พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 40

ตอนที่ 40 พายุที่กำลังก่อตัว

สามวันหลังจากที่ 'หญ้าโหยหวน' ถูกชิงไป เมืองชิงซีก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

บรรยากาศที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของงานชุมนุม บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความหนักอึ้งและกดดันราวกับก่อนพายุจะเข้า ชาวยุทธที่เคยเดินกันอย่างเปิดเผยเริ่มจับกลุ่มกันอย่างระมัดระวังตัว ตามโรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาทุกแห่ง ปรากฏร่างของบุรุษหน้าตาถมึงทึงในอาภรณ์ของพรรคพยัคฆ์ดำและพรรคมารอัคคีเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต พวกมันไม่ได้มาเพื่อร่วมงานรื่นเริง...แต่มาเพื่อ "ล่า"

ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่ายอดฝีมือลึกลับกลุ่มหนึ่ง...บุรุษสี่ สตรีหนึ่ง...ได้บุกถล่มที่มั่นของพรรคพยัคฆ์ดำและชิงสมบัติล้ำค่าไป ทำให้สองขุมกำลังฝ่ายอธรรมประกาศกร้าวว่าจะพลิกแผ่นดินเมืองชิงซีเพื่อลากตัวคนร้ายออกมาให้ได้

ณ ตลาดทิศใต้ที่ยังคงพอมีความวุ่นวายอยู่บ้าง เฮ่อตี้สิงในคราบพ่อค้าสมุนไพรกำลังเลือกซื้อของอย่างใจเย็น แต่สายตาของเขากลับคอยสังเกตการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้น บุรุษร่างกำยำสามคนในชุดสีแดงปักลายเปลวเพลิงของพรรคมารอัคคีก็เดินเข้ามาขวางหน้าเขาไว้

หัวหน้าของพวกมันซึ่งมีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตา หรี่ตามองเขาอย่างพินิจพิจารณา "ข้าว่าข้าเคยเห็นหน้าเจ้าที่งานประมูล...ท่าทางไม่เลวนี่ มาจากสำนักไหนกัน?"

จิตสังหารจางๆ แผ่ออกมาจากร่างของพวกมัน เฮ่อตี้สิงรู้สึกได้ถึงอันตรายในทันที ความหยิ่งผยองในอดีตเกือบจะทำให้เขากระชับดาบที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม แต่แล้ว...มือหนาข้างหนึ่งก็ตบลงบนไหล่ของเขาเบาๆ

"ต้องขออภัยด้วยขอรับท่านจอมยุทธ" เฮ่อป้าเทียนในคราบของพี่ชายผู้ใจดีก้าวเข้ามาโค้งคำนับให้คนของพรรคมารอัคคีอย่างนอบน้อม "น้องชายของข้าดื่มหนักไปหน่อยเมื่อคืน ความจำเลยเลอะเลือนไปบ้าง พวกเราเป็นเพียงพ่อค้าเร่จากเมืองไห่หลิง ไม่ได้มีสำนักใดๆ หรอกขอรับ"

เขาพูดพลางยัดเงินก้อนเล็กๆ ใส่มือของหัวหน้าคนนั้น ก่อนจะรีบลากตัวเฮ่อตี้สิงที่ยังมีสีหน้าไม่พอใจออกมาจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อมาถึงตรอกลับตาคน เฮ่อป้าเทียนก็ผลักน้องชายกระแทกกำแพงอย่างแรง!

"เจ้าเกือบจะทำเราตายทั้งหมด!" เขาคำรามเสียงต่ำ "ลืมคำสั่งของนายหญิงไปแล้วรึ! ตอนนี้เราต้องทำตัวให้เงียบที่สุด!"

เฮ่อตี้สิงหน้าซีดเผือด...เขาเกือบลืมตัวไปจริงๆ...บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขาตระหนักว่าความอดทนอดกลั้นนั้นสำคัญยิ่งกว่าฝีมือวรยุทธเสียอีก

ค่ำคืนนั้น ณ โกดังร้างริมแม่น้ำที่ห่างไกลจากตัวเมือง...

ซ่งหว่านเอ๋อร์ในคราบของไป๋ฉิงเซียงเผชิญหน้ากับพี่น้องสามอสรพิษที่มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง นางโยนขวดยาเล็กๆ สามขวดให้พวกเขา

"ยาถอนพิษสำหรับเดือนต่อไป" นางกล่าวสั้นๆ "สถานการณ์เปลี่ยนไป การสืบสวนเข้มข้นกว่าที่ข้าคาดไว้"

นางมองพวกเขาทั้งสามคนด้วยสายตาที่เด็ดขาด "คำสั่งของข้าคือ...หยุดเคลื่อนไหวทุกอย่าง...แยกย้ายกันไปกลมกลืนกับฝูงชน อย่าให้ใครจำหน้าได้ อย่ารวมตัวกันอีกจนกว่าข้าจะส่งสัญญาณ...ส่วนข้าจะเดินทางกลับเมืองหลวง"

"นายหญิงโปรดวางใจ" เฮ่อป้าเทียนรับคำอย่างหนักแน่น "พวกบ่าวจะรอคำสั่งต่อไปอย่างใจเย็น"

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ประตูเมืองทิศตะวันออกของเมืองชิงซี...

รถม้าที่ดูธรรมดาคันหนึ่งเคลื่อนตัวมาต่อแถวเพื่อรอการตรวจค้นก่อนออกจากเมือง บรรยากาศที่ประตูเมืองวันนี้ตึงเครียดเป็นพิเศษ ทหารยามของทางการถูกเบียดไปอยู่ข้างๆ เปิดทางให้เหล่า "ผู้ช่วย" จากพรรคพยัคฆ์ดำและพรรคมารอัคคีเป็นผู้ตรวจค้นหลักเสียเอง

อาเฟยควบคุมรถม้าให้หยุดลงอย่างสงบ

ชายร่างใหญ่จากพรรคพยัคฆ์ดำเดินเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม เขาชะโงกหน้าเข้ามาในรถม้าอย่างหยาบคาย

"ในรถมีใครบ้าง! ออกมาให้ข้าดูหน้า!"

ชิงเหลียนที่นั่งอยู่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าตวาดกลับไป "พวกท่านทำอะไรกัน! นี่คือรถม้าของคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงนะ!"

ชายผู้นั้นแสยะยิ้ม "ตระกูลใหญ่งั้นรึ? ช่วงนี้พวกตระกูลใหญ่ปลอมๆ มันเยอะ!"

สายตาของเขากวาดมองเข้าไปในรถ และเห็นสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์งดงามกำลังนั่งตัวสั่นอยู่มุมหนึ่ง นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากและไอออกมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว...เป็นภาพของคุณหนูผู้บอบบางที่สุขภาพไม่ดีและไม่เคยพบเจอเรื่องน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน

ชายผู้นั้นมองภาพคุณหนูที่ดูน่าสมเพชสลับกับสาวใช้ที่ตื่นกลัว...นี่น่ะรึ กลุ่มยอดฝีมือลึกลับที่ถล่มคฤหาสน์ของรองหัวหน้าเขา?

เขาแค่นเสียงออกมาอย่างดูแคลน "ไปๆ! ไสหัวไป! อย่ามาเกะกะ!"

อาเฟยโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะบังคับรถม้าให้เคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองออกไปอย่างช้าๆ

ทันทีที่รถม้าวิ่งห่างออกมาจนพ้นสายตาของคนเหล่านั้นแล้ว...

ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ลดผ้าเช็ดหน้าลง...อาการไอหายไปเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับมาเรียบเฉย และดวงตาที่เคยหวาดกลัวก็กลับมาเย็นชาและเฉียบคมดังเดิม

นางมองย้อนกลับไปยังเมืองชิงซีที่บัดนี้กลายเป็นรังของพายุไปแล้ว

พายุลูกนี้...ข้าเป็นคนก่อมันขึ้นมาเอง...นางคิดในใจอย่างเย็นชา...และข้า...ก็จะกลับมาเก็บเกี่ยวผลของมัน...เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

เกือบหนึ่งเดือนเต็มหลังจากออกเดินทาง...รถม้าของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ได้กลับมาถึงเขตชานเมืองหลวงหลินอันอีกครั้ง

นางไม่ได้มุ่งหน้ากลับจวนในทันที แต่ได้ทำตาม "ฉากละคร" ที่วางไว้ตั้งแต่ต้น นางสั่งให้อาเฟยและชิงเหลียนรออยู่ที่โรงเตี๊ยมชานเมือง ก่อนที่นางจะเดินทางขึ้นไปยัง "วัดเมฆาคล้อย" บนเขาชิงเฟิงตามลำพัง

นางใช้เวลาอยู่ที่วัดอันเงียบสงบนั้นเพียงสามวัน...สามวันที่นางไม่ได้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่นางใช้มันในการนั่งสมาธิ โคจรลมปราณเพื่อดูดซับและหลอมรวมพลังที่ได้มาใหม่ให้กลายเป็นของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อครบกำหนด นางก็เดินทางลงจากเขาและกลับไปสมทบกับคนของนาง ก่อนจะมุ่งหน้ากลับสู่จวนแม่ทัพใหญ่ด้วยท่าทีที่สงบและเปี่ยมด้วยความศรัทธา...ภาพลักษณ์ของคุณหนูผู้ไปถือศีลภาวนาเพื่อบิดานั้นไร้ที่ติจนไม่มีใครสามารถจับผิดได้

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตูจวน ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป...และนางก็ได้พบกับสาเหตุในแทบจะทันที...อนุสามหลี่รั่วซีและบุตรชายของนาง ซ่งจื่อหาว ได้เดินทางกลับมาถึงจวนแล้วเมื่อสองวันก่อน

'ต้นไม้ยังไม่ทันล้มสนิท...ฝูงลิงก็รีบกลับมาเกาะกิ่งเดิมเสียแล้ว...แสดงว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป' นางคิดในใจอย่างเย็นชา

นางเดินตรงไปยังเรือนพักของบิดาเพื่อเข้าคารวะตามธรรมเนียม และก็ได้พบกับมารดาของนาง หลิวซูเม่ย ที่มีใบหน้าสดใสและเปี่ยมด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแตกต่างจากตอนที่นางจากไปอย่างสิ้นเชิง

"หว่านเอ๋อร์! เจ้ากลับมาแล้วรึลูก!" หลิวซูเม่ยรีบเข้ามาจับมือนาง "สวรรค์เมตตาจริงๆ! พ่อของเจ้า...อาการของเขาดีขึ้นมากแล้ว!"

ซ่งหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นดีใจ แต่ในใจกลับรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง...แผนของนางผิดพลาดตรงไหน?

เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนอนของบิดา นางก็เห็นท่านแม่ทัพซ่งเจี๋ยกำลังนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาแม้จะยังดูซีดเซียว แต่ก็มีสีเลือดฝาดและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก...และข้างเตียงนั้น...มีชายชราผู้หนึ่งในอาภรณ์สีเขียวเข้มของหุบเขาหมื่นพิษกำลังนั่งตรวจชีพจรให้เขาอยู่!

ซ่งหว่านเอ๋อร์เก็บอาการตกใจทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางคุกเข่าลงคารวะบิดาตามปกติ "คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ"

"อืม...กลับมาแล้วรึ" ซ่งเจี๋ยเอ่ยเสียงแหบ "มาได้เวลาพอดี...คารวะท่าน อาวุโส ผางจัว เสียสิ เขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้"

ผางจัว! หนึ่งในสิบอาวุโสผู้เลื่องชื่อด้านยาพิษแห่งหุบเขาหมื่นพิษ!

ซ่งหว่านเอ๋อร์โค้งคำนับให้ชายชราผู้นั้นอย่างนอบน้อม แต่ในใจกลับตื่นตัวถึงขีดสุด

อาวุโสผางจัวปรายตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกล่าวกับซ่งเจี๋ยด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งแต่ทรงอำนาจ "อาการดีขึ้นเป็นเพียงการระงับพิษไว้ชั่วคราวเท่านั้น...ยังไม่ใช่การรักษา"

คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวซูเม่ยแข็งค้างไปทันที!

"ท่านอาวุโส...ท่านหมายความว่าอย่างไร!?"

ผางจัวหันมาเผชิญหน้ากับทุกคนในห้อง "ท่านแม่ทัพใหญ่...อาการป่วยของท่านไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ...แต่ท่านถูกพิษ...เป็นพิษร้ายที่ออกฤทธิ์ช้าๆ และกัดกินลมปราณจากภายใน...เป็นพิษที่ผสมผสานระหว่างสมุนไพรหลายชนิดอย่างชาญฉลาด...พิษที่แม้แต่ตัวข้าเอง...ก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต!"

เปรี้ยง!

คำวินิจฉัยนั้นไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงกลางจวนแม่ทัพ!

"ยาพิษ!!!" ซ่งเจี๋ยคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวจนสุดขีด! เขาตบลงบนเตียงเสียงดังลั่น! "ใคร! ใครมันกล้าลอบวางยาข้าในจวนของข้าเอง!"

บรรยากาศในห้องพลันเต็มไปด้วยจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัว!

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงคุกเข่าอยู่อย่างสงบนิ่ง นางสวมบทบาทของบุตรสาวผู้ตื่นตระหนกและหวาดกลัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ภายในใจของนางกลับกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเลือดเย็น

'หุบเขาหมื่นพิษ...คาดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะไปเชิญอสรพิษเฒ่าตัวนี้เข้ามาในบ้าน...แต่ก็ดี...'

'...ตรวจพบว่าเป็นพิษ...แต่ไม่รู้จักชนิด...แสดงว่าความรู้ของข้ายังคงเหนือกว่าคนในยุคนี้'

'ส่วนเรื่องหลักฐาน...ข้าไม่เคยทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...'

"ไปสืบมา!" ซ่งเจี๋ยตวาดลั่น "พลิกแผ่นดินหาตัวคนร้ายมาให้ข้า! ข้าจะฉีกเนื้อของมันออกมาเป็นชิ้นๆ!"

ซ่งหว่านเอ๋อร์ก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่มองไม่เห็น...อยากจะสืบงั้นรึ? ก็ลองดู......ข้าจะรอดูละครโรงนี้อย่างใจเย็น...

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์