ตอนที่ 15
ตอนที่ 15 โรงเตี๊ยมกลางทาง
รถม้าเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลวงที่ทอดยาวสู่ทิศตะวันตกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนจากความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกล
เมื่อราตรีมาเยือนและดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า อาเฟยก็หยุดรถม้าลงเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมทาง มันดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็เป็นที่พักเพียงแห่งเดียวในรัศมีหลายสิบลี้
“คุณหนูขอรับ คืนนี้เราพักที่นี่กันก่อนดีหรือไม่ขอรับ?” อาเฟยเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
ซ่งหว่านเอ๋อร์ที่นั่งหลับตาโคจรลมปราณอยู่ภายในรถม้า ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางส่งกระแสลมปราณไปสำรวจรอบๆ เมื่อไม่พบสิ่งใดผิดปกติจึงเอ่ยตอบ “อืม พักที่นี่แหละ”
นางก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่างาม ก่อนจะหันไปสั่งการคนของนาง “อาเฟย เฝ้ารถม้าและสัมภาระไว้ที่นี่ ไม่ต้องเข้าไป ชิงเหลียน เจ้าเข้าไปกับข้าก่อน สั่งอาหารแล้วค่อยยกส่วนของอาเฟยออกมาให้ทีหลัง”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ทั้งสองรับคำอย่างพร้อมเพรียง
ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินนำเข้าไปในโรงเตี๊ยม สภาพภายในดูเก่าแก่แต่สะอาดสะอ้าน โต๊ะไม้ถูกใช้งานมานานจนขึ้นเงา มีลูกค้าพักอยู่เพียงบางตา...พ่อค้าสองคนที่กำลังนั่งจิบสุราคุยกันเสียงเบา, จอมยุทธพเนจรท่าทางเงียบขรึมคนหนึ่งที่กำลังเช็ดดาบคู่ใจอยู่ที่มุมห้อง และครอบครัวเล็กๆ ที่กำลังทานอาหารเย็นอย่างเงียบๆ
นางเลือกโต๊ะในมุมที่สงบที่สุด ซึ่งสามารถมองเห็นประตูทางเข้าและลูกค้าทุกคนได้อย่างชัดเจน ก่อนจะสั่งบะหมี่น้ำใสๆ กับหมั่นโถวสองสามลูก ซึ่งเป็นอาหารที่เรียบง่ายและไม่เป็นที่น่าสงสัยสำหรับสตรีที่เดินทางมาวัด
ขณะที่รออาหาร นางไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากการดูดซับปราณมรกต ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวนางชัดเจนขึ้น
นางได้ยินเสียงพ่อค้าสองคนนั้นกระซิบกระซาบกัน...
“...ได้ยินว่าที่เมืองชิงซีกำลังคึกคักทีเดียว การชุมนุมชาวยุทธปีนี้ดูท่าจะใหญ่กว่าทุกปี”
“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ได้ข่าวว่าแม้แต่ ‘สามอสรพิษแห่งขุนเขา’ ก็จะนำยาพิษหายากของพวกเขามาขายด้วย”
“หึ! ของอันตรายเช่นนั้นข้าไม่ขอข้องเกี่ยว...สู้ค้าขายผ้าไหมของเราต่อไปดีกว่า...”
สามอสรพิษแห่งขุนเขา...ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษงั้นรึ? ซ่งหว่านเอ๋อร์จดจำชื่อนี้ไว้ในใจ
ไม่นานนัก บะหมี่ร้อนๆ ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมของน้ำซุปช่วยทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าจากการเดินทางรู้สึกผ่อนคลายลง ชิงเหลียนยกชามบะหมี่อีกชามหนึ่งออกไปให้อาเฟยตามคำสั่ง ทิ้งให้นางได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวอย่างเป็นส่วนตัว
นางทานอาหารอย่างช้าๆ ขณะที่ในสมองกำลังทบทวนแผนการ...การชุมนุมชาวยุทธคือโอกาสที่ดีที่สุดในการหาซื้อวัตถุดิบที่นางต้องการ และยังเป็นโอกาสในการสร้างตัวตนใหม่...ตัวตนที่ไม่ใช่คุณหนูสามซ่งหว่านเอ๋อร์ เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวในยุทธภพที่นางยังไม่รู้จักดีพอ
เมื่อทานเสร็จและจ่ายเงินค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว นางก็ขึ้นไปยังห้องพักชั้นบนที่เรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน
ซ่งหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังความมืดมิดของผืนป่ายามราตรี
การชุมนุมชาวยุทธ...สามอสรพิษแห่งขุนเขา...ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้....จะน่าสนุกกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก
ราตรีนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าๆ ของโรงเตี๊ยม
ภายในห้องพักเรียบง่าย ชิงเหลียนนอนหลับสนิทอยู่บนตั่งยาวข้างผนัง ห่มผ้าห่มผืนหนาอย่างอบอุ่น ส่วนซ่งหว่านเอ๋อร์นอนอยู่บนเตียงในท่าตะแคง หันหน้าเข้าหากำแพง ดูภายนอกเหมือนกำลังหลับใหล แต่ความจริงแล้วนางเพียงแค่เข้าสู่สภาวะพักผ่อนเบาๆ ขณะที่โคจรลมปราณไปทั่วร่างอย่างช้าๆ เพื่อฟื้นฟูความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ทันใดนั้น...เปลือกตาของนางก็เปิดโพลงขึ้นในความมืด!
ไม่มีเสียงใดที่คนธรรมดาจะได้ยิน แต่สำหรับนางแล้ว มันชัดเจนราวกับเสียงฟ้าร้อง
สัญชาตญาณสายลับที่ถูกลับคมมาทั้งชีวิตผนวกเข้ากับประสาทสัมผัสที่ถูกเสริมด้วยพลังภายใน ทำให้นางเฉียบคมยิ่งกว่าสัตว์ป่าที่ระแวดระวังภัยสูงสุด นางสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
นางยังคงนอนนิ่ง ควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอราวกับคนหลับลึก แต่สมองของนางกำลังทำงานอย่างเต็มพิกัด ประสาทการรับฟังที่ถูกขยายด้วยลมปราณกำลังจับเสียงจากทุกทิศทาง
หนึ่ง...บนหลังคา เสียงฝีเท้าที่เบาแทบจะไร้ร่องรอยกำลังเคลื่อนตัวมาหยุดอยู่เหนือห้องของนางพอดี สม่ำเสมอและมั่นคง...เป็นยอดฝีมือ
สอง...หน้าประตู เสียงแผ่นไม้ในโถงทางเดินลั่นเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเงียบสนิท มีคนกำลังยืนฟังลมหายใจของพวกนางอยู่หน้าประตู
สาม...นอกหน้าต่าง นางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมเล็กน้อย มีคนกำลังเกาะอยู่ที่ผนังด้านนอก ตรวจสอบสลักหน้าต่างของนาง
ซ่งหว่านเอ๋อร์ประเมินผลในเสี้ยววินาที...
สามคน...ล้อมไว้สามทิศทาง...นี่ไม่ใช่โจรป่าธรรมดา แต่เป็นทีมปฏิบัติการที่มีการวางแผนมาอย่างดี
มือของนางค่อยๆ เลื่อนไปใต้หมอนอย่างเชื่องช้า สัมผัสกับด้ามมีดสั้นที่เย็นเฉียบ ขณะที่มืออีกข้างเตรียมพร้อมที่จะหยิบเข็มเงินที่ซ่อนไว้ที่ข้อมือตลอดเวลา กล้ามเนื้อทั่วร่างของนางเกร็งตัวขึ้น พร้อมที่จะดีดตัวออกจากเตียงเพื่อโจมตีหรือป้องกันได้ทุกเมื่อ
นางรอคอย...รอจังหวะที่พวกมันจะลงมือ
หนึ่งลมหายใจ...สองลมหายใจ...เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนน่าอึดอัด
แต่แล้ว...สิ่งที่นางคาดการณ์ไว้กลับไม่เกิดขึ้น
นางสัมผัสได้ว่าเงาที่อยู่นอกหน้าต่างได้เคลื่อนตัวจากไปแล้ว เสียงฝีเท้าที่หน้าประตูก็เดินถอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ และคนที่อยู่บนหลังคาก็หายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน
พวกมันจากไปแล้ว...
ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงนอนนิ่งต่อไปอีกพักใหญ่เพื่อความแน่ใจ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อลง ดวงตาของนางเบิกกว้างอยู่ในความมืด ความคิดกำลังวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
พวกมันไม่ได้มาเพื่อฆ่า...หากต้องการลงมือ คงทำไปตั้งแต่ตอนแรกแล้ว
นี่คือการตรวจสอบ...เพื่อยืนยันว่าข้ายังพักอยู่ที่นี่...หรืออาจจะเพื่อประเมินฝีมือของข้า
แล้วใครกันที่ส่งคนมา? พรรคพวกของเสนาบดีจาง? คนของไห่หยวนจาง? หรือ...
ภาพใบหน้าอันงดงามแต่แฝงด้วยความเฉียบคมของเฟิงเฉินหนานปรากฏขึ้นในความคิดของนาง...ฝีมือระดับนี้...มีเพียงองค์กรใหญ่เท่านั้นที่จะฝึกฝนคนเช่นนี้ขึ้นมาได้
ข้าประเมินพวกเขาต่ำไป...นางเหลือบมองไปยังร่างของชิงเหลียนที่ยังคงหลับสนิทโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ตาข่ายได้ถูกกางออกมาแล้ว...ไม่ใช่แค่ในเมืองหลวง...แต่ตลอดเส้นทางที่ข้ากำลังจะไป
ซ่งหว่านเอ๋อร์นอนนิ่งอยู่บนเตียงอีกเพียงครู่เดียว หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าเงาปริศนาทั้งสามได้จากไปไกลแล้วจริงๆ ร่างของนางก็ดีดตัวขึ้นจากเตียงอย่างเงียบกริบไร้เสียงใดๆ
คิดจะมาตรวจสอบแล้วก็จากไปง่ายๆ งั้นรึ? ฝันไปเถอะ!
นางไม่ยอมปล่อยให้ความคลางแคลงใจนี้เกาะกินแน่นอนว่าพวกมันเป็นใครและต้องการอะไร ดวงตาของนางเปล่งประกายคมปลาบในความมืด นางรีบเปลี่ยนเป็นชุดสีดำรัดกุมอีกครั้ง ก่อนจะหยิบมีดสั้นและเข็มเงินติดตัวไป และเคลื่อนตัวออกจากหน้าต่างห้องพักราวกับควันสีดำที่ลอยล่องไปในรัตติกาล
นางตามรอยพวกมันไปอย่างง่ายดาย แม้พวกมันจะใช้วิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมในการเคลื่อนที่บนหลังคา แต่ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นอย่างมหาศาลของนางในตอนนี้ การรักษาระยะห่างและซ่อนตัวจากพวกมันจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
เงาทั้งสามเคลื่อนตัวออกจากตัวเมืองไปยังเขตป่าโปร่งนอกเมือง ที่นั่น...มีสะพานไม้เก่าแก่ที่ชำรุดทอดข้ามลำธารที่เกือบจะแห้งเหือดสายหนึ่ง และบนสะพานนั้น มีบุรุษอีกคนหนึ่งยืนหันหลังรออยู่ก่อนแล้ว เขายืนนิ่งราวกับรูปสลัก แผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจที่เยือกเย็นออกมา
ซ่งหว่านเอ๋อร์ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าสูงริมลำธาร กลั้นลมหายใจและเก็บงำประกายตาของตนเองจนสมบูรณ์แบบ
ร่างทั้งสามปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าบุรุษผู้นั้น ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม
“รายงานท่านรองผู้ตรวจการ พวกเราได้ตรวจสอบแล้ว คุณหนูสามซ่งหว่านเอ๋อร์พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้กับคนสนิทสองคนจริงขอรับ”
รองผู้ตรวจการ! ซ่งหว่านเอ๋อร์ทบทวนข้อมูลในใจ กรมตรวจการ...เสนาบดีคือฟู่หยวน ชายชราตงฉิน...แต่รองเสนาบดี...ข้าไม่เคยได้ยินชื่อ...หมาล่าเนื้อขององค์จักรพรรดิ...เหตุใดพวกเขาถึงสนใจในตัวข้า?
ชายหนุ่มผู้เป็นรองเสนาบดีหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงด้วยความเย็นชา “ได้ลองหยั่งเชิงดูหรือไม่?”
“ลองแล้วขอรับ” ผู้ติดตามคนหนึ่งรายงาน “พวกเราพยายามใช้ลมปราณเพื่อตรวจสอบนางจากภายนอกห้อง แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ ลมหายใจของนางสม่ำเสมอและอ่อนเบาราวกับคนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ...หากนางมีฝีมือจริง ก็ต้องนับว่าความสามารถในการเก็บงำพลังของนางนั้นสูงส่งจนน่ากลัวทีเดียวขอรับ”
รองผู้ตรวจการหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด “น่าสนใจ...ในเวลาไล่เลี่ยกัน มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายก็ได้รับรายงานว่าคนของเขาปะทะกับนักฆ่าปริศนาที่มีฝีมือแปลกประหลาดที่ลอบออกจากจวนแม่ทัพ...แล้วตอนนี้คุณหนูสามผู้อ่อนแอก็เดินทางออกจากเมืองหลวงทันทีหลังจากเกิดเรื่อง...ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าขบคิด”
เขาหันไปสั่งการลูกน้อง “นางกำลังมุ่งหน้าไปเมืองชิงซี พวกเจ้าตามไปห่างๆ อย่าให้คลาดสายตา...จับตาดูนางไว้ทุกฝีก้าว ข้าอยากจะรู้ว่านางเกี่ยวข้องกับเงาดำนั่นหรือไม่...หรือว่าเงาดำนั่น...กำลังคอยคุ้มกันนางอยู่”
“ขอรับ!”
เมื่อคนทั้งสี่แยกย้ายกันไปแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงซ่อนตัวนิ่งอยู่ในพงหญ้าอีกพักใหญ่จนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจริงๆ นางจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับไปยังโรงเตี๊ยม
สมองของนางกำลังวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ด้วยความเร็วสูงสุด
กรมตรวจการ...พวกเขาเคลื่อนไหวเพราะความสงสัยในตัวข้าโดยตรง ไม่ใช่เพราะเห็นข้าลอบออกจากจวน...และพวกเขาก็รู้เรื่องที่คนของเฟิงเฉินหนานปะทะกับข้าแล้วด้วย ข้อมูลในราชสำนักช่างรวดเร็วเสียจริง
นางลอบกลับเข้าห้องพักได้อย่างเงียบเชียบ ชิงเหลียนยังคงหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว
พวกเขาคิดว่าอาจมีคนคุ้มกันข้าอยู่...ดี...ปล่อยให้พวกเขาเข้าใจผิดไปแบบนั้นก่อน การมี "เงา" อีกหนึ่งตนให้พวกเขาคอยระวัง จะทำให้ข้าเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น
การเดินทางครั้งนี้...ดูท่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว มีทั้งหมาป่าที่แอบซุ่มอยู่เบื้องหน้า และพญาอินทรีที่จับจ้องมาจากเบื้องบน
◆ ─── ◆