พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 31

ตอนที่ 31 เงาไล่เงา

ราตรีนั้นในเมืองชิงซีเงียบสงัด...แต่บนหลังคาอาคารบ้านเรือนกลับมีร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวได้เงียบเชียบยิ่งกว่าแมวป่า

เฟิงเฉินหนานในชุดรัดกุมสีดำสนิทที่กลืนไปกับความมืด ใบหน้าถูกปิดบังไว้ครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงดวงตาคมกริบที่จับจ้องไปยังสตรีในชุดนักเดินทางเบื้องล่างอย่างไม่วางตา

เขาอึดอัด...และคาใจมาหลายวันแล้ว คืนนี้...เขาจึงตัดสินใจลงมือด้วยตนเอง เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็นใคร มาจากไหน และซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่!

เขาติดตามนางออกจากโรงเตี๊ยมประตูมังกรอย่างใจเย็น ฝีเท้าของเขาราบเรียบดุจสายลม การเก็บงำกลิ่นอายสมบูรณ์แบบจนน่ากลัว เขามั่นใจว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ก็ยากที่จะจับสัมผัสของเขาได้

ทว่า...คนที่เขากำลังตามอยู่ไม่ใช่ยอดฝีมือธรรมดา...แต่นางคือยอดสายลับ

ขณะที่ไป๋ฉิงเซียงกำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ ที่ไร้ผู้คน นางก็หยุดเดินลงกะทันหัน นางไม่ได้หันกลับมามอง แต่กลับแสร้งทำเป็นจัดผ้าคลุมไหล่ให้เข้าที่ แต่ในใจของนางนั้น...สัญชาณญาณอันตรายกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง!

'กลิ่นอายนี้...การเก็บงำตัวตนที่สมบูรณ์แบบ...ฝีเท้าที่ไร้เสียงโดยสิ้นเชิง...' นางวิเคราะห์ในใจอย่างรวดเร็ว 'แข็งแกร่งและสุขุมกว่าคนของกรมตรวจการที่เคยตามข้ามากนัก...นี่คือยอดฝีมือที่แท้จริง! เป็นใครกันแน่? คนของตระกูลไหน? หรือศัตรูใหม่ที่ข้ายังไม่รู้จัก?'

ความคิดแล่นผ่านในหัวของนางราวกับสายฟ้า

'ไม่ว่าจะเป็นใคร การปล่อยให้ยอดฝีมือระดับนี้ติดตามต่อไปย่อมเป็นอันตรายเกินไป...ข้าไม่สามารถนำมันกลับไปที่โรงเตี๊ยมได้...ต้องทดสอบฝีมือและหาทางสลัดทิ้งในคืนนี้!'

ทันใดนั้น ร่างของนางก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกธนู! นางไม่ได้วิ่งหนีอย่างแตกตื่น แต่กลับเคลื่อนที่อย่างมีเป้าหมาย ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ซับซ้อนที่สุดของเมือง มุ่งหน้าไปยังเขตป่าไผ่รกร้างท้ายเมือง...สถานที่ที่นางได้สำรวจไว้แล้วว่าเป็นสมรภูมิที่ยอดเยี่ยมที่สุด

เฟิงเฉินหนานขมวดคิ้วเล็กน้อย...นางรู้ตัว! เขาทะยานร่างตามไปทันที การไล่ล่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เงาสองสายไล่ล่ากันไปบนหลังคายามราตรีราวกับภูตผี คนหนึ่งไล่ตามด้วยความเร็วและพลังที่น่าทึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งหลบหลีกด้วยความพลิ้วไหวและคุ้นเคยกับภูมิประเทศราวกับเป็นบ้านของตนเอง

เมื่อถึงเขตป่าไผ่ ไป๋ฉิงเซียงก็หายลับเข้าไปในเงามืดของต้นไผ่ที่หนาทึบ เฟิงเฉินหนานชะลอฝีเท้าลง เขายืนนิ่งอยู่ปากทางเข้าป่า ประสาทสัมผัสทั้งหมดตื่นตัวเต็มที่

“ติดตามมานาน...ไม่คิดจะปรากฏตัวหน่อยรึ?” เสียงใสๆ ที่เยือกเย็นดังมาจากรอบทิศทาง

เฟิงเฉินหนานก้าวเข้าไปในป่าไผ่ช้าๆ “ฝีเท้าของแม่นางไม่ธรรมดา...ข้าเพียงแค่อยากจะรู้ว่ายอดฝีมือเช่นท่าน...คือผู้ใดกันแน่”

“คนที่ท่านไม่ควรรู้จัก” สิ้นเสียงนั้น เข็มเงินหลายเล่มก็พุ่งออกมาจากเงามืด!

เฟิงเฉินหนานตวัดแขนเสื้อสะบัดเข็มเงินทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย แต่ในจังหวะนั้นเอง ร่างของไป๋ฉิงเซียงก็พุ่งเข้าโจมตีจากมุมอับสายตา มีดสั้นสีดำในมือกรีดผ่านอากาศหมายจะปลิดชีพ!

เคร้ง!

เฟิงเฉินหนานชักกระบี่อ่อนที่ซ่อนไว้ที่เอวออกมารับได้อย่างฉิวเฉียด พลังลมปราณของเขาระเบิดออกมารุนแรงกว่าเล็กน้อย ผลักดันให้นางต้องถอยกลับไป

การต่อสู้ที่แท้จริงได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!

เฟิงเฉินหนานเป็นฝ่ายรุกไล่ด้วยเพลงกระบี่ที่สง่างามและทรงพลัง แต่ไป๋ฉิงเซียงกลับไม่คิดจะปะทะกับเขาตรงๆ เลยแม้แต่น้อย ร่างของนางพลิ้วไหวราวกับใบหลิวล้อลม หลบหลีกการโจมตีทั้งหมดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ นางใช้ต้นไผ่ทุกต้น เงามืดทุกเงาให้เป็นประโยชน์ คอยหาจังหวะสวนกลับด้วยการโจมตีที่แปลกประหลาดและมุ่งเน้นไปที่จุดตายเสมอ

ยิ่งสู้ เฟิงเฉินหนานก็ยิ่งตกใจ...วรยุทธของนางแปลกประหลาดเกินไป มันไม่ใช่กระบวนท่าของสำนักใด แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพและเหี้ยมโหดที่สุด!

ในจังหวะที่เขากำลังจะใช้ท่าไม้ตายเพื่อปิดฉากการต่อสู้...ไป๋ฉิงเซียงก็แสร้งทำเป็นเสียหลักและถอยหนีเข้าไปในดงไผ่ที่รกทึบกว่าเดิม

เฟิงเฉินหนานทะยานร่างตามไปทันที...และนั่นคือความผิดพลาด!

เท้าของเขาสะดุดเข้ากับเส้นลวดบางเฉียบที่ขึงอยู่ระหว่างต้นไผ่! แม้เขาจะทรงตัวได้ในทันที แต่การเสียจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีนั้น...ก็คือความเป็นความตาย!

ความเย็นเยียบพลันปรากฏขึ้นที่ลำคอ!

มีดสั้นสีดำสนิทของไป๋ฉิงเซียงจ่ออยู่ที่คอหอยของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ! นางใช้จังหวะที่เขาสะดุดพุ่งเข้าโจมตีจากด้านหลังด้วยความเร็วที่เหนือกว่า!

เฟิงเฉินหนานตัวแข็งทื่อ...เขาเกือบจะตาย!

“ระดับของท่าน...ยังไม่ดีพอที่จะตามข้า” เสียงกระซิบที่เยือกเย็นดังขึ้นข้างหู

ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร นางก็ใช้ด้ามมีดสั้นทุบเข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างแรงจนเขาสลบและล้มไปข้างหน้า เขา นอนคว้ำไปอย่างหมดสภาพ

ป่าไผ่ในยามราตรีกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมที่พัดไหวและแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบร่างของบุรุษในชุดดำที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยืนมอง "ผู้ติดตาม" ที่พ่ายแพ้ของนางด้วยสายตาที่เย็นชา การต่อสู้เมื่อครู่ได้ยืนยันแล้วว่าคนผู้นี้คือยอดฝีมือที่แท้จริง การปล่อยให้ศัตรูระดับนี้รอดชีวิตไปย่อมเป็นการสร้างปัญหาใหญ่หลวงในอนาคต

‘ต้องกำจัดทิ้ง...’ ความคิดของสายลับ "อีแร้ง" แล่นขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรก

นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยืนยันตัวตน นางยื่นมือที่เรียวขาวออกไปอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปลดผ้าคลุมหน้าสีดำของเขาออก

วินาทีที่ใบหน้าที่แท้จริงของเขาปรากฏขึ้นภายใต้แสงจันทร์ แม้แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์ที่จิตใจแข็งแกร่งดุจหินผาก็ยังต้องชะงักไปชั่วลมหายใจ

...บุรุษรูปงาม...

งดงามอย่างแท้จริง ใบหน้าของเขาคมคายราวกับหยกสลักชั้นเลิศ คิ้วกระบี่พาดเฉียงขึ้นอย่างองอาจ สันจมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักบางที่เม้มสนิท แม้จะอยู่ในชุดดำและหมดสติไป แต่ก็ไม่อาจปิดบังกลิ่นอายสูงส่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้

ทว่า...ซ่งหว่านเอ๋อร์ใช้เวลาชื่นชมความงามนั้นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ในชาติก่อนนางเคยเห็นบุรุษที่รูปงามกว่านี้มานักต่อนัก แต่สุดท้ายพวกเขาก็เป็นเพียงเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัด นิสัยใจคอของนางไม่เคยหลงใหลในรูปโฉมภายนอก ในสายตาของนาง ความงามที่ปราศจากพลังคือความอ่อนแอ และความงามที่มาพร้อมกับพลัง...คือภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด

นางยกมีดสั้นสีดำในมือขึ้นสูง แสงจันทร์สะท้อนบนใบมีดเกิดเป็นประกายเย็นเยียบ นางเตรียมจะปลิดชีพยอดฝีมือปริศนาผู้นี้เพื่อตัดปัญหาทั้งหมดในอนาคต...

แต่แล้ว...สายตาของนางก็พลันไปสะดุดกับบางสิ่งที่โผล่ออกมาจากสาบเสื้อของเขาเล็กน้อย มันเป็นมุมของแผ่นป้ายสีทองที่สะท้อนแสงจันทร์วูบหนึ่ง

มือของนางชะงักค้างกลางอากาศ นางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะเปลี่ยนจากการใช้คมมีดเป็นการใช้นิ้วเกี่ยวแผ่นป้ายนั้นออกมาอย่างรวดเร็ว

วินาทีที่นางเห็นมันเต็มตา...ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงอย่างแท้จริง!

มันคือป้ายภาคีของหอลิขิตฟ้า...แต่ไม่ใช่ป้ายเงินเหมือนของนาง ป้ายในมือของนางทำจากทองคำบริสุทธิ์ สลักลวดลายตาชั่งและกระบี่ไขว้อย่างวิจิตรบรรจงยิ่งกว่า และแผ่พลังปราณจางๆ ที่ทรงพลังออกมา...นี่คือ ป้ายภาคีระดับทองคำ!

'เป็นไปได้อย่างไร!?' ความคิดในหัวของนางปั่นป่วนในทันที

'จากสมาชิกหลายหมื่นคน...มีเพียงห้าคนเท่านั้นที่อยู่ในระดับนี้...เหตุใด...เหตุใดหอลิขิตฟ้าต้องส่งหนึ่งในห้ายอดฝีมือสูงสุดขององค์กรมาสะกดรอยตามข้า...สมาชิกใหม่ระดับเงินที่เพิ่งทำภารกิจสำเร็จไปเพียงภารกิจเดียว?'

เรื่องนี้...ซับซ้อนกว่าที่นางคิดไว้มากนัก!

การฆ่าสมาชิกธรรมดาอาจเป็นแค่เรื่องส่วนตัว แต่การสังหารสมาชิกระดับทองคำ...หมายถึงการประกาศสงครามกับองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุทธภพ! การกระทำเช่นนั้นโดยที่ยังไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาคือความโง่เขลา

ซ่งหว่านเอ๋อร์ลดมีดสั้นในมือลงอย่างช้าๆ จิตสังหารที่เคยรุนแรงค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยการวิเคราะห์อันเยือกเย็น

นางตัดสินใจแล้ว...นางจะปล่อยเขาไปก่อน

นางยัดป้ายทองคำกลับเข้าไปในสาบเสื้อของเขาอย่างลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและมองใบหน้าที่หลับใหลของเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เย็นชา

'บัญชีนี้...ข้าจะจำไว้'

นางคิดในใจ ก่อนจะหันหลังและเคลื่อนร่างหายลับไปในความมืดของป่าไผ่ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน

'หอลิขิตฟ้า...ตอนนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อน...แต่ถ้าข้าสืบรู้ได้ว่าพวกเจ้าคิดไม่ซื่อกับข้าเมื่อใด...ก็เตรียมบอกลาโลกนี้ได้เลย...ข้าจะถล่มพวกเจ้าให้สิ้นซาก!'

ณ หอลิขิตฟ้า...

เฟิงเฉินหนานกลับมาถึงห้องทำงานด้วยสภาพที่ดูไม่จืดนัก อาภรณ์สีดำของเขามีรอยขาดเล็กน้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิง...แต่ที่ย่ำแย่ที่สุดคือศักดิ์ศรีของเขาที่ถูกทำลายลงจนสิ้นซาก

หม่าหลงและหม่าหลัวเข้ามาพบและต้องตกใจกับสภาพของนายท่าน

“นายท่าน...สืบรู้เรื่องแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?” หม่าหลัวเอ่ยถามอย่างมีความหวัง

เฟิงเฉินหนานทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “...สืบได้”

หม่าหลงมีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที “ยอดเยี่ยมขอรับ! พอเป็นนายท่านลงมือเอง เรื่องก็จบลงอย่างง่ายดาย!”

เฟิงเฉินหนานถอนหายใจยาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูกน้องคนสนิททั้งสองด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

“ข้าสืบได้...”

“...ได้รู้ว่าฝีมือของนาง...เก่งกาจและเจ้าเล่ห์เกินกว่าที่เราประเมินไว้มาก...”

“...ข้าก็รู้แค่นี้แหละ” เฟิงเฉินหนานไม่กล้าบอกว่าเขาพลาดถึงขนาดสลบไปเลย เขาคาใจมากตอนแรกนางมีจิตสังหารเด่นชัดแต่เหตุใดไม่สังหารเขา และเขาก็รู้ด้วยว่านางเห็นหน้าเขาแล้ว

สิ้นเสียงนั้น...ใบหน้าของหม่าหลงและหม่าหลัวก็พลัน "แห้ง" สนิทราวกับถูกลมพัด พวกเขายืนนิ่งเป็นหิน อ้าปากค้าง...ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำใดออกมาอีก

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์