พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 8

ตอนที่ 8 เงาปะทะเงา

สวนสาธารณะหลวงในยามราตรีเงียบสงัดราวกับป่าช้า แสงจันทร์เลือนรางที่ลอดผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมา ทำให้เกิดเงาตะคุ่มที่ดูน่าหวาดหวั่น ซ่งหว่านเอ๋อร์เคลื่อนไหวราวกับวิญญาณ นางเลือกต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านสาขาซับซ้อนที่สุดเป็นจุดซ่อนตัว ก่อนจะควบคุมลมหายใจของตนเองจนแทบจะกลืนหายไปกับความมืด

ไม่นานนัก เงาร่างสองสายในชุดสีดำสนิทก็เคลื่อนตัวเข้ามาในสวนอย่างระมัดระวัง พวกเขาคือเงาหนึ่งและเงาสอง มือสังหารในสังกัดของมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ฝีเท้าของพวกเขานั้นเบาและเงียบเชียบ บ่งบอกถึงการฝึกฝนที่ไม่ธรรมดา แต่เมื่อเทียบกับซ่งหว่านเอ๋อร์แล้ว พวกเขายังคงทิ้งร่องรอยไว้มากเกินไป

“มันหายไปไหน?” เงาสองกระซิบถาม สอดส่ายสายตาไปรอบๆ

“ระวังตัวด้วย มันไม่ธรรมดา” เงาหนึ่งตอบ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วทุกเงาที่น่าสงสัย

ทันใดนั้น!

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

เข็มเงินสามเล่มพุ่งออกมาจากเงามืดบนต้นไม้ มันไม่ได้เล็งจุดตาย แต่พุ่งเข้าใส่จุดชีพจรบนท่อนแขนและหัวไหล่ของชายทั้งสองด้วยความเร็วสูง!

“เคร้ง!”

เงาหนึ่งและเงาสองตวัดดาบขึ้นป้องกันได้อย่างฉิวเฉียด ปัดป้องเข็มเงินไปได้สองเล่ม แต่อีกหนึ่งเล่มก็ยังสามารถเฉือนเข้าที่แขนของเงาสองจนได้เลือดซิบๆ

“อ๊ะ!” เงาสองรู้สึกเจ็บแปลบ ตามด้วยอาการชาที่เริ่มแล่นริ้วไปตามแขน “ในเข็มมีพิษ!”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่รอให้พวกเขามีเวลาตั้งตัว นางทิ้งตัวลงมาจากกิ่งไม้ราวกับใบไม้ร่วง มีดสั้นในมือสะท้อนแสงจันทร์วูบหนึ่ง พุ่งเข้าใส่เงาหนึ่งที่ยังคงสมบูรณ์กว่าในทันที

ดาบยาวของเงาหนึ่งตวัดออกมารับการโจมตีอย่างรวดเร็ว

แคร๊ง!

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในความเงียบ ซ่งหว่านเอ๋อร์รู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ส่งผ่านมาตามใบมีดจนแขนของนางชาวาบไปทั้งแถบ กำลังภายในเหนือกว่าเรามาก!

นางรู้ทันทีว่าการปะทะซึ่งๆ หน้าคือการฆ่าตัวตาย

ร่างของนางพลิ้วไหวไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว หลบหลีกดาบที่ฟาดตามมาได้อย่างฉิวเฉียด นางไม่คิดจะสู้ตรงๆ อีกต่อไป แต่ใช้ทักษะความปราดเปรียวและวิชาตัวเบาที่ฝึกฝนมา เคลื่อนที่ไปรอบๆ ตัวของศัตรูทั้งสองราวกับภูตผี คอยหาจังหวะโจมตีจากมุมอับสายตา

เงาหนึ่งและเงาสองเริ่มหัวหมุน พวกเขาเป็นยอดฝีมือที่คุ้นเคยกับการต่อสู้ที่เปิดเผยและวัดกันที่พลัง แต่กลับไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่เคลื่อนไหวได้ลื่นไหลและใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้มาก่อน ร่างสีดำนั้นวูบวาบไปมาในเงามืด เดี๋ยวโผล่ซ้าย เดี๋ยวจู่โจมขวา สร้างความปั่นป่วนจนพวกเขาไม่อาจประสานงานกันได้อย่างเต็มที่

“เจ้าคนขี้ขลาด! ออกมาสู้กันซึ่งๆ หน้า!” เงาสองตะโกนอย่างหัวเสีย พิษที่แขนเริ่มทำให้การควบคุมดาบของเขาช้าลงเล็กน้อย

นั่นคือช่องโหว่ที่ซ่งหว่านเอ๋อร์รอคอย!

ในจังหวะที่เงาสองกำลังหงุดหงิด นางก็ดีดตัวเข้าหาจากด้านหลัง พร้อมกับซัดผงสีขาวละเอียดที่ซ่อนไว้ในฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าของเงาหนึ่งที่อยู่ใกล้กว่า!

“อึก!” เงาหนึ่งสูดผงนั้นเข้าไปเต็มๆ แม้จะเบือนหน้าหนีทัน แต่ก็รู้สึกคันคะเยอไปทั่วใบหน้าและดวงตาจนต้องถอยหลังไปตั้งหลัก

ตอนนี้เงาสองจึงเหลือตัวคนเดียวและอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์

ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย ร่างของนางพุ่งเข้าประชิดอีกครั้ง คราวนี้มีดสั้นในมือไม่ได้ปะทะกับดาบของศัตรู แต่มันกลับกรีดเฉือนไปตามเส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อเท้าของเงาสองอย่างรวดเร็วและแม่นยำ!

“อ๊ากกก!”

เงาสองร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ดาบในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายเสียการทรงตัวและทรุดลงไปกองกับพื้นทันที

เงาหนึ่งที่เพิ่งจะเช็ดหน้าล้างตาเสร็จหันกลับมาเห็นภาพนั้นก็ตกใจสุดขีด เขากระโจนเข้าใส่ซ่งหว่านเอ๋อร์ด้วยความโกรธเกรี้ยว หมายจะสังหารนางให้ได้ในดาบเดียว

แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับไม่คิดจะสู้ต่อแล้ว นางบรรลุเป้าหมายในการทำให้ศัตรูหมดสภาพการต่อสู้แล้ว นางดีดตัวถอยหลังและซัดเข็มเงินที่เหลือทั้งหมดเข้าใส่ร่างของเงาหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังและใช้วิชาตัวเบาหายลับไปในความมืดของสวนป่าช้าแห่งนี้อย่างรวดเร็ว

เงาหนึ่งปัดป้องเข็มเงินได้เพียงบางส่วน ที่เหลือฝังเข้าตามร่างกายของเขา แม้จะไม่ใช่จุดตาย แต่พิษที่รุนแรงกว่าเดิมก็เริ่มออกฤทธิ์ ทำให้เขาล้มลงข้างๆ สหายของตนได้แต่กัดฟันมองตามเงาร่างปริศนานั้นหายลับไป...

พวกเขาพ่ายแพ้...พ่ายแพ้ให้กับเงาที่พวกเขาไม่รู้แม้แต่ชื่อหรือใบหน้าที่แท้จริง

การต่อสู้ไม่ได้ตัดสินกันที่พลังเพียงอย่างเดียว...มันตัดสินกันที่สมอง...และความเหี้ยมโหด...

ซ่งหว่านเอ๋อร์คิดขณะที่กำลังลอบกลับเข้าจวนอย่างปลอดภัย

ดูเหมือนว่าคนของมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย...คงจะต้องเรียนรู้บทเรียนนี้ในไม่ช้า

เช้าวันต่อมา ณ จวนมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย

บรรยากาศภายในเรือนไม้จันทน์อันเงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นชาชั้นเลิศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น ร่างสูงสง่าของ เฟิงเฉินหนาน ยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาเรียวคมดุจใบหลิวจับจ้องไปยังร่างของคนสนิททั้งสองที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง

เขาคือมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘มันสมองของฝ่าบาท’ บุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามจนสามารถล่มเมืองได้ แต่ยามนี้บนใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับปราศจากรอยยิ้มใดๆ มีเพียงแววตาแห่งความประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อ

หม่าหลง และ หม่าหลัว...คนสนิทมือซ้ายขวาของเขา ผู้เป็นยอดฝีมือที่ทำงานให้เขามานับครั้งไม่ถ้วนและไม่เคยผิดพลาด บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาพพ่ายแพ้ยับเยิน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยเข็มเล็กๆ ที่น่ากลัว

ท่านหมอเถียน หมอหลวงประจำตระกูลผู้ชราภาพกำลังบรรจงเย็บบาดแผลสุดท้ายบนแขนของ หม่าหลัว ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย

“เรียนท่านมหาเสนาบดี” ท่านหมอเถียนเอ่ยขึ้นหลังจากตรวจดูอาการของคนทั้งสองอย่างละเอียด “บาดแผลจากคมดาบนั้นไม่ลึกนัก แสดงว่าคนร้ายไม่ได้ต้องการจะฟาดฟันโดยตรง แต่ที่น่ากลัวคือบาดแผลจากอาวุธลับลักษณะคล้ายเข็ม...มันถูกปักเข้าที่จุดเส้นชีพจรหลายแห่งเพื่อสกัดกั้นการเดินลมปราณชั่วคราว”

เฟิงเฉินหนานขมวดคิ้ว “แล้วพิษเล่า?”

“มีพิษอย่างน้อยสองชนิดขอรับ ชนิดแรกเป็นยาชาที่ออกฤทธิ์เร็วแต่ไม่รุนแรง คงจะเคลือบไว้ที่ปลายเข็มชุดแรกเพื่อลดทอนความเร็วของพวกเขาทั้งสอง ส่วนอีกชนิดเป็นผงที่ออกฤทธิ์ทำให้ผิวหนังคันคะเยอและระคายเคืองดวงตาอย่างรุนแรงเพื่อสร้างความไขว้เขว” ท่านหมอถอนหายใจ “คนผู้นี้...มีความรู้เรื่องพิษและกายวิภาคอย่างลึกซึ้ง...และที่สำคัญ...เขาไม่ได้ต้องการจะฆ่า แต่ต้องการจะทำให้หมดสภาพการต่อสู้และหลบหนีไป เป็นวิธีการที่เลือดเย็นและคำนวณมาอย่างดีเยี่ยม”

เฟิงเฉินหนานโบกมือให้ท่านหมอไปต้มยาถอนพิษ ก่อนจะหันมามอง หม่าหลง ที่พยายามจะยันกายลุกขึ้นคารวะเขา

“นอนลงเถอะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เล่าเรื่องทั้งหมดมา”

หม่าหลง เล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและเต็มไปด้วยความละอาย ตั้งแต่การเห็นเงาดำปริศนาลอบออกจากจวนแม่ทัพใหญ่ด้วยวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยม การสะกดรอยตามไปยังหอนางโลม และการถูกล่อให้เข้าไปติดกับในสวนสาธารณะหลวง

“ฝีมือการต่อสู้ของมันแปลกประหลาดมากขอรับ” หม่าหลง กล่าว “มันไม่เน้นการปะทะด้วยกำลังภายในซึ่งพวกข้ารู้สึกได้ว่ากำลังภายในของมันยังอ่อนด้อยนัก แต่กลับใช้ความเร็ว ความคล่องตัว และเล่ห์เหลี่ยมที่คาดไม่ถึง มันเคลื่อนไหวเหมือนภูตผี ใช้ความมืดเป็นอาวุธ และทุกการโจมตีหวังผลเพื่อสร้างช่องว่าง ไม่ใช่เพื่อปลิดชีพโดยตรง”

“พวกบ่าวไร้ความสามารถ ไม่อาจจับกุมหรือแม้แต่ระบุตัวตนของมันได้ ขอท่านมหาเสนาบดีโปรดลงโทษ!” หม่าหลัว กล่าวเสริมอย่างเจ็บใจ

เฟิงเฉินหนานนิ่งเงียบไปนาน ดวงตาคมกริบของเขาทอประกายล้ำลึกราวกับกำลังขบคิดปัญหาสมการที่ซับซ้อนที่สุด เขาเดินไปหยุดอยู่หน้ากระดานหมากล้อมในห้อง ก่อนจะหยิบหมากสีดำขึ้นมาหนึ่งเม็ด

ยอดฝีมือลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นจากจวนตระกูลซ่ง...

ในคืนก่อนวันวิวาห์...

ใช้วิธีการที่เหี้ยมโหดแต่คำนวณมาอย่างดี...

แปะ!

เขาบรรจงวางหมากสีดำลงบนกระดานเสียงดังลั่น

ซ่งเจี๋ย...ท่านกำลังจะเดินหมากตาสุดท้ายแล้วจริงๆ หรือ...เขาหรี่ตามองหมากบนกระดาน ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นมาในหัว

หรือว่า...ในจวนของท่าน......มีพยัคฆ์อีกตัวซ่อนอยู่กันแน่?

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์