พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 9

ตอนที่ 9 สำเร็จไปหนึ่งภารกิจ

เสียงกรีดร้องแหลมสูงของบ่าวหญิงนางหนึ่งดังขึ้นจนแสบแก้วหู มันฉีกกระชากความสงบยามเช้ามืดของย่านเริงรมย์จนขาดสะบั้น ประตูห้องพักชั้นบนสุดของหอนางโลมบุปผาโปรยถูกเปิดออก เผยให้เห็นภาพอันน่าสยดสยองที่ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นต้องเบือนหน้าหนี

เวลาผ่านไปไม่นาน ถนนหน้าหอนางโลมก็เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย

ขบวนเจ้าหน้าที่มาถึงอย่างรวดเร็วราวกับนกแร้งที่ได้กลิ่นซากศพ นำโดยมือปราบจากกองปราบเมืองหลวง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เจ้าเมืองหลินอัน ก็มาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพราะเหยื่อในครั้งนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นถึงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเสนาบดี!

ยังไม่ทันที่เจ้าเมืองจะเริ่มสืบสวน ขบวนเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางก็มาถึงอีกระลอกหนึ่ง นำโดยขุนนางจาก กรมอาญา ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม และที่น่าจับตามองที่สุดคือขุนนางจาก กรมตรวจการ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของขุนนางด้วยกันเอง การปรากฏตัวของพวกเขาบ่งบอกว่าคดีนี้มีความซับซ้อนทางการเมืองและจะถูกจับตามองในทุกฝีก้าว

เมื่อเสนาบดีจางเหวินป๋อมาถึงที่เกิดเหตุ เสียงร่ำไห้ของบุรุษวัยกลางคนที่เพิ่งสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวไปก็ดังลั่นไปทั่วบริเวณ เขาทรุดลงไปกองกับพื้น กอดร่างไร้วิญญาณของจางซื่อหยางพลางร่ำไห้ปานจะขาดใจ ความหวังและความทะเยอทะยานทางการเมืองทั้งหมดของเขา...ได้พังทลายลงพร้อมกับลมหายใจของบุตรชาย

ข่าวการฆาตกรรมสะเทือนขวัญแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว มันคือหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในทุกตลาด ทุกโรงเตี๊ยม และทุกจวนขุนนาง...คุณชายใหญ่ตระกูลจาง ว่าที่เจ้าบ่าวของคุณหนูสามตระกูลซ่ง ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมก่อนวันแต่งงานเพียงสองวัน!

ณ จวนแม่ทัพใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าบ่าวไพร่ต่างจับกลุ่มซุบซิบนินทากันเสียงเบา

ในเรือนจื่อเวย ซ่งหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งพิจารณาชุดวิวาห์สีแดงสดที่ถูกส่งมาให้เมื่อวานนี้อย่างสงบ ใบหน้าของนางเรียบเฉยจนน่าประหลาด ราวกับว่าข่าวลืออื้อฉาวนอกจวนนั้นไม่ได้ระคายเคืองโสตประสาทของนางเลยแม้แต่น้อย

ปัง!

ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างของฮูหยินใหญ่หลิวซูเม่ยปรากฏขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือด นางวิ่งตรงเข้ามาหาบุตรสาวด้วยท่าทีที่ร้อนรนที่สุด

“หว่านเอ๋อร์! หว่านเอ๋อร์! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ หันไปมองมารดา แสร้งทำสีหน้าฉงนสงสัยอย่างสมจริง “ท่านแม่...มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงรีบร้อนนัก?”

“คุณชายจาง...” หลิวซูเม่ยหอบหายใจอย่างหนัก “จางซื่อหยาง...เขา...เขาตายแล้ว! ถูกฆ่าตายที่หอนางโลมเมื่อคืนนี้!”

ดวงตาของซ่งหว่านเอ๋อร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือเรียวขาวของนางยกขึ้นปิดปากด้วยท่าทีตื่นตระหนก ร่างของนางเซถอยหลังไปก้าวหนึ่งราวกับรับข่าวร้ายไม่ไหว

“อะไรนะเจ้าคะ!?”

“จริงหรือเจ้าคะท่านแม่!?”

การแสดงอันสมบูรณ์แบบของนางทำให้หลิวซูเม่ยรีบโผเข้ามากอดปลอบบุตรสาวทันที “ไม่ต้องตกใจไปนะลูกแม่...ไม่ต้องตกใจ...”

นางกอดร่างที่สั่นเทาเล็กน้อยของบุตรสาวไว้แน่น พลางลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก...ในที่สุด...ฝันร้ายของบุตรสาวก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว

ซ่งหว่านเอ๋อร์ซบหน้าลงกับไหล่ของมารดา ปล่อยให้นางกอดปลอบโยนต่อไป แต่ดวงตาของนางที่หลิวซูเม่ยมองไม่เห็นนั้น...กลับไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย มันมีเพียงความเย็นชา...ความพึงพอใจ...และการคำนวณแผนการในขั้นต่อไป

ข่าวแพร่เร็วกว่าที่คิด การมาของกรมตรวจการเป็นตัวแปรที่น่าสนใจ...แต่ไม่เป็นไร...ส่วนแรกของแผนการลุล่วงไปแล้ว

การแต่งงานสิ้นสุดลงแล้ว...แต่ละครที่แท้จริง...เพิ่งจะเปิดม่านเท่านั้น

ภายในห้องพักของหอนางโลมบุปผาโปรยที่บัดนี้ถูกปิดล้อมโดยกองกำลังทหารของเมืองหลวง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดของการสืบสวนคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ

เจ้าเมืองสวี่จิ้น ยืนกุมขมับอยู่กลางห้อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด การต้องมารับมือกับคดีที่เกี่ยวข้องกับบุตรชายเสนาบดีและว่าที่บุตรเขยของแม่ทัพใหญ่ พร้อมกับถูกจับตามองโดยขุนนางจากกรมอาญาและกรมตรวจการที่ถูกส่งมาจากส่วนกลางนั้น...มันคือฝันร้ายที่เขาไม่อยากเจอที่สุด

ข้างกายเขาคือ กัวเฟย มือปราบหนุ่มใหญ่ผู้เป็นคนสนิทและเป็นยอดฝีมือด้านการสืบสวนที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองหลวง กัวเฟยไม่ได้สนใจเหล่าขุนนางที่ยืนกดดันอยู่ เขาคุกเข่าลงพิจารณาที่เกิดเหตุอย่างละเอียดด้วยสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี

เจ้าหน้าที่พิสูจน์ศพคนหนึ่งเดินเข้ามารายงานด้วยความนอบน้อม

“เรียนท่านเจ้าเมือง จากการชันสูตรเบื้องต้น คุณชายจางเสียชีวิตจากการเสียเลือดมาก บาดแผลเกิดจากวัตถุมีคมขนาดเล็กที่ปาดเข้าที่ลำคอเป็นแผลฉกรรจ์เพียงแผลเดียวขอรับ ส่วนนางคณิกาผู้นั้นเพียงแค่สลบไป บนร่างกายมีรอยฟกช้ำจากการต่อสู้เล็กน้อย แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตขอรับ”

ขุนนางจากกรมอาญาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ก็ชัดเจนแล้วนี่ท่านเจ้าเมือง! คงเป็นการทะเลาะวิวาทกันรุนแรง นางคณิกาอาจจะพลั้งมือใช้เศษกระเบื้องแทงคุณชายจางจนถึงแก่ความตาย แล้วนางก็ตกใจจนสลบไป ควรจะรีบจับกุมนางไปสอบสวนและปิดคดี!”

เจ้าเมืองสวี่จิ้นกำลังจะคล้อยตามเพื่อตัดความยุ่งยาก แต่กัวเฟยกลับลุกขึ้นยืนและเอ่ยขัดขึ้นมาเสียงเรียบ

“ท่านเจ้าเมือง...ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”

ทุกคนหันไปมองเขาทันที

กัวเฟยชี้ไปที่เศษกระเบื้องที่กระจายอยู่บนพื้น “เศษกระเบื้องพวกนี้...มันดูกระจายตัวเป็นระเบียบเกินไปหน่อยขอรับ ราวกับมีคนจงใจวางไว้ให้ดูเหมือนว่าชามมันตกแตกตรงนี้”

เขาเดินไปชี้ที่ร่างของนางคณิกา “และตำแหน่งที่นางล้มลง...มันห่างจากร่างของคุณชายจางเกินไป หากเป็นการต่อสู้กันจริง นางควรจะล้มอยู่ใกล้กว่านี้ ที่สำคัญ...คุณชายจางรูปร่างใหญ่โต แต่บนร่างกายกลับไม่มีร่องรอยการป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย...มันแปลก”

ขุนนางกรมอาญาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เจ้าจะบอกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่เห็นรึ? อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยมือปราบกัว รีบปิดคดีตามหลักฐานคือสิ่งที่ควรทำที่สุด!”

กัวเฟยไม่ได้โต้เถียง เขาก้มลงไปพิจารณาร่างของนางคณิกาที่ยังสลบไสลอยู่อีกครั้งอย่างเงียบๆ ขณะที่คนอื่นๆ กำลังถกเถียงกันถึงเรื่องผลกระทบทางการเมือง สายตาของเขาก็พลันไปสะดุดกับบางสิ่งที่คนอื่นมองข้าม...

รอยจุดแดงเล็กๆ...เล็กเท่าปลายเข็ม...ซ่อนอยู่ในไรผมบริเวณท้ายทอยของนางคณิกา

หัวใจของยอดมือปราบกระตุกวูบ!

เขาไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่ลุกขึ้นยืนและถอยออกมาจากที่เกิดเหตุอย่างเงียบงัน ความคิดในหัวของเขากำลังปะติดปะต่อเรื่องราวใหม่ทั้งหมด

ไม่ใช่การทะเลาะวิวาท...ไม่ใช่การพลั้งมือ...

นี่คือการจัดฉาก...

ภาพเหตุการณ์จำลองปรากฏขึ้นในหัวของเขา...มีบุคคลที่สามอยู่ในห้องนี้ บุคคลที่สามารถทำให้คนสองคนหมดสติได้โดยไม่มีใครรู้ตัว ก่อนจะลงมือฆ่าและจัดฉากทั้งหมดอย่างใจเย็นและเลือดเย็นที่สุด

บุคคลที่เคลื่อนไหวราวกับภูตพราย...และมีความรู้เรื่องจุดชีพจรของมนุษย์เป็นอย่างดี

กัวเฟยเหลือบมองไปยังทิศทางของจวนแม่ทัพใหญ่และจวนเสนาบดีกรมพิธีการที่กำลังวุ่นวายกับการยกเลิกงานแต่งงาน

คดีนี้...ซับซ้อนกว่าที่ทุกคนคิดนัก

ข่าวการตายของจางซื่อหยางและการยกเลิกงานวิวาห์กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเมืองหลวง มันคือการหย่อนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำที่ดูสงบนิ่ง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความวุ่นวายที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกไปในทุกวงการ

ณ จวนแม่ทัพใหญ่ บรรยากาศอึมครึมและกดดันจนน่าอึดอัด

ในห้องโถงใหญ่ แม่ทัพซ่งเจี๋ยผู้เป็นเจ้าของจวนกำลังยืนกอดอก ใบหน้าของเขาดำคล้ำราวกับท้องฟ้าก่อนพายุจะเข้า ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดอยู่ในแววตา เขาไม่ได้โกรธที่ว่าที่บุตรเขยตาย แต่โกรธที่แผนการสร้างพันธมิตรทางการเมืองของตนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ!

“ไห่หยวนจาง...หรือจะเป็น...เฟิงเฉินหนาน...” เขาคำรามในลำคอ ในสายตาของเขา มีเพียงมหาเสนาบดีทั้งสองเท่านั้นที่มีเหตุจูงใจและขีดความสามารถพอที่จะลงมือทำเรื่องเช่นนี้ได้

อนุภรรยาทั้งสองและบุตรของพวกเขานั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใดๆ

จ้าวเหมยหลิน (อนุรอง) ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่แทบจะเก็บไว้ไม่อยู่ ‘ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก...’ นางคิดในใจอย่างเย้ยหยัน ‘การแต่งงานครั้งนี้คือโซ่ตรวนเส้นใหม่ที่จะมัดอำนาจของฝ่ายฮูหยินใหญ่ให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่บัดนี้โซ่ตรวนนั้นได้ขาดสะบั้นลงแล้ว ซ้ำร้ายซ่งหว่านเอ๋อร์ยังกลายเป็นของมีตำหนิที่ยากจะหาคู่ครองที่ดีได้อีก...นี่คือโอกาสทองของข้ากับจื่อเหวินอย่างแท้จริง!’

ในขณะเดียวกัน หลี่รั่วซี (อนุสาม) ก็เผลอเชิดมุมปากขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกสมน้ำหน้า ‘สมควรแล้ว!’ นางคิดอย่างสะใจ ‘ตระกูลแม่ทัพซ่งอันยิ่งใหญ่เกือบจะต้องลดตัวไปดองกับตระกูลที่ไร้เกียรติเช่นนั้น ช่างน่าอัปยศสิ้นดี! ในที่สุดสวรรค์ก็มีตาที่ไม่ยอมให้เรื่องน่าขายหน้านี้เกิดขึ้น’

ไม่นานนัก ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ถูกเรียกตัวมายังห้องโถงใหญ่

นางเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ดูซีดเซียวและเปราะบาง ดวงตายังคงบวมแดงเล็กน้อยจากการ "ร้องไห้" เมื่อเช้านี้

“การแต่งงานสิ้นสุดลงแล้ว” ซ่งเจี๋ยเอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของบุตรสาว “เจ้ารู้สึกดีใจหรือไม่?”

“ท่านพ่อ...ข้า...ข้าสับสนไปหมดเจ้าค่ะ...เกิดเรื่องน่ากลัวเช่นนี้ขึ้น...ข้าไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไร” นางตอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซ่งเจี๋ยจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญ “ไร้ประโยชน์! กลับเรือนของเจ้าไปซะ อย่าได้ออกมาสร้างความวุ่นวายอีก!”

ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินกลับเรือนพักของตนเองอย่างเงียบๆ ประตูห้องปิดลงพร้อมกับใบหน้าอันโศกเศร้าที่เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยในทันที

ชิงเหลียนรีบรินชาร้อนๆ มาให้นางด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู อย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ”

นางรับถ้วยชามาถือไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ฝ่ามือ ก่อนที่ชิงเหลียนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่เบาลงราวกับกระซิบ “คุณหนูเจ้าคะ...เมื่อครู่บ่าวได้ยินพวกบ่าวในครัวเขาคุยกัน...น่ากลัวยิ่งนักเจ้าค่ะ”

“เรื่องอันใดรึ?” ซ่งหว่านเอ๋อร์ถามเรียบๆ

“พวกเขาว่ากันว่า...คดีของคุณชายจาง...ทางการส่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองหลวงมาดูแลด้วยตนเองเลยนะเจ้าคะ...มือปราบที่ชื่อ...กัวเฟย” ชิงเหลียนตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยชื่อนี้ “ใครๆ ก็ว่ามือปราบผู้นี้มีสายตาดุจเหยี่ยว ไม่เคยมีคดีไหนที่ผ่านมือเขาไปแล้วจับคนร้ายไม่ได้...น่ากลัวจริงๆ ที่เรื่องนี้จะมาพัวพันกับจวนของเรา”

ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับช้าๆ จิบชาในถ้วยอย่างสงบ “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าอยากพักผ่อนเงียบๆ”

เมื่อชิงเหลียนออกไปแล้ว นางก็วางถ้วยชาลง ดวงตาฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกล้ำ

ขั้นที่หนึ่งสำเร็จ...หมากตัวที่น่ารำคาญที่สุดถูกกำจัดไปแล้ว ท่านพ่อพุ่งเป้าความสงสัยไปที่ศัตรูของเขาทั้งหมด...เป็นไปตามที่คาด

แต่ก็มีตัวแปรใหม่ที่น่ากังวล...มือปราบกัวเฟยคนนั้น... บัดนี้นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหัวใจจึงรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาบ้าง เขาไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกด้วยฉากละครตื้นๆ

นางรู้ดีว่าการลอบสังหารได้ทิ้งร่องรอยไว้เสมอไม่ว่าจะพยายามลบมันดีแค่ไหนก็ตาม และตอนนี้นางก็ได้สร้างศัตรูที่มองไม่เห็นขึ้นมาอีกคนหนึ่งแล้ว...ศัตรูที่ทำงานด้วยหลักฐานและเหตุผล

ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินไปที่โต๊ะหนังสือของนางอย่างครุ่นคิด แผนการทำให้บิดาเป็นอัมพาตยังต้องดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้ความรู้ของนางยังไม่เพียงพอ

“ชิงเหลียน” นางเรียกสาวใช้ที่อยู่หน้าประตูอีกครั้ง

“เจ้าคะ คุณหนู”

“ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย...อยากจะขอยืมตำราแพทย์จากห้องหนังสือของท่านพ่อมาอ่านเพิ่มเติม...บอกท่านหัวหน้าพ่อบ้านว่าเผื่อจะช่วยให้ใจของข้าสงบลงได้”

การขอยืมตำราแพทย์ของคุณหนูผู้ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญมานั้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

แต่เป้าหมายที่แท้จริงของนางคือการศึกษาเรื่องยาถอนพิษและวิธีควบคุมฤทธิ์ของปัวเหอที่นางใช้...เผื่อว่ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมานางจะต้องแก้ไขได้ทันท่วงที และที่สำคัญที่สุดคือนางต้องเข้าใจศาสตร์การแพทย์ของยุคนี้ให้ลึกซึ้ง เพื่อรับมือกับหมอหลวงหรือแม้แต่มือปราบที่อาจจะเข้ามาสืบสวนอาการป่วยของบิดาของนางในอนาคต

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาของนางทอประกายลึกล้ำ

การฆ่าคนนั้นง่าย...แต่การควบคุมผลลัพธ์...ยากกว่านั้นมาก

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์