ตอนที่ 7
ตอนที่ 7 ราตรีแรกแห่งเงา
ราตรีกาลในเมืองหลินอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมและเสียงกรับของยามที่เดินตรวจตรายามค่ำคืนเป็นครั้งคราว แต่ในความมืดมิดนั้น มีเงาหนึ่งเคลื่อนไหวได้เงียบเชียบยิ่งกว่าสายลม
ซ่งหว่านเอ๋อร์ในชุดสีดำสนิทที่นางแอบตัดเย็บขึ้นเองกำลังยืนอยู่บนกำแพงสูงของจวนแม่ทัพ ผ้าดำผืนหนึ่งปิดบังใบหน้าของนางไว้ครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงดวงตาคู่คมที่สอดส่องไปทั่วราวกับเหยี่ยวราตรี ในมือของนางไม่ได้ว่างเปล่า มีดสั้นเล่มหนึ่งที่นางแอบขโมยมาจากห้องเก็บอาวุธถูกเหน็บไว้ที่ข้อเท้าอย่างแนบเนียน และในปลอกแขนก็ซ่อนเข็มเงินหลายเล่มเอาไว้...อาวุธของนักฆ่าที่เน้นความเร็วและความเงียบ
นี่คือภารกิจภาคสนามครั้งแรกของนางในโลกใบนี้...ภารกิจลาดตระเวนและจัดหาเสบียง
นางทิ้งตัวลงจากกำแพงสูงอย่างแผ่วเบา วิชาตัวเบาที่ผสานกับลมปราณทำให้นางลงสู่พื้นดินโดยแทบไม่มีเสียงฝีเท้า ร่างของนางพุ่งทะยานไปตามเงามืดของอาคารบ้านเรือน เคลื่อนที่บนหลังคาได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นบ้านของตนเอง สภาพแวดล้อมทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในสมอง...ตรอกซอกซอยสำหรับหลบหนี, ตำแหน่งของป้อมยาม, จุดอับสายตา...เมืองหลวงทั้งเมืองคือแผนที่สามมิติในหัวของนาง
เป้าหมายที่หนึ่ง: ร้านยา
นางเลือก ‘หอโอสถไป่เฉ่า’ ร้านยาที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมือง การป้องกันของมันอาจจะแน่นหนาสำหรับโจรทั่วไป แต่สำหรับนางแล้วมันไม่ต่างจากประตูที่เปิดอ้า สลักหน้าต่างบานเล็กด้านหลังถูกปลดออกอย่างง่ายดาย ร่างของนางแทรกตัวเข้าไปด้านในได้อย่างเงียบกริบ
ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนานาชนิด นางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ความรู้ทางการแพทย์จากชาติก่อนผสมผสานกับความรู้ที่นางศึกษามาตลอดสองเดือนทำให้นางรู้ว่าต้องหยิบอะไรบ้าง
โถวอู ยาพิษที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจอย่างรุนแรง
ม่านถัวหลอ ทำให้เกิดภาพหลอนและสับสน
สมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถใช้เป็นยาสลบ, ยาชา, และยาระบายอย่างรุนแรง
รวมถึงสมุนไพรสำหรับทำยาถอนพิษพื้นฐาน
นางหยิบไปเพียงอย่างละเล็กน้อย บรรจุลงในถุงผ้าขนาดเล็กหลายใบที่เตรียมมาอย่างดี ไม่ทิ้งร่องรอยให้เห็นว่ามีสิ่งใดขาดหายไป ก่อนจะหลบออกมาอย่างเงียบเชียบ
เป้าหมายที่สอง: สะกดรอยว่าที่เจ้าบ่าว
นางมุ่งหน้าไปยังย่านเริงรมย์ที่หรูหราที่สุดของเมืองหลวง จากข้อมูลที่รวบรวมมา ‘คุณชายใหญ่จางซื่อหยาง’ มักจะมาสังสรรค์กับสหายของเขาที่นี่เป็นประจำ
ซ่งหว่านเอ๋อร์ซ่อนตัวอยู่บนหลังคาของอาคารฝั่งตรงข้าม ‘หอนางโลมบุปผาโปรย’ ไม่นานนักเป้าหมายของนางก็ปรากฏตัวขึ้น
จางซื่อหยางไม่ได้แค่ "อัปลักษณ์" แต่กิริยาของเขาน่ารังเกียจยิ่งกว่า รูปร่างอ้วนเตี้ย ใบหน้ามีรอยสิวปรุไปทั่ว ดวงตาหรี่เล็กแสดงความเจ้าเล่ห์และหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบัง เขากำลังหัวเราะเสียงดังขณะตบก้นนางคณิกาคนหนึ่งอย่างหยาบคาย และตะโกนสั่งสุราด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
“อีกไม่กี่วันข้าก็จะได้แต่งกับบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ซ่งแล้ว!” เขาโอ้อวดกับสหาย “สตรีที่งดงามปานเทพธิดา แต่ดันโง่พอที่จะกระโดดน้ำตายหนีข้า ฮ่าๆๆ สุดท้ายก็ต้องคลานกลับมาแต่งกับข้าอยู่ดี!”
ซ่งหว่านเอ๋อร์ฟังบทสนทนานั้นด้วยแววตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง นางมองจางซื่อหยางด้วยสายตาที่ใช้ประเมินเป้าหมาย...จุดอ่อนเต็มไปหมด ทั้งหยิ่งยโส, มัวเมาในสุรานารี, และประมาทเลินเล่อ...เขาเป็นเพียงขยะที่รอวันถูกกำจัด
เมื่อได้ข้อมูลและเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของว่าที่เจ้าบ่าวแล้ว นางก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป
นางหันหลังกลับ เคลื่อนร่างหายไปในความมืดมิดของยามราตรี กลับสู่จวนแม่ทัพก่อนที่แสงแรกของวันจะมาเยือน
เมื่อกลับถึงห้องพักที่ปลอดภัย นางถอดชุดดำออกและกลับสู่คราบของคุณหนูสามอีกครั้ง นางมองเงาสะท้อนของตนเองในคันฉ่อง...ภายนอกคือคุณหนูซ่งหว่านเอ๋อร์ผู้งดงามและเปราะบาง แต่ในค่ำคืนนี้... ‘อีแร้ง’ ได้กลับมาสยายปีกอีกครั้ง
นางหยิบยาพิษและสมุนไพรต่างๆ ที่ขโมยมาได้ออกมาวางเรียงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ
ข้อมูล...อาวุธ...และเป้าหมาย...ทุกอย่างพร้อมแล้ว
สิ่งที่ขาดไปก็คือเวทีแสดง...
และวันแต่งงานของข้า...ก็คือเวทีที่สมบูรณ์แบบที่สุด
สองวันก่อนถึงกำหนดวันวิวาห์...
ขบวนสินสอดจากจวนเสนาบดีกรมพิธีการเคลื่อนขบวนมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่แต่เช้าตรู่ หีบไม้สีแดงที่แกะสลักอย่างงดงามถูกหาบเข้ามานับสิบหีบ ภายในบรรจุไว้ด้วยแพรพรรณ เครื่องประดับล้ำค่า และทองคำแท่งมากมาย ส่งเสียงสะท้อนถึงความมั่งคั่งและอำนาจของผู้มอบให้
ท่านแม่ทัพใหญ่ซ่งเจี๋ยออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ใบหน้าของเขาแม้จะยังคงเรียบเฉยและดุดัน แต่ในแววตากลับฉายความพึงพอใจอย่างชัดเจน ขณะที่ฮูหยินใหญ่หลิวซูเม่ยและคุณหนูสี่ซ่งหว่านหนิงที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างไม่อาจปิดบัง
ซ่งหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ตรงกลาง นางมองกองสินสอดและชุดวิวาห์สีแดงสดที่ถูกนำมาแสดงด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่ยินดียินร้าย เมื่อว่าที่เจ้าบ่าว จางซื่อหยาง ก้าวเข้ามายืนตรงหน้านางพร้อมกับรอยยิ้มหื่นกระหาย นางก็เพียงแค่โค้งคำนับให้ตามมารยาทอย่างเย็นชา ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือขัดขืนใดๆ
ภาพของคุณหนูสามผู้ยอมรับในโชคชะตา ทำให้ซ่งเจี๋ยพยักหน้าอย่างพอใจ แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าภายใต้ความสงบนิ่งนั้น คือพายุที่กำลังจะพัดกระหน่ำในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า
ราตรีนั้นมืดมิดเป็นพิเศษ...
ซ่งหว่านเอ๋อร์ในชุดรัดกุมสีดำสนิทเคลื่อนตัวออกจากจวนราวกับภูตผี นางตรวจสอบพื้นที่ในเมืองหลวงมาอย่างดีแล้ว พร้อมกับข่าวที่ได้มาว่าคืนนี้คือคืนสุดท้ายที่จางซื่อหยางจะออกมาเฉลิมฉลองอิสรภาพของตนที่หอนางโลมเดิม ก่อนจะต้องเข้าพิธีแต่งงานและทำตัวให้ “เหมาะสม”
นางเคลื่อนไหวไปตามหลังคาอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ แต่แล้วสัญชาตญาณสายลับของนางก็ร้องเตือน...นางรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง!
นางชะงักไปครู่หนึ่ง หรี่ตามองเข้าไปในเงามืดรอบกาย แต่กลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
ห่างออกไปไม่ไกล บนยอดเจดีย์แห่งหนึ่ง ชายชุดดำสองคนกำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด พวกเขาคือผู้ติดตามมือดีของมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เฟิงเฉินหนาน ผู้ได้รับคำสั่งให้มาจับตาดูความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของจวนแม่ทัพใหญ่
“เงาหนึ่ง นั่นใครกัน? ฝีเท้าเบายิ่งนัก”
“ไม่ทราบ แต่ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ตามไปเงียบๆ”
ซ่งหว่านเอ๋อร์สลัดความรู้สึกไม่สบายใจนั้นทิ้งไป ภารกิจตรงหน้าสำคัญกว่า นางมุ่งหน้าไปยังหอนางโลมบุปผาโปรยและแทรกซึมเข้าไปยังห้องพักชั้นบนสุดที่ว่าที่เจ้าบ่าวของนางกำลังเสพสุขอยู่อย่างเมามัน บ้าคลั่ง
ภายในห้อง มีเพียงร่างอ้วนของจางซื่อหยางและนางคณิกนางหนึ่งที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียงจากฤทธิ์ของสุรา นางย่างเท้าเข้าไปอย่างเงียบกริบราวกับแมวขโมย เข็มเงินในมือตวัดปักเข้าไปที่จุดสลบของคนทั้งสองอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
จากนั้นการจัดฉากก็เริ่มต้นขึ้น นางหยิบชามกระเบื้องใส่ผลไม้ขึ้นมา สอดเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วใช้ด้ามมีดทุบเบาๆ จนมันแตกละเอียดเพื่อเก็บเสียง ก่อนจะนำเศษกระเบื้องที่แหลมคมมาจัดเรียงบนพื้นห้องราวกับว่ามันตกแตกจริงๆ
นางลากร่างไร้สติของจางซื่อหยางมาที่ขอบเตียง ใช้เศษกระเบื้องชิ้นที่คมที่สุดปาดไปที่ลำคอของเขาอย่างเลือดเย็น โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะผ้าปูที่นอน จากนั้นก็จัดท่าทางของนางคณิกาให้เหมือนกำลังกรีดร้องด้วยความตกใจ และไม่ลืมที่จะสร้างรอยฟกช้ำสองสามแห่งบนร่างของนางเพื่อสร้างเรื่องราวของการต่อสู้ขัดขืน
เมื่อทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบราวกับฉากในละครโรงใหญ่ นางก็ดึงเข็มเงินของตนออกจากร่างของคนทั้งสอง ไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ ไว้ ก่อนจะหลบหนีกลับออกมาในความมืด
ทว่าระหว่างทางกลับจวน...ความรู้สึกถูกจับตามองก็กลับมาอีกครั้ง!
ครั้งนี้นางแน่ใจแล้ว และนางรู้แล้วว่าพวกมันอยู่ทิศทางไหน! สัญชาตญาณบอกนางว่าคนพวกนี้ฝีมือไม่ธรรมดา การกลับเข้าจวนตอนนี้คือการเปิดเผยตัวเอง นางไม่ประมาทฝีมือของคนในยุคนี้เด็ดขาด
ซ่งหว่านเอ๋อร์เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน นางไม่มุ่งหน้ากลับจวน แต่เลือกที่จะล่อศัตรูไปยังสถานที่ที่นางได้สำรวจไว้แล้ว...สวนสาธารณะหลวง ที่อยู่ใจกลางเมือง
สวนแห่งนี้ในยามเช้าคือสถานที่ที่หนุ่มสาวมาเดินเล่นพลอดรักกัน แต่ในยามราตรีที่ไร้ผู้คน...มันไม่ต่างอะไรจากป่าช้าที่เต็มไปด้วยเงามืดและมุมอับสำหรับซ่อนตัว
นางกระโจนเข้าไปในสวนสาธารณะ เงามืดของต้นไม้กลืนร่างของนางเข้าไปในทันที
จากผู้ถูกล่า...บัดนี้นางคือผู้ที่วางกับดัก
◆ ─── ◆