาของเขามองข้ามไปยังไป๋ฉิงเซียงและสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ยังไม่สลายไปจนทั่วทั้งร่างเย็นวาบ เขารู้ได้ทันทีว่าหากตนมาช้าไปเพียงครึ่งลมหายใจ...เย่หงซวงคงได้ไปเยือนปรโลกแล้วเป็นแน่!
เขาหันกลับมาทางไป๋ฉิงเซียง ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างจริงใจและนอบน้อม
"แม่นาง...ข้าต้องขออภัยแทนศิษย์น้องของข้าด้วย นางถูกตามใจจนเคยตัวและมีนิสัยหยาบคายไร้มารยาท ข้าในฐานะศิษย์พี่รองแห่งสำนักกระบี่ซางหลาง ขอรับผิดแทนนางทั้งหมด"
ไป๋ฉิงเซียงมองการกระทำที่สมเหตุสมผลของหลินจือป๋อ จิตสังหารของนางจึงค่อยๆ เลือนหายไป นางเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ เป็นการแสดงว่าไม่คิดจะเอาเรื่องต่อ
หลินจือป๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปลากตัวเย่หงซวงที่ยังคงไม่พอใจจากไปอย่างไม่สนใจคำโวยวายของนางอีก
เมื่อทั้งหมดจากไปแล้ว ไป๋ฉิงเซียงก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังและเดินจากไปในเส้นทางที่มุ่งสู่หมู่บ้านเหมืองแร่ โดยไม่รู้เลยว่า...
...
ทว่า... เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องล่างนั้น อยู่ในสายตาของคนคู่หนึ่งมาโดยตลอด ห้องทำงานที่เงียบสงบและโอ่อ่า เฟิงเฉินหนาน ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์กำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องล่างผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ใบหน้าที่แท้จริงของเขางดงามและเฉียบคมยิ่งกว่าที่ผู้ใดจะจินตนาการได้ ดวงตาคู่คมกริบของเขาสะท้อนภาพของไป๋ฉิงเซียงที่เดินลับหายไปจากลานกว้าง
เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นในห้องอย่างเงียบเชียบ บุรุษในชุดดำและหน้ากากดำสนิท...หม่าหลัว...คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
"เรียนคุณชาย" หม่าหลัวเอ่ยขึ้น "เหตุการณ์เป็นคุณหนูเย่แห่งสำนักกระบี่ซางหลางก่อเรื่องกับแม่นางไป๋ฉิงเซียง"
เฟิงเฉินหนานยังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง "แล้วผลเป็นอย่างไร?"
หม่าหลัวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รายงานตามที่เห็น "ศิษย์พี่รองของนาง หลินจือป๋อ ออกมาห้ามไว้ได้ทันท่วงทีขอรับ...แม่นางไป๋ผู้นั้นเกือบจะทำให้ตนเองลำบากเสียแล้ว การต่อกรกับคุณหนูแห่งสำนักกระบี่ซางหลางซึ่งๆ หน้า ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลยขอรับ"
เฟิงเฉินหนานแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขากลับหลังหัน เผชิญหน้ากับผู้ติดตามที่ภักดีของตน รอยยิ้มบางๆ ที่แฝงความนัยปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามราวหยกสลักของเขา
"ไม่จริง" เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกและเยือกเย็น
"ข้าคิดว่า...แม่นางเย่เพิ่งจะเดินผ่านประตูนรกออกมามากกว่า...ถ้าศิษย์พี่ของนางมาช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว"
◆ ─── ◆