พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 30

ตอนที่ 30 หนทางสู่จุดสูงสุด

พายุที่โหมกระหน่ำเหมืองหินดำได้พัดพาเข้าสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่มันก็สงบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน...ภายใต้การควบคุมของบุรุษผู้เป็นดั่งมันสมองของฝ่าบาท

ณ ท้องพระโรงแห่งแคว้นเยว่ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บัดนี้กลับมาสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เฟิงเฉินหนาน กำลังยืนทูลรายงานบทสรุปของคดีสะเทือนขวัญต่อหน้าพระพักตร์องค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางน้อยใหญ่

“...อาวุโส ต่วนเจียงไห่ แห่งหอการค้าพยัคฆ์ทองคำ ได้สำนึกในความผิดมหันต์ที่ตนได้ก่อขึ้นและสร้างความเดือดร้อนให้แก่สำนัก จึงได้ชิงปลิดชีพตนเองในห้องขังพ่ะย่ะค่ะ ทำให้การสืบสวนสาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ของหอการค้าฯ”

เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ส่วนอดีตรองเสนาบดีกรมโยธา อั๋วตู่เหอ จากการไต่สวนอย่างละเอียด หลักฐานการทุจริต รับสินบน และการสมรู้ร่วมคิดทำร้ายราษฎรนั้นมัดตัวแน่นหนา กระหม่อมได้ดำเนินการตามกฎหมาย สั่งจำคุกเพื่อรอการประหารในเร็ววันนี้พ่ะย่ะค่ะ”

องค์จักรพรรดิที่ประทับบนบัลลังก์มังกรพยักพระพักตร์อย่างพึงพอพระทัย “ดีมาก เฉินหนาน! เจ้าทำงานได้รวดเร็วและเด็ดขาดยิ่งนัก! จัดการเรื่องนี้ได้อย่างหมดจด ช่วยรักษาเสถียรภาพของราชสำนักและบรรเทาทุกข์ของราษฎรได้ในคราวเดียว สมแล้วที่เป็นขุนนางคู่บารมีของเรา!”

คำชมเชยต่อหน้าธารกำนัลทำให้เหล่านางในฝ่ายของเฟิงเฉินหนานยิ้มออกมาอย่างยินดี ขณะที่มหาเสนาบดีฝ่ายขวาไห่หยวนจางและพรรคพวกได้แต่ยืนก้มหน้านิ่งด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำ

บ่ายวันต่อมากันนั้นเอง ณ ชั้นบนสุดของหอลิขิตฟ้า สาขาเมืองชิงซี

บุรุษในอาภรณ์สีขาวและหน้ากากหยก หรือ "คุณชายหน้ากากหยก" กำลังนั่งจิบชาอย่างสงบอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองความคึกคักของงานชุมนุมเบื้องล่าง บัดนี้เขาไม่ใช่ท่านมหาเสนาบดีผู้สูงส่ง แต่เป็นเจ้าหอลิขิตฟ้าผู้ลึกลับ

หม่าหลงและหม่าหลัวยืนโค้งคำนับอยู่เบื้องหลังด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ

“เรียนนายท่าน...พวกเรา...ล้มเหลวอีกแล้วขอรับ” หม่าหลัวเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “ทุกครั้งที่เราพยายามจะสะกดรอยตามแม่นางไป๋ฉิงเซียง...นางจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับภูตผี...ราวกับนางรู้ตัวล่วงหน้าว่าเรากำลังจะไปเสมอ”

เฟิงเฉินหนานไม่ได้หันกลับมามอง เขายังคงจิบชาต่อไปอย่างใจเย็น แต่ในหัวของเขากำลังขบคิดถึง "หมาก" ปริศนาตัวนี้อย่างจริงจัง

เขาไม่แปลกใจที่ต่วนเจียงไห่จะฆ่าตัวตายตัดตอน...นั่นคือวิถีของพวกมัน แต่เรื่องของ "ไป๋ฉิงเซียง" ผู้นี้นับวันยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

นางเป็นใครกันแน่? มาจากไหน? เหตุใดสตรีตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวจึงสามารถสืบหาความจริงที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้ในเวลาไม่กี่วัน? มีความรู้เรื่องยาพิษและยาถอนพิษที่แม้แต่หมอหลวงยังต้องทึ่ง? และที่น่าสงสัยที่สุด...เหตุใดนางจึงยอมสละผลงานทั้งหมดนี้ให้แก่หอลิขิตฟ้าโดยไม่รับเอาความดีความชอบหรือผลประโยชน์ใดๆ ให้ตนเองเลย?

ความไม่ต้องการสิ่งใด...คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

“ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าถอยไปก่อน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

เมื่อคนสนิททั้งสองจากไปแล้ว เฟิงเฉินหนานก็วางถ้วยชาลง เขาลุกขึ้นยืนกอดอก มองไปยังเมืองชิงซีที่กว้างใหญ่เบื้องหน้า ความสามารถในการสะกดรอยของหม่าหลงและหม่าหลัวนั้น เขารู้ดีที่สุด...การที่คนทั้งสองล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว...คือสตรีผู้นั้นมีประสาทสัมผัสและทักษะการต่อต้านการสะกดรอยในระดับปรมาจารย์

เขาคาใจ...คาใจอย่างที่สุด...

สตรีที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา, ความสามารถ, ความลึกลับ, และความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหมวกนั้น...นางคือใครกันแน่?

รอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากปรากฏขึ้นบนริมฝีปากภายใต้หน้ากากหยก

ดูเหมือนว่าการส่งเงาตามไป...จะไม่ได้ผลกับเงาอีกตนหนึ่ง...ไป๋ฉิงเซียง...เจ้าช่างเป็นปริศนาที่น่าสนใจที่สุดที่ข้าเคยพบเจอ...เขาตัดสินใจในวินาทีนั้น บางที...อาจจะถึงเวลาที่ข้าต้องลงไปเดินบนกระดานหมาก...ด้วยตนเอง

ช่วงเย็นของวันนั้น หลังจากที่ข่าวความวุ่นวายที่เหมืองหินดำเริ่มซาลง ซ่งหว่านเอ๋อร์ในคราบของ "ไป๋ฉิงเซียง" ก็ได้เดินทางมายังหอลิขิตฟ้าอีกครั้ง

บรรยากาศยามเย็นของที่นี่แตกต่างจากตอนกลางวันที่วุ่นวายอย่างสิ้นเชิง ผู้คนบางตาลงมาก แต่ทุกคนที่ยังคงอยู่ล้วนมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา พวกเขาคือยอดฝีมือที่แท้จริงที่กำลังเลือกหาภารกิจหรือแลกเปลี่ยนของรางวัลอย่างเงียบๆ

ทันทีที่นางก้าวเข้ามา ซ่งจือหลูก็รีบเดินออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ท่าทีของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความเคารพและยำเกรงอย่างสุดหัวใจ “คารวะท่านสมาชิกไป๋ ข้าน้อยซ่งจือหลูยินดีรับใช้ขอรับ”

“ข้าต้องการจะใช้แต้มที่ได้มา” ไป๋ฉิงเซียงเอ่ยขึ้นสั้นๆ

“เชิญทางนี้เลยขอรับ!” ซ่งจือหลูผายมือไปยังห้องโถงด้านในที่ใหญ่กว่าเดิม “ที่นี่คือ 'หอสมบัติพันสิ่ง' สถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนรางวัลของหอฯ ขอรับ ทุกอย่างที่นี่ต้องใช้แต้มภารกิจในการแลกเปลี่ยน และสินค้าบางชิ้นก็จำกัดเฉพาะสมาชิกระดับเงินขึ้นไปเท่านั้น”

เขาพานางเดินชมไปตามส่วนต่างๆ ที่ถูกแบ่งไว้อย่างเป็นระเบียบ

ส่วนที่หนึ่ง: โอสถและสมุนไพร

ชั้นไม้สูงจรดเพดานเต็มไปด้วยลิ้นชักเล็กๆ นับพันที่สลักชื่อสมุนไพรหายากเอาไว้ ในตู้กระจกมีโอสถเม็ดงามบรรจุอยู่ในขวดหยกอย่างดี กลิ่นหอมของยาลอยอบอวลไปทั่ว

ไป๋ฉิงเซียงกวาดตามองอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้สนใจโอสถสำเร็จรูปที่ปรุงไว้แล้ว แต่มุ่งไปยังส่วนของ "วัตถุดิบ" นางเลือกเฉพาะสมุนไพรที่ใช้ทำยาพิษสูตรซับซ้อนและยาถอนพิษที่หาได้ยากจากท้องตลาดทั่วไป พร้อมกันนั้น นางยังได้แลก "ชุดเครื่องมือแพทย์" ที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี ประกอบด้วยมีดผ่าตัดขนาดเล็ก, คีม, และเข็มเย็บแผลที่เล็กและคมกว่าที่นางเคยเห็นในยุคนี้หลายเท่า

ส่วนที่สอง: ตำราและม้วนคัมภีร์

ที่นี่ดูเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ มีทั้งตำราวิทยายุทธ, ตำราพิชัยสงคราม, และบันทึกการเดินทางต่างๆ

นางเดินผ่านชั้นตำราวรยุทธไปอย่างไม่ใส่ใจ 'วรยุทธของข้าสร้างขึ้นเองจากรากฐานของสองโลก ไม่จำเป็นต้องเดินตามทางของผู้อื่น'

นางเมินเฉยต่อตำราพิชัยสงคราม 'กลยุทธ์ในโลกนี้ยังหยาบกระด้างนักเมื่อเทียบกับสงครามข้อมูลในโลกเก่า'

เท้าของนางไปหยุดอยู่ที่ชั้น "ตำราแพทย์และศาสตร์พิษ" นางเลือกตำราเก่าแก่ว่าด้วย "สมุนไพรพิษร้อยแปดชนิดแห่งซีฉู่" และบันทึกการรักษา "โรคประหลาด" ต่างๆ มาสองสามเล่ม เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ของนางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ส่วนที่สาม: อาวุธและชุดเกราะ

แสงเงาวาววับของศาสตราวุธนานาชนิดสะท้อนอยู่ในดวงตาของนาง แต่สายตาของนางกลับไม่ได้จับจ้องไปที่ดาบเล่มใหญ่หรือทวนเล่มงาม

นางเดินตรงไปยังตู้กระจกที่จัดแสดง "อาวุธลับ" นางเลือก มีดสั้น ที่ทำจากเหล็กดำทมิฬทั้งเล่ม ใบมีดถูกออกแบบให้ไร้เงาสะท้อน ด้ามจับพันด้วยหนังปลากระเบนเพื่อความกระชับ...มันคืออาวุธที่ออกแบบมาเพื่อการลอบสังหารโดยเฉพาะ

หลังจากที่ใช้แต้มไปเกือบหกร้อยแต้ม แลกเปลี่ยนของที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว ไป๋ฉิงเซียงก็หันมาถามซ่งจือหลูด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย

"ข้ามีเรื่องสงสัย"

"ขอรับ! โปรดชี้แนะได้เลยขอรับ!"

"ข้าทำภารกิจระดับเงินที่ยากที่สุด ได้รางวัลแปดร้อยแต้มและเงินหนึ่งพันตำลึงทอง...ข้าอยากรู้ว่า ภารกิจของพวกป้ายทอง ได้แต้มและเงินรางวัลขั้นต่ำเท่าไหร่?"

ซ่งจือหลูสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตอบด้วยความนับถือ "เรียนท่านสมาชิกไป๋ ภารกิจระดับทองนั้นเป็นภารกิจที่สามารถสั่นสะเทือนยุทธภพหรือแม้แต่ราชสำนักได้...รางวัลขั้นต่ำสุดคือ แปดร้อยแต้ม และเงินรางวัลหนึ่งพันตำลึงทองขอรับ"

เขาอธิบายต่อ "ภารกิจที่ท่านทำสำเร็จนั้น แม้จะเป็นระดับเงิน แต่ก็เป็นภารกิจที่มีความยากสูงสุดของระดับเงิน ทำให้แต้มรางวัลที่ท่านได้รับ เทียบเท่ากับภารกิจระดับทองขั้นต่ำสุดพอดีขอรับ ซึ่งเป็นกรณีที่หาได้ยากยิ่ง"

"แล้วเงื่อนไขในการเลื่อนระดับเล่า?"

"การเลื่อนจากป้ายทองแดงเป็นป้ายเงิน ต้องใช้แต้มสะสมจากการทำภารกิจให้ครบ ห้าหมื่นแต้ม ขอรับ...ส่วนการเลื่อนจากป้ายเงินสู่ป้ายทองคำอันเป็นระดับสูงสุดนั้น...ต้องใช้แต้มสะสมถึง หนึ่งแสนแต้ม ขอรับ"

ตัวเลขมหาศาลนั้นไม่ได้ทำให้ไป๋ฉิงเซียงแสดงอาการตกใจใดๆ ออกมา นางเพียงแค่ถามต่อ "ปัจจุบัน...มีคนระดับทองกี่คน?"

ซ่งจือหลูมีสีหน้าเลื่อมใสอย่างยิ่งยวด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความภาคภูมิใจ "ทั่วทั้งแคว้นเยว่...จากสมาชิกหลายหมื่นคน...ผู้ที่ถือป้ายทองคำอยู่...มีไม่เกินห้าท่านขอรับ"

ซ่งหว่านเอ๋อร์รับฟังข้อมูลทั้งหมดด้วยความสงบนิ่ง นางโค้งศีรษะให้ซ่งจือหลูเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับทรัพยากรใหม่ของนาง

นางเดินหายลับไปในความมืดของยามราตรี ทิ้งให้ซ่งจือหลูยืนนิ่งอยู่กับความรู้สึกยำเกรง

ส่วนในใจของซ่งหว่านเอ๋อร์นั้น...ได้มีเป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนขึ้น

หนทางสู่จุดสูงสุดนั้นยาวไกลและต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล...ยอดฝีมือระดับทองคำทั้งห้าคนนั้นคงจะเป็นอสูรร้ายที่แท้จริง

แต่นางไม่เคยหวาดกลัวความยากลำบาก นางมองป้ายเงินในมือ...ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ใบเบิกทาง...แต่มันคือบันไดขั้นแรก...ที่จะนำนางไปสู่ใจกลางของอำนาจที่แท้จริงในโลกใบนี้

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์