พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 6

ตอนที่ 6 ปีกที่มองไม่เห็น

หลายวันผ่านไปหลังจากซ่งหว่านเอ๋อร์ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างไว้ในเรือนของบิดา นางก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมดังเดิม อ่านหนังสือ เดินเล่นในอุทยาน และทำตัวเป็นคุณหนูสามที่สุขภาพยังไม่แข็งแรงดีในสายตาของทุกคน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป...ความสนใจของนาง

ทุกเช้าตรู่ ณ ลานประลองกว้างท้ายจวนแม่ทัพ จะมีเสียงดาบกระทบกันและเสียงตะโกนสั่งสอนดังขึ้นเป็นประจำ และในมุมหนึ่งบนศาลาริมสระบัวที่อยู่ไม่ไกล ซ่งหว่านเอ๋อร์จะแอบมานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ที่นั่นเสมอ...ในระยะที่ได้ยิน แต่ยากที่ใครจะสังเกตเห็น

นางกำลังศึกษา ‘วรยุทธ’

ในชาติก่อน ร่างกายของนางคืออาวุธที่สมบูรณ์แบบ มันถูกฝึกฝนให้แข็งแกร่ง รวดเร็ว และยืดหยุ่นจนถึงขีดสุดของมนุษย์ นางสามารถปลดข้อต่อของตนเองเพื่อรอดจากการพันธนาการ หรือควบคุมกล้ามเนื้อเพื่อชะลอการเต้นของหัวใจได้ แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังมีขีดจำกัดทางกายภาพ

ทว่าในยุคนี้...ขีดจำกัดนั้นถูกทำลายลงด้วยคำว่า ‘กำลังภายใน’

จากการลอบอ่านตำราและแอบฟังการสนทนาของทหารยาม นางได้เรียนรู้ว่ายอดฝีมือในยุคนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังกายเพียงอย่างเดียว พวกเขาสามารถโคจรพลังที่เรียกว่า ‘ลมปราณ’ ไปทั่วร่าง ทำให้มีพละกำลังเหนือมนุษย์ เคลื่อนไหวได้รวดเร็วจนมองไม่ทัน หรือแม้กระทั่งเหินร่างขึ้นไปบนอากาศราวกับนก...มันคือศาสตร์ที่น่าทึ่งและเป็นไปไม่ได้ในโลกของนาง

ซ่งหว่านเอ๋อร์ในวัยสิบหกปี ร่างกายนี้ยังอ่อนเยาว์และเป็นเหมือนภาชนะที่ว่างเปล่า นางมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะทำให้นางแข็งแกร่งยิ่งกว่าในชาติก่อนเสียอีก

และโอกาสนั้นก็มาถึง

บิดาของนางได้เชิญยอดฝีมือเพลงดาบนามว่า ‘เย่ชิงเฟิง’ เข้ามาในจวน เขาเป็นจอมยุทธพเนจรชื่อดังที่ต้องการแสวงหาความก้าวหน้าด้วยการเข้ารับราชการ ท่านพ่อของนางซึ่งมีฝีมือร้ายกาจแต่ไม่มีเวลามาฝึกสอนบุตรชายด้วยตนเอง จึงได้ว่าจ้างให้เขามาเป็นอาจารย์สอนวรยุทธให้แก่ซ่งจื่อเหวินและซ่งจื่อหาวเป็นการส่วนตัว

ภาพเบื้องหน้าของนางคือซ่งจื่อหาว คุณชายรองผู้เลือดร้อน กำลังเหวี่ยงดาบอย่างทรงพลัง ทุกท่วงท่าหนักหน่วงแต่ขาดความลื่นไหล ข้างๆ กันคือซ่งจื่อเหวิน คุณชายใหญ่ผู้สุขุม กำลังร่ายรำดาบอย่างสง่างามราวกับบัณฑิต (ร่ายรำกระบี่) แม้จะดูสวยงามแต่กลับไร้จิตสังหาร

อาจารย์เย่ชิงเฟิงยืนกอดอกมองลูกศิษย์ทั้งสองก่อนจะส่ายหน้า “ผิดแล้ว! ทั้งคู่เลย! คุณชายรอง ท่านใช้แต่กำลังแขน ลืมการส่งผ่านลมปราณจากช่วงล่าง! คุณชายใหญ่ ท่าร่างของท่านสวยงาม แต่ไร้แก่นแท้ของพลัง!”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่ได้สนใจท่าดาบที่งดงามแต่ไร้ประสิทธิภาพเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ในมุมมองของนักฆ่าอย่างนาง การต่อสู้ที่ยืดเยื้อคือความล้มเหลว ทุกการเคลื่อนไหวควรจะจบลงที่การปลิดชีพศัตรูในพริบตา

แต่สิ่งที่นางตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ คือคำสอนพื้นฐานที่อาจารย์เย่ตะโกนออกมา

“การเดินลมปราณคือพื้นฐานของทุกสิ่ง! จำไว้! สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวมมันไว้ที่จุดตันเถียนใต้สะดือของพวกเจ้า! นั่นคือบ่อเกิดแห่งพลัง! จากนั้นค่อยๆ โคจรมันไปตามเส้นชีพจรหลัก!”

“วิชาตัวเบา ไม่ใช่การกระโดดโง่ๆ แต่คือการทำให้ร่างกายเบาราวปุยนุ่น! ใช้ลมปราณที่โคจรไปหนุนเสริมทุกย่างก้าวที่เหยียบย่างลงไป!”

ทุกถ้อยคำของอาจารย์เย่ถูกบันทึกไว้ในสมองของนางอย่างแม่นยำ มันคือทฤษฎีของเทคโนโลยีชีวภาพรูปแบบใหม่ที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน

เมื่อการฝึกซ้อมในตอนเช้าสิ้นสุดลง ทุกคนต่างแยกย้ายกันไป ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในศาลา รอจนกระทั่งลานประลองว่างเปล่าไร้ผู้คน นางจึงค่อยๆ วางหนังสือในมือลงและลุกขึ้นยืน

นางหลับตาลงช้าๆ...ทำตามคำสอนที่เพิ่งได้ยินมา...สูดลมหายใจเข้าลึก...พยายามรวบรวมสมาธิไปที่จุดตันเถียน...

ในตอนแรก...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงความว่างเปล่า

นางไม่ยอมแพ้ ลองอีกครั้ง...และอีกครั้ง...

และในครั้งที่ห้า...นางก็รู้สึกถึงมัน

ความรู้สึกอุ่นวาบที่เล็กละเอียดราวกับปลายเข็มปรากฏขึ้นที่ท้องน้อยของนาง มันเป็นเพียงความรู้สึกที่แผ่วเบาจนแทบจับไม่ได้ แต่สำหรับเธอผู้ควบคุมร่างกายตนเองได้อย่างสมบูรณ์...มันชัดเจนราวกับสายฟ้าฟาด

ซ่งหว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้นช้าๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางมายังโลกใบนี้...ไม่ใช่รอยยิ้มเสแสร้ง...แต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากความตื่นเต้นอย่างแท้จริง

ร่างกายนี้อ่อนแอ...แต่ก็เป็นภาชนะที่ว่างเปล่า...พร้อมที่จะถูกเติมเต็มด้วยพลังในรูปแบบใหม่ โลกเก่าให้ขีดจำกัดแก่ข้า...แต่โลกใบนี้...จะมอบปีกให้

ข่าวคราวเรื่องงานมงคลสมรสระหว่างคุณหนูสามแห่งจวนแม่ทัพใหญ่และคุณชายใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ฤกษ์ยามถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว...ในอีกสองเดือนข้างหน้า

เมื่อเทียบกับความวุ่นวายของเหล่าบ่าวไพร่ที่ต้องเริ่มเตรียมงานแต่งครั้งใหญ่นี้แล้ว ท่าทีของซ่งหว่านเอ๋อร์กลับสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในบ่อบัว นางรับรู้ข่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยและยอมรับในโชคชะตา แต่ภายในใจของนางนั้น...นาฬิกาได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว

สองเดือน...เวลาเหลือไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยเกินไป

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กิจวัตรของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายนอกนางยังคงเป็นคุณหนูผู้รักสงบ ใช้เวลาไปกับการอ่านตำราและเย็บปักถักร้อย แต่เมื่อราตรีมาเยือนและทุกคนหลับใหล ร่างของนางจะกลายเป็นเงาที่เคลื่อนไหวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การฝึกร่างกาย คือสิ่งแรกที่นางทำ การฝึกฝนเพื่อฟื้นฟูร่างกายนี้ให้กลับไปแข็งแกร่งและยืดหยุ่นเหมือนในชาติก่อน ในห้องนอนที่มืดมิด นางบิดร่างกายทำท่าโยคะที่พิสดารพันลึกในสายตาของคนยุคนี้ มันคือการยืดเส้นและจัดเรียงกล้ามเนื้อที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นสูงสุด ในสวนที่ลับตาคน นางใช้ก้อนหินแทนน้ำหนักเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทุกการเคลื่อนไหวเงียบเชียบและเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

การฝึกลมปราณ คือสิ่งที่นางให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ทุกเช้านางยังคงไป “อ่านหนังสือ” ที่ศาลาเดิม เพื่อลอบฟังและสังเกตการสอนของอาจารย์เย่ชิงเฟิงอย่างต่อเนื่อง นางไม่ได้สนใจท่าดาบที่สวยงาม แต่จดจ่ออยู่กับทฤษฎีการโคจรลมปราณ การหายใจ และหลักการของวิชาตัวเบา

ในยามค่ำคืน หลังจากการฝึกร่างกายจนเหนื่อยหอบ นางจะนั่งขัดสมาธิบนเตียง เริ่มโคจรลมปราณที่นางเพิ่งค้นพบ จากความรู้สึกอุ่นวาบเพียงเล็กน้อยในตอนแรก บัดนี้มันได้กลายเป็นกระแสธารที่ชัดเจน ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างภายใต้การควบคุมของนาง

และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การหลอมรวม

นางค้นพบว่าศาสตร์ทั้งสองโลกของนางไม่ได้แยกจากกัน ลมปราณที่โคจรไปทั่วร่างช่วยให้กล้ามเนื้อที่อ่อนล้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น มันทำให้ร่างกายของนางยืดหยุ่นได้มากกว่าเดิม และทำให้ทุกการเคลื่อนไหวที่นางฝึกฝนทรงพลังขึ้นเป็นทวีคูณ

ลมปราณไม่ได้มาแทนที่ความแข็งแกร่งทางกายภาพ...แต่มันคือตัวคูณที่ทรงพลังที่สุด

ระหว่างสองเดือนแห่งการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง นางก็ไม่เคยละเลยแผนการอีกด้านหนึ่ง นางมักจะได้ยินบ่าวไพร่ในจวนกระซิบกระซาบกันว่า ท่านแม่ทัพใหญ่ดูเหนื่อยล้าผิดปกติในช่วงหลังมานี้ บางครั้งก็มีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย แต่หมอหลวงก็ตรวจไม่พบความผิดใดๆ...แผนการของนางกำลังคืบหน้าไปอย่างช้าๆ และมั่นคง

คืนหนึ่ง ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์จะถึงวันแต่งงาน

ซ่งหว่านเอ๋อร์กำลังฝึกท่าร่างของวิชาตัวเบาบนกิ่งไม้ใหญ่ในมุมที่มืดมิดที่สุดของอุทยาน นางเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่น ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่นางเหยียบอยู่ก็เกิดปริและหักลงอย่างกะทันหัน!

ร่างของนางร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง แต่แทนที่จะตื่นตระหนก สัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาทั้งสองชีวิตกลับทำงานโดยอัตโนมัติ

นางบิดตัวกลางอากาศอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็รวบรวมลมปราณไว้ที่ปลายเท้าและโคจรมันอย่างรวดเร็ว

ฟุ่บ!

ร่างของนางแตะลงบนพื้นหญ้าอย่างนุ่มนวลและเงียบกริบราวกับปุยนุ่น ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าให้ได้ยิน

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นางก้มลงมองเท้าของตัวเอง แล้วมองมือทั้งสองข้างของนาง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง...เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจอันเย็นเยียบ

นางไม่ใช่คุณหนูซ่งหว่านเอ๋อร์ผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว และนางก็ไม่ใช่แค่สายลับ ‘อีแร้ง’ ที่มีเพียงร่างกายที่แข็งแกร่ง

บัดนี้...นางคือสิ่งที่เหนือกว่านั้น เหลืออีกไม่กี่วัน...จวนตระกูลจาง...เจ้าบ่าวอัปลักษณ์...ละครโรงนี้...ใกล้จะถึงฉากไคลแมกซ์แล้ว

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์