พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 16

ตอนที่ 16 สามอสรพิษแห่งขุนเขา

บนเส้นทางที่ทอดยาวสู่ทิศตะวันตก รถม้าของตระกูลซ่งเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ชิงเหลียนเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ส่วนอาเฟยยังคงทำหน้าที่สารถีอย่างเงียบขรึมอยู่ด้านนอก บรรยากาศอันเป็นส่วนตัวนี้เปิดโอกาสให้ซ่งหว่านเอ๋อร์ได้ทำงานของนางอย่างเต็มที่

นางไม่ได้นั่งเฉยๆ แต่กำลังกางม้วนกระดาษสาแผ่นเล็กๆ หลายแผ่นที่เต็มไปด้วยอักษรที่ถูกเขียนด้วยรหัสลับที่นางคิดค้นขึ้นเอง มันคือข้อมูลทั้งหมดที่ "หอข่าวสารสกุณา" ของนางรวบรวมได้เกี่ยวกับโลกที่คนทั่วไปเรียกว่า "ยุทธภพ"

นางเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในภาพใหญ่ที่สุด...

1. ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธภพและราชสำนัก

ซ่งหว่านเอ๋อร์วิเคราะห์อย่างเย็นชา โลกสองใบนี้ดำรงอยู่ด้วยข้อตกลงที่มองไม่เห็น ราชสำนักเปรียบเสมือนพยัคฆ์ที่ครองผืนป่า ส่วนชาวยุทธก็เปรียบเสมือนฝูงหมาป่าที่ท่องไปในอาณาเขตของตนเอง ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าการปะทะกันโดยตรงจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดเป็นสมดุลอันเปราะบางขึ้นมา

ราชสำนักจะปล่อยให้ชาวยุทธทะเลาะเบาะแว้ง ชิงความเป็นหนึ่งกันเอง ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรหรือสั่นคลอนอำนาจการปกครอง ในทางกลับกัน ชาวยุทธส่วนใหญ่ก็เคารพอำนาจขององค์จักรพรรดิและไม่คิดจะล้ำเส้น เว้นแต่จะมีผลประโยชน์หรือถูกบีบคั้นจนเกินทน

‘สรุปคือ...เป็นความสัมพันธ์แบบต่างคนต่างอยู่ แต่ก็พร้อมจะใช้ประโยชน์หรือกำจัดอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ’ นางคิดในใจ

2. สิบสำนักใหญ่แห่งแคว้นเยว่

จากนั้นนางก็เริ่มทบทวนรายชื่อของผู้เล่นหลักบนกระดานหมากแห่งยุทธภพแห่งนี้

ฝ่ายธรรมะ

สำนักกระบี่ชางหลาน: ผู้นำคือปรมาจารย์ "กระบี่ไร้เทียมทาน" เย่กู่เฟิง ผู้เป็นดั่งผู้นำของฝ่ายธรรมะโดยพฤตินัย

วัดเมฆาชาด: ผู้นำคือ เจ้าอาวาส "ฝ่ามืออรหันต์" ต้าซือ ผู้มีพลังวัตรสูงส่งและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

สำนักเมฆาขาว: ผู้นำคือ ปรมาจารย์ "กระบี่ไท่ซวี" ชิงหยางจื่อ เป็นสำนักฝ่ายเต๋าที่รักสงบ

พรรคกระยาจก: ผู้นำคือ ประมุขเฒ่า "มังกรไม้เท้า" หงอี้ ผู้กุมเครือข่ายข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดในยุทธภพ

พรรคตระกูลหลิว: ผู้นำคือ ประมุข "ทวนทะลวงเมฆา" หลิวจ้าน ตระกูลทหารเก่าแก่ที่ยึดมั่นในคุณธรรม

ฝ่ายอธรรม

พรรคมารอัคคี: ผู้นำคือ ประมุข "เทพอัคคี" ลี่เทียน ผู้มีนิสัยโหดเหี้ยมและต้องการเป็นใหญ่ในยุทธภพ

หุบเขาหมื่นพิษ: ผู้นำคือ "เฒ่าพิษพันศพ" กู่เชียนโฉว ปรมาจารย์ด้านยาพิษที่น่าสะพรึงกลัว

ตระกูลถังแห่งซีฉู่: ผู้นำคือ ประมุขเฒ่าถัง สตรีชราผู้ลึกลับที่ควบคุมตระกูลนักสร้างอาวุธลับ

สำนักเงาจันทรา: ผู้นำคือ "นายเหนือเงา" ซึ่งไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริง เป็นสำนักนักฆ่าอันดับหนึ่ง

หอการค้าพยัคคฆ์ทองคำ: ผู้นำคือ "ทองคำหมื่นชั่ง" จินว่านเหลียง ผู้ใช้เงินตราสร้างกองกำลังของตนเอง

ซ่งหว่านเอ๋อร์ม้วนเก็บแผ่นบันทึกของนางช้าๆ นางหลับตาลง ทบทวนชื่อของสิบสำนักและสิบเจ้าสำนักในหัวอีกครั้ง...พร้อมกับชื่อของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน...

"ห้าดาราจรัสฟ้า"

คุณชายหน้ากากหยก... "ดาบคลั่ง" หลิวเฟิง... "นางเซียนพิณ" เซียวเหลียน... "หมัดอสนี" อู๋เฉิน... และ "ภูตน้อย" กู่หลิง...

ชื่อเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ในยุทธภพปัจจุบัน

ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหัวแล้ว...ในเวทีชุมนุมชาวยุทธที่เมืองชิงซี...ตัวละครเหล่านี้...ใครจะเป็นมิตร...ใครจะเป็นศัตรู...และใคร...จะเป็นหมากให้ข้าได้บ้าง...

นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายเยือกเย็น อีกไม่นาน...ก็จะได้รู้กัน

หนึ่งวันก่อนถึงเมืองชิงซี...

รถม้าของซ่งหว่านเอ๋อร์ได้แวะพักที่โรงเตี๊ยมน้ำชาแห่งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่เขตเมือง บรรยากาศของที่นี่แตกต่างจากโรงเตี๊ยมกลางทางที่นางผ่านมาอย่างสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายประเภท ทั้งพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขาย และชาวยุทธที่พกพาอาวุธติดตัวอย่างเปิดเผย ทุกคนต่างมีจุดหมายเดียวกันคือ "งานชุมนุมชาวยุทธ" ที่กำลังจะมาถึง

ซ่งหว่านเอ๋อร์ในคราบคุณหนูผู้เดินทางมาแสวงบุญ เลือกโต๊ะในมุมที่สงบที่สุดเพื่อสังเกตการณ์ผู้คน ขณะที่ชิงเหลียนกำลังจะไปสั่งอาหาร ประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง!

บุรุษวัยกลางคนสามคนก้าวเข้ามา พวกเขามีรูปร่างสูงใหญ่และมีกลิ่นอายป่าเถื่อนที่น่าเกรงขาม แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคืออาภรณ์ของพวกเขาที่ทำมาจากหนังสัตว์จำพวกงูและอสรพิษหลากหลายชนิด

"ข้าบอกแล้วว่าต้องนั่งโต๊ะนั้น! มันใหญ่ที่สุด!" ชายที่ดูอาวุโสที่สุดตะโกนขึ้น

"แต่ข้าเห็นก่อนนะท่านพี่ใหญ่!" น้องคนสุดท้องเถียงกลับ

"พวกท่านเงียบกันได้แล้ว! น่ารำคาญ! สั่งสุรามาก่อนสิ!" ชายคนกลางตะคอก

ทั้งสามคนทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องราวกับเด็กๆ แต่บรรยากาศในโรงเตี๊ยมกลับเงียบกริบลงในทันที ไม่มีใครกล้าสบตาหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทานอาหารของตนเองต่อไปอย่างรวดเร็ว

ซ่งหว่านเอ๋อร์หรี่ตามองภาพนั้น เสื้อผ้าหนังสัตว์เลื้อยคลาน...สามคน...ท่าทางป่าเถื่อนแต่ทุกคนกลับหวาดกลัว... นางคิดในใจ คงจะเป็น "สามอสรพิษแห่งขุนเขา" ที่ได้ยินมาสินะ

นางวิเคราะห์ท่าทีของพวกเขาต่อ...แม้จะดูเหมือนคนสมองทึบที่ทะเลาะกันเอง แต่ดวงตาของพวกเขากลับกวาดมองไปทั่วโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็วและประเมินทุกคนในที่นั้น นี่ไม่ใช่ท่าทีของคนโง่ แต่เป็นหน้ากากที่สวมไว้เพื่อทำให้ผู้อื่นประมาท

"คราวนี้ในงานชุมนุม!" พี่ใหญ่ทุบโต๊ะเสียงดัง "ข้าจะแสดงให้เจ้าเฒ่าพิษพันศพแห่งหุบเขาหมื่นพิษมันได้เห็นว่าพิษของพวกเราเหนือกว่า!"

"ไม่ต้องถึงมือท่านพี่หรอกน่า!" น้องรองกล่าวเสริม "แค่ข้าคนเดียวก็จัดการพวกตระกูลถังที่เอาแต่ซ่อนตัวเหมือนหนูได้แล้ว!"

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยกชาขึ้นจิบอย่างสงบ ข้อมูลที่ได้มานั้นตรงกับที่นางคาดการณ์ไว้ทุกอย่าง...พวกเขาคือกลุ่มอำนาจใหม่ที่ต้องการท้าทายขั้วอำนาจเก่าอย่างหุบเขาหมื่นพิษและตระกูลถัง แต่สองสำนักใหญ่นั้นก็ขัดแย้งกันเองอยู่แล้ว และไม่เคยเห็นสามพี่น้องนี่อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น น้องคนสุดท้องที่กำลังหงุดหงิดก็สะบัดมือไปปัดโดนถ้วยชาของโต๊ะข้างๆ จนมันลอยละลิ่วมาทางโต๊ะของซ่งหว่านเอ๋อร์!

ชิงเหลียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับยังคงสงบนิ่ง นางเพียงแค่ยกฝาถ้วยชาในมือขึ้นมา แล้วตวัดข้อมือเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ

แคร๊ง!

ฝาถ้วยชาปะทะกับถ้วยชาที่ลอยมากลางอากาศอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ถ้วยนั้นเปลี่ยนทิศทางตกลงบนพื้นข้างโต๊ะของนางพอดี โดยที่น้ำชาร้อนๆ ไม่ได้กระเซ็นมาถูกนางแม้แต่หยดเดียว

การกระทำที่ดูเรียบง่ายแต่ต้องใช้ความเร็วและการควบคุมในระดับสูงนี้ ทำให้พี่น้องสามอสรพิษที่กำลังทะเลาะกันอยู่ชะงักไปชั่วครู่ ทั้งสามหันมามองนางเป็นตาเดียว สายตาที่เคยดูโง่เขลาบัดนี้กลับแฝงแววคมปลาบอย่างน่ากลัว พวกเขามองนางอย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะหันกลับไปนั่งที่โต๊ะของตนเองโดยไม่พูดอะไรอีก

ซ่งหว่านเอ๋อร์จิบชาของนางต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจกำลังประเมินสถานการณ์ใหม่

สามอสรพิษ...น่าสนใจ...เป็นพวกทะเยอทะยานที่ถูกคนอื่นมองข้าม...คนประเภทนี้...ถ้าไม่เป็นศัตรูที่น่ารำคาญ...ก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงนั่งจิบชาอย่างสงบต่อไป การกระทำเมื่อครู่ของนางทำให้พี่น้องสามอสรพิษเงียบเสียงลงได้ชั่วขณะ บรรยากาศในโรงเตี๊ยมกลับมาสู่ความตึงเครียดที่เงียบงันอีกครั้ง

นางรู้ดีว่าการปัดถ้วยชาเมื่อครู่นั้นคือ การลองเชิง พวกมันต้องการจะดูปฏิกิริยาของนาง สตรีที่เดินทางมากับคนสนิทเพียงสองคนในเส้นทางที่เต็มไปด้วยชาวยุทธเช่นนี้ ย่อมต้องมีดีอะไรบางอย่างซ่อนไว้ แต่นางก็หาได้ใส่ใจไม่ นางเพียงแค่ปล่อยเลยตามเลย ไม่คิดจะสร้างเรื่องราวให้มากความ

ทว่า...เมื่อนางแอบชำเลืองสายตาไปทางโต๊ะของบุรุษทั้งสามอีกครั้ง นางก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้นางต้องขมวดคิ้ว

พี่ใหญ่และพี่รองกำลังเริ่มโต้เถียงกันเรื่องแผนการในงานชุมนุมอีกครั้ง แต่สายตาของน้องคนสุดท้อง...อสรพิษที่สาม...กลับไม่ได้สนใจพี่น้องของมันเลยแม้แต่น้อย สายตาของมันจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา และมันไม่ใช่สายตาของการประเมินฝีมือของคู่ต่อสู้...แต่มันคือแววตาที่เหนียวหนืดและเต็มไปด้วยความ หื่นกระหาย อย่างปิดไม่มิด

สายตาของมันไม่ได้มองที่มือหรืออาวุธของนาง แต่มันกำลังไล่โลมเลียไปทั่วใบหน้า ลำคอ และเรือนร่างของนางอย่างเปิดเผย มุมปากของมันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกียจ

ในวินาทีนั้น...ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง

สมองที่ถูกฝึกฝนด้านจิตวิทยามาอย่างโชกโชนเริ่มวิเคราะห์พฤติกรรมของเป้าหมายทันที

การหยั่งเชิงเมื่อครู่...ไม่ใช่การประเมินฝีมือเพื่อวัดความแข็งแกร่ง...แต่เป็นการประเมินว่า "เหยื่อ" ที่งดงามชิ้นนี้...จะเด็ดกินได้ง่ายดายเพียงใด

นางสังเกตอาการของมันต่อ...ร่างกายของมันเอนมาข้างหน้าเล็กน้อยในท่าทีของนักล่าที่พร้อมจะกระโจน ลมหายใจที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย และแววตาที่มุ่งมั่นไม่วอกแวก...นี่คือลักษณะของคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะลงมือทำอะไรบางอย่าง และกำลังรอคอยโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น

ซ่งหว่านเอ๋อร์สรุปได้ในใจทันที...

คืนนี้...เจ้าอสรพิษตัวนี้จะลงมือกับนางอย่างแน่นอน

ความคิดที่จะใช้พวกมันเป็นเครื่องมือถูกโยนทิ้งไปในทันที ตอนนี้พวกมันไม่ใช่หมากที่น่าสนใจอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามที่ต้องถูกกำจัด

นางวางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปจ่ายเงินที่โต๊ะเถ้าแก่ด้วยกิริยาที่สง่างามตามปกติ “เถ้าแก่ ขอห้องพักที่ดีที่สุดสองห้อง”

จากนั้นนางก็พยักหน้าให้ชิงเหลียนเดินตามนางขึ้นไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม โดยนางรู้ดีว่าสายตาหื่นกระหายของอสรพิษที่สามกำลังจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของนางทุกฝีก้าว

เมื่อเข้ามาในห้องพักของซ่งหว่านเอ๋อร์ ชิงเหลียนก็รีบปิดประตูและลงสลักทันทีด้วยท่าทีหวาดวิตก

“คุณหนูเจ้าคะ คนพวกนั้นน่ากลัวยิ่งนัก คืนนี้เราต้องระวังตัวให้ดีนะเจ้าคะ”

ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับเบาๆ นางเดินไปสำรวจหน้าต่างและสลักประตูด้วยตนเองก่อนจะหันมากล่าวกับสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจะระวังตัว...เจ้าเองก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปพักผ่อนที่ห้องของเจ้าเถอะ”

หลังจากส่งชิงเหลียนที่ยังมีสีหน้ากังวลไปยังห้องพักอีกห้องหนึ่งแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็กลับเข้ามาในห้องของตนเองและลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา

นางเดินไปที่หีบสัมภาระ แต่สิ่งที่นางหยิบออกมาไม่ใช่ชุดนอน...แต่เป็นถุงผ้าเล็กๆ ที่บรรจุเข็มเงินและผงยาพิษนานาชนิด

นางเลือกผงยาสลบที่ออกฤทธิ์เร็วที่สุดออกมาจำนวนหนึ่ง บรรจงทาลงบนปลายเข็มเงินสองสามเล่มอย่างระมัดระวัง

เจ้าโง่... นางคิดพลางมองไปที่ประตูห้อง

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์