ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 เจ็ดวันแห่งความเงียบ
เวลาผ่านไปราวกับสายน้ำไหล เจ็ดวันเต็มๆ นับตั้งแต่การตายของจางซื่อหยาง
สำหรับซ่งหว่านเอ๋อร์แล้ว เจ็ดวันนี้คือช่วงเวลาแห่งความสงบอันมีค่าที่สุด นางใช้ทุกวินาทีไปกับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นภายในกำแพงเรือนจื่อเวยอันเงียบเชียบของตนเอง
ยามรุ่งอรุณ นางจะฝึกฝนร่างกายด้วยท่าทางที่คนภายนอกไม่มีวันเข้าใจ มันคือการผสานศาสตร์การยืดหยุ่นของโลกเก่าเข้ากับการโคจรลมปราณของโลกใหม่ บัดนี้กระแสลมอุ่นในตันเถียนไม่ได้เป็นเพียงลำธารเล็กๆ อีกต่อไป แต่มันคือแม่น้ำที่เชี่ยวกรากพร้อมจะถูกชักนำไปใช้ได้ทุกเมื่อ ทำให้พละกำลังและความเร็วของนางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ยามบ่าย นางจะขลุกตัวอยู่กับตำราแพทย์ที่ขอยืมมาจากห้องหนังสือของบิดา สมองของสายลับอันดับหนึ่งดูดซับความรู้ราวกับฟองน้ำ นางไม่ได้เพียงแค่อ่านจำ แต่กำลังวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และผสมผสานความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ากับทฤษฎีสมุนไพรและจุดชีพจรของยุคนี้อย่างลึกซึ้ง นางกำลังสร้างองค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่เป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะเรื่องยาพิษและยาถอนพิษ...นางศึกษามันอย่างละเอียดที่สุด
ในสายตาของคนในจวน คุณหนูสามผู้บอบช้ำจากเหตุการณ์ร้ายแรง กำลังหาความสงบจากการอ่านตำราแพทย์...เป็นภาพที่ดูน่าเห็นใจและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
แต่ในขณะที่โลกของซ่งหว่านเอ๋อร์เต็มไปด้วยความสงบและการพัฒนา โลกภายนอกกลับกำลังลุกเป็นไฟ
คดีฆาตกรรมคุณชายจางยังคงปิดไม่ลง!
มือปราบกัวเฟยแม้จะสงสัยว่าเป็นการจัดฉาก แต่ที่เกิดเหตุนั้นสะอาดเกินไป เขาไม่พบร่องรอยของบุคคลที่สาม ไม่มีหลักฐานใหม่ ไม่มีพยานรู้เห็น ทำให้การสืบสวนหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง
ความล่าช้านี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่เสนาบดีจางเหวินป๋อ เขาผู้สูญเสียบุตรชายและพันธมิตรทางการเมืองไปในคราวเดียว ได้ใช้คราบน้ำตาเป็นอาวุธร่ำไห้กลางท้องพระโรง กล่าวโทษการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของเจ้าเมืองหลินอันและกรมอาญาอย่างเผ็ดร้อน สร้างแรงกดดันมหาศาลไปทั่วราชสำนัก
ในที่สุด เรื่องก็ร้อนไปถึงพระที่นั่งขององค์จักรพรรดิ
เพื่อระงับความขุ่นเคืองของขุนนางคนสำคัญและรักษาเสถียรภาพของเมืองหลวง องค์จักรพรรดิจึงมีราชโองการที่ทำให้ทุกคนต้องหนาวสะท้าน...
“ให้เวลาเจ้าเมืองหลินอันและกรมอาญาอีกสิบห้าวันในการจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้! หากยังไม่สำเร็จ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกลงทัณฑ์สถานหนัก!”
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่ามันเดินทางมาถึงหูของซ่งหว่านเอ๋อร์ผ่านปากของชิงเหลียน
นางรับฟังข่าวสารทั้งหมดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ขณะที่ในใจกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเลือดเย็น
แรงกดดันจากเบื้องบนจะทำให้การสืบสวนวุ่นวายและรีบร้อนมากขึ้น พวกเขาจะยิ่งมองหาแพะรับบาปที่ชัดเจน...ซึ่งนั่นไม่ใช่ข้า
ซ่งหว่านเอ๋อร์เหลือบมองตำราแพทย์ในมือที่เปิดค้างไว้ในหน้าของสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างช้าๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
ยิ่งพวกเขาวุ่นวายกับการไล่จับเงาของฆาตกร...ก็ยิ่งมีเวลาน้อยลงที่จะมาสนใจความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ภายในจวนแม่ทัพ
พายุที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอก...คือฉากกั้นที่ดีที่สุดสำหรับแผนการของข้า
ในวันต่อมา เสียงโครมครามดังสนั่นขึ้นกลางห้องโถงว่าการของจวนแม่ทัพใหญ่ ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความตกใจของเหล่ารองแม่ทัพและนายทหารคนสนิท
ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพซ่งเจี๋ยทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างกะทันหัน ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้กลับเบิกกว้างอย่างสับสนและเลื่อนลอย เขากำมือทุบหน้าอกของตนเองราวกับหายใจไม่ออก ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบลง
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ!”
“เร็ว! ไปตามท่านหมอ! เร็วเข้า!”
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในทันที จวนแม่ทัพใหญ่ที่เคยน่าเกรงขามและเป็นระเบียบ บัดนี้กลับวุ่นวายราวกับรังมดที่ถูกทำลาย บ่าวไพร่และทหารยามวิ่งกันให้วุ่น หมอประจำตระกูลและหมอหลวงที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงถูกตามตัวมาอย่างเร่งด่วน พวกเขาวิ่งเข้าวิ่งออกห้องพักของซ่งเจี๋ยกันเป็นว่าเล่น แต่ละคนล้วนมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและกังวล
ข่าวการล้มป่วยอย่างกะทันหันของแม่ทัพใหญ่ซ่งเจี๋ยแพร่สะพัดออกไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง มันกลายเป็นคลื่นลูกที่สองที่ซัดกระหน่ำเมืองหลวงที่กำลังวุ่นวายจากคดีฆาตกรรมของคุณชายจางอยู่แล้ว
ณ หน้าห้องนอนของซ่งเจี๋ย บรรดาภรรยาและบุตรธิดาต่างมารวมตัวกันด้วยความร้อนใจ
หลิวซูเม่ยผู้เป็นฮูหยินใหญ่ร้องไห้จนตาบวมแดงด้วยความเป็นห่วงสามีอย่างแท้จริง ขณะที่อนุภรรยาทั้งสองก็แสดงสีหน้าวิตกกังวลออกมาเช่นกัน แต่ในใจกลับคิดคำนวณถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมาอย่างรวดเร็ว
ซ่งหว่านเอ๋อร์ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ใบหน้าของนางซีดเผือดและแววตาเต็มไปด้วยความ "เป็นห่วง" ไม่ต่างจากคนอื่นๆ นางคือบุตรสาวผู้กตัญญูที่กำลังรอฟังข่าวอาการของบิดาอย่างใจจดใจจ่อ...เป็นการแสดงที่ไร้ที่ติ
ในที่สุด ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างของท่านหมอหลวงที่ชราที่สุดเดินออกมาด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย
“ท่านหมอ! ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง!?” ซ่งจื่อเหวินรีบปรี่เข้าไปถามเป็นคนแรก
ท่านหมอหลวงส่ายหน้าช้าๆ “เรียนทุกท่าน...อาการของท่านแม่ทัพ...แปลกประหลาดมากขอรับ”
“แปลกประหลาดอย่างไร!?” หลี่รั่วซีถามเสียงดังอย่างร้อนรน
“ชีพจรของท่านเต้นอ่อนและสับสน ร่างกายอ่อนเพลียอย่างรุนแรงราวกับถูกสูบพลังชีวิตไป แต่ข้าพเจ้า...และหมอท่านอื่นๆ...กลับตรวจหาสาเหตุของโรคไม่พบ ไม่มีร่องรอยของยาพิษที่พวกเรารู้จัก ไม่มีอาการของโรคภัยไข้เจ็บใดๆ มันเหมือนกับว่า...ร่างกายของท่านแม่ทัพกำลังทรุดโทรมลงด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว”
คำวินิจฉัยที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้นี้สร้างความสับสนงุนงงให้แก่ทุกคน พวกเขาทำได้เพียงให้ยาบำรุงที่ดีที่สุดและเฝ้ารอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
ข่าว "อาการป่วยปริศนา" ของซ่งเจี๋ยได้สั่นสะเทือนราชสำนักเยว่ทั้งแผ่นดิน ขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันมาเยี่ยมเยียนเพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์ มหาเสนาบดีฝ่ายขวาไห่หยวนจางมาด้วยตนเองพร้อมกับใบหน้าที่ดู "เป็นห่วง" แต่ในใจคงกำลังเฉลิมฉลองที่คู่แข่งคนสำคัญหมดสภาพไป ส่วนทางจวนมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เฟิงเฉินหนานเมื่อได้ทราบข่าวก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย...เรื่องทุกอย่างมันประจวบเหมาะเกินไป
ในห้องพักอันเงียบสงบของนาง ซ่งหว่านเอ๋อร์นั่งลงจรดพู่กันคัดอักษรอย่างสงบ นางรับฟังข่าวความวุ่นวายทั้งหมดจากชิงเหลียนด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
แผนการของนางสำเร็จไปอีกขั้น...บิดาของนางถูกทำให้เป็นอัมพาตทางการเมืองและทางกายภาพ เขาไม่สามารถดำเนินแผนการชิงอำนาจใดๆ ได้อีกต่อไป และนางก็เป็นอิสระจากพันธะการแต่งงานแล้ว
ทว่า...นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ
ซ่งหว่านเอ๋อร์วางพู่กันลง นางมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับทอประกายลึกล้ำ
พยัคฆ์ได้หลับใหลอยู่ในถ้ำแล้ว...แต่เสียงคำรามของมันได้ปลุกให้หมาป่าและอสรพิษทั่วทั้งเมืองหลวงตื่นตัว
ความสงบสุขจอมปลอมนี้...คงอยู่ได้อีกไม่นาน
เจ็ดวันหลังจากแม่ทัพใหญ่ซ่งเจี๋ยล้มป่วยลง จวนแม่ทัพก็ตกอยู่ในสายตาของทุกขั้วอำนาจในเมืองหลวง และในที่สุด บุคคลที่ทุกคนต่างจับตามองก็มาเยือน
ขบวนรถม้าเรียบง่ายแต่แฝงความสูงส่งมาจอดลงที่หน้าประตูจวน พร้อมกับการปรากฏตัวของมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เฟิงเฉินหนาน
การมาของเขาอยู่ในฐานะ "การเยี่ยมเยียนอาการป่วยของสหายร่วมราชสำนัก" ซึ่งเป็นไปตามมารยาททุกประการ แต่ทุกคนรู้ดีว่าการมาครั้งนี้มีความหมายมากกว่านั้น ซ่งจื่อเหวิน คุณชายใหญ่ผู้รักษาการณ์แทนบิดา ออกมาต้อนรับด้วยตนเองพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตร ทั้งสองทักทายกันด้วยถ้อยคำที่สุภาพงดงาม แต่แฝงด้วยการหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน
เฟิงเฉินหนานถูกนำทางเดินผ่านอุทยานของจวนเพื่อไปยังเรือนรับรอง เขาไม่ได้เอ่ยปากถามถึงอาการของท่านแม่ทัพอย่างร้อนรน แต่กลับใช้ดวงตาคมกริบคู่สวยของเขากวาดสำรวจทุกสิ่งรอบกายอย่างเงียบๆ เขามาที่นี่เพื่อตามหา "พยัคฆ์อีกตัว" ที่ซ่อนอยู่ในจวนแห่งนี้...พยัคฆ์ที่เป็นผู้ลงมือสังหารจางซื่อหยางและทำลายสมดุลอำนาจทั้งหมด
"ท่านมหาเสนาบดีเฟิง ทางนี้ขอรับ" เสียงทุ้มนุ่มของซ่งจื่อเหวินดังมาจากศาลาเรือนรับรองที่อยู่ลึกเข้าไปในอุทยาน เฟิงเฉินหนานไม่ได้แสดงความกระวนกระวายที่จะสอบถามถึงอาการของท่านแม่ทัพผู้เฒ่า เขาก้าวเดินอย่างสง่างาม ดวงตาคมกริบคู่สวยกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบกายอย่างเงียบเชียบ ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้น
ขณะที่เดินเลี้ยวผ่านพุ่มดอกไม้หอม ซ่งจื่อเหวินก็ผายมือไปยังศาลาที่อยู่ไม่ไกลนัก
เฟิงเฉินหนานชะงักเท้าเล็กน้อย ดวงตาของเขามองตรงไปยังศาลาริมสระบัวเบื้องหน้า เห็นร่างบอบบางในชุดสีอ่อนนั่งอยู่บนตั่งหินอ่อน หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำราวกับกำลังพิจารณาดอกบัวในสระอย่างตั้งใจ ข้างกายมีสาวใช้ยืนอยู่ห่างๆ ท่าทางเงียบสงบและดูอ่อนโยนนั้นช่างแตกต่างจากบรรยากาศตึงเครียดในจวน
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ซ่งจื่อเหวินก็เอ่ยแนะนำจากระยะห่าง โดยที่ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงก้มหน้าอยู่มองแค่ปลายเท้าของเขา "ท่านมหาเสนาบดีเฟิง นี่คือ ซ่งหว่านเอ๋อร์ น้องสามของข้าพเจ้า"
ซ่งหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแต่ก็เป็นมุมที่ทั้งคู่มองหน้ากันไม่ถนัดตา ตามเสียงเรียกของพี่ชาย นางรีบลุกขึ้นยืนและยอบกายลงเล็กน้อยคารวะบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างนอบน้อม แม้จะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาโดยตรง "คารวะท่านมหาเสนาบดีเจ้าค่ะ" เสียงของนางแผ่วเบาราวกับกระซิบ
"ตามสบายเถิดคุณหนูซ่ง" เฟิงเฉินหนานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตาของเขาสังเกตการณ์ท่าทางของนางอย่างละเอียด แต่ไม่ได้จ้องมองจนเสียมารยาท "ข้าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับจวนท่านแล้ว ขอแสดงความเสียใจด้วย"
"ขอบคุณท่านมหาเสนาบดีที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ...ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วนัก...ข้ายังคง..." นางเว้นคำพูดไปเล็กน้อย ราวกับกำลังควบคุมอารมณ์ "ยังคงรู้สึกใจหายอยู่บ้างเจ้าค่ะ" นางหลุบตาลงต่ำอีกครั้ง มองไปยังพื้นศาลาอย่างระมัดระวัง
เฟิงเฉินหนานไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เขามองไปยังบรรยากาศรอบๆ ศาลา เห็นความเงียบสงบของอุทยานที่รายล้อม เห็นร่องรอยของความวุ่นวายที่เพิ่งผ่านพ้นไปในจวนตระกูลซ่ง
"จวนแม่ทัพคงมีเรื่องให้จัดการมากมาย หวังว่าคุณหนูซ่งจะดูแลสุขภาพให้ดี" เขาเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
"ขอบพระคุณท่านมหาเสนาบดีเจ้าค่ะ ข้าจะพยายามมิให้เป็นภาระแก่ท่านพ่อไปมากกว่านี้" นางตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความกังวล
หลังจากสนทนากันเพียงเล็กน้อย ซ่งจื่อเหวินก็เชิญเฟิงเฉินหนานไปยังเรือนรับรองเพื่อพักผ่อน โดยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมท่านแม่ทัพที่ยังคง "พักฟื้น" อยู่ในห้องส่วนตัว
ขณะที่เดินจากศาลาริมสระบัวไป เฟิงเฉินหนานครุ่นคิดในใจ เงาร่างบอบบางของคุณหนูสามเมื่อครู่ยังคงติดตา เขาไม่เห็นความโศกเศร้าที่แท้จริง แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่ผิดปกติ ราวกับนางกำลังซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ภายใต้ท่าทางที่อ่อนแอ เสียดายไม่เห็นใบหน้า
ส่วนซ่งหว่านเอ๋อร์ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของบุรุษสูงสง่าที่เดินลับหายไปกับพี่ชาย เมื่อเงาของพวกเขาพ้นจากสายตาไปแล้ว ดวงตาที่เคยหลุบต่ำก็เงยขึ้น แววตาคู่นั้นกลับกลายเป็นคมกริบและเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
เฟิงเฉินหนาน...สัมผัสได้ถึงความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีนอบน้อมนั้น...การมาของเขาในวันนี้...เป็นการสืบหา "เงา" ที่แท้จริง...และดูเหมือนว่า...เขาจะเริ่มมองเห็นเค้ารางของเงานั้นบ้างแล้ว
◆ ─── ◆