ตอนที่ 14
ตอนที่ 14 ความจริงในวัดร้าง
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวงอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่เมืองชิงซี ภายในรถม้า ซ่งหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งอ่านตำราอย่างสงบ ตรงข้ามกับชิงเหลียนที่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้น
ผู้ที่ควบคุมรถม้าคือ อาเฟย ชายหนุ่มท่าทางสุขุมที่นางคัดเลือกมาด้วยตนเองผ่านเครือข่ายของสวี่จือเหยียน เขาเป็นอดีตทหารคุ้มกันสินค้าที่มีฝีมือแต่ถูกใส่ร้ายจนต้องออกจากงาน ความภักดีของเขาถูกซื้อด้วยเงินและความไว้วางใจที่นางมอบให้ เขาคือหนึ่งในหมากตัวแรกๆ ที่นางวางไว้นอกจวนเพื่อเป็นมือเป็นเท้าให้ตนเอง
ขณะที่รถม้าวิ่งออกจากกำแพงเมืองมาได้ไม่ไกลนัก ก็แล่นผ่านซากปรักหักพังของวัดร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวริมทาง ชิงเหลียนที่มองอยู่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“คุณหนูเจ้าคะ...ที่นี่...ที่นี่คือวัดที่ท่าน...”
“ที่ข้าฟื้นขึ้นมา” ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวต่อประโยคนั้นให้จบโดยไม่ได้ละสายตาจากหนังสือ
ชิงเหลียนพยักหน้า สีหน้ายังคงฉายแววหวาดกลัวระคนอัศจรรย์ใจ “เจ้าค่ะ...บ่าวได้ยินฮูหยินเล่าว่า นักพรตผู้นั้นนำร่างของคุณหนูที่สิ้นลมหายใจแล้วมาวางบนแท่นหินประหลาดในอุโบสถร้างแห่งนี้...ฮูหยินต้องจ่ายเงินให้เขาไปถึงหนึ่งพันตำลึงทองเพื่อทำพิธี...”
ซ่งหว่านเอ๋อร์ปิดหนังสือลงช้าๆ หนึ่งพันตำลึงทอง...ช่างเป็นราคาที่แพงลิบลิ่วสำหรับการหลอกลวง นางคิดในใจ
นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่านักพรตคนใดจะมีอาคมแก่กล้าถึงขั้นชุบชีวิตคนตายได้ มันเป็นเรื่องไร้สาระ หากทำได้จริง โลกนี้คงวุ่นวายไปนานแล้ว แต่...ความจริงก็คือนางฟื้นขึ้นมาที่นี่จริงๆ ปริศนามันอยู่ที่ไหนกันแน่?
“อาเฟย จอดรถ ข้าจะลงไปดูที่นั่น” นางสั่งเสียงเรียบ
“แต่ว่าคุณหนู! ที่นั่นมันน่ากลัวนะเจ้าคะ!” ชิงเหลียนร้องห้าม
ซ่งหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ส่งสายตาไปให้ ชิงเหลียนก็เงียบเสียงลงทันที พักหลังๆ นี้นางรู้สึกว่าคุณหนูของนางเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็ดูเงียบขรึมและใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด แต่ที่สำคัญคือนางดูไม่หวาดกลัวสิ่งใดเลย...ความกล้าหาญนี้ทำให้น่าเกรงขามจนบางครั้งชิงเหลียนก็เผลอลืมไปว่านี่คือคุณหนูผู้อ่อนโยนคนเดิม
นางเดินนำเข้าไปในวัดร้างอย่างไม่ลังเล สภาพภายในทรุดโทรมกว่าที่เห็นจากภายนอกมากนัก เมื่อนางกำลังจะก้าวเข้าไปในอุโบสถ นางก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังแว่วมาจากด้านใน!
นางรีบยกมือเป็นสัญญาณให้ชิงเหลียนหยุดและเงียบเสียง ก่อนจะย่องเข้าไปแอบฟังข้างหน้าต่างที่พังทลายลงบานหนึ่ง
ภายในอุโบสถมีบุรุษสามคนกำลังยืนโต้เถียงกันอยู่ หนึ่งในนั้นแต่งกายคล้ายนักพรตเต๋าไม่มีผิด
“พี่เสิน! พวกเรากำลังโดนทางการตามล่าอยู่นะ! ท่านยังจะวนกลับมาที่นี่อีกทำไม!?” ชายคนหนึ่งโวยวายขึ้น
คนที่ถูกเรียกว่าพี่เสิน ซึ่งก็คือนักพรตจอมปลอมคนนั้นนั่นเอง เขาสวนกลับอย่างหัวเสีย “ก็ต้องกลับมาสิ! ข้ายังคงไม่เข้าใจ! วันนั้นคุณหนูสามตระกูลซ่งฟื้นคืนมาได้ยังไงกันแน่!? ข้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก! หรือว่าวิชาหลอกเด็กของข้ามันบังเอิญได้ผลขึ้นมาจริงๆ หรือเป็นเพราะไอ้แท่นหินบ้านี่กันแน่!?”
ชายอีกคนถอนหายใจอย่างระอา “เป็นเพราะท่านยึดติดกับเรื่องนี้เกินไปต่างหากพี่เสิน! มันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญที่คุณหนูคนนั้นแค่สลบไปแต่ยังไม่ตายจริงก็ได้! ที่แน่ๆ คือท่านหลอกเงินคนมาหลายรายแล้ว เอาศพญาติของพวกเขามาวางบนแท่นนี้แล้วทำพิธี สุดท้ายก็ไม่มีใครฟื้นขึ้นมาสักคน! ตอนนี้พวกเขารวมตัวกันไปฟ้องทางการ พวกเราถึงต้องรีบหนีหัวซุกหัวซุนอยู่นี่อย่างไรเล่า!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที!
ซ่งหว่านเอ๋อร์ถอยกลับออกมาจากหน้าต่างอย่างเงียบกริบ นางเข้าใจทุกอย่างแล้ว
นักพรตจอมปลอม...พิธีกรรมมั่วซั่ว...แต่ผลลัพธ์กลับเป็นของจริง
นางไม่ได้ฟื้นเพราะปาฏิหาริย์หรืออาคมใดๆ แต่ฟื้นเพราะความบังเอิญที่อธิบายไม่ได้ซึ่งเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
ความลับไม่ได้อยู่ที่ตัวคน...แต่อยู่ที่แท่นหินนั่น
นางเหลือบมองเข้าไปในอุโบสถเป็นครั้งสุดท้าย เห็นแท่นหินสีดำทมิฬตั้งอยู่กลางห้อง ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถม้าโดยไม่พูดอะไรอีก
ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับขึ้นไปบนรถม้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“อาเฟย ขับรถม้าไปซ่อนตัวหลังเนินดิน รอจนกว่าจะมีคนสามคนจะออกมาและไปไกลแล้ว” นางสั่งการเสียงเรียบ
อาเฟยรับคำและทำตามอย่างว่าง่าย เขานำรถม้าไปจอดในจุดที่ลับตาคนอย่างชำนาญ ไม่นานนัก นักพรตจอมปลอมทั้งสามก็เดินออกมาจากวัดร้างด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน ก่อนจะรีบเดินทางจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็หันไปกล่าวกับคนของนาง “ข้าจะเข้าไปดูด้านในคนเดียว พวกเจ้ารออยู่ที่นี่”
“แต่ว่าคุณหนู!” ชิงเหลียนทำท่าจะคัดค้านด้วยความเป็นห่วง
“นี่คือคำสั่ง” น้ำเสียงของนางยังคงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ชิงเหลียนต้องก้มหน้ารับคำอย่างไม่อาจโต้แย้ง
ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับเข้าไปในอุโบสถร้างตามลำพังอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายของนางชัดเจน...แท่นหินสีดำทมิฬที่ตั้งอยู่กลางห้อง
ด้วยสายตาของสายลับผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปริศนา นางเริ่มตรวจสอบแท่นหินนั้นอย่างละเอียด มันทำจากหินชนิดใดที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน ผิวของมันเรียบสนิทแต่กลับไม่สะท้อนแสง บนผิวหินสลักลวดลายโบราณที่สึกกร่อนจนแทบมองไม่เห็นเอาไว้ นางไล้นิ้วไปตามร่องสลักนั้นอย่างช้าๆ ใช้สมองประมวลผลรูปแบบของมัน...มันไม่ใช่แค่อักขระ...แต่ดูเหมือนแผนผังของดวงดาว
และในจังหวะที่นิ้วของนางกดลงไปบนจุดตัดของเส้นลายที่ดูเหมือนจะเป็นใจกลางของแผนผัง...
คลิก!
เสียงกลไกที่แหบแห้งดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ใจกลางของแท่นหินจะเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน!
แสงสีเขียวมรกตอันนุ่มนวลสาดส่องออกมาจากช่องนั้น ซ่งหว่านเอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะมองเข้าไป ด้านในมีของสองสิ่งวางอยู่...หนึ่งคือคัมภีร์โบราณเล่มบางที่หน้าปกเขียนอักษรสี่ตัวว่า “คัมภีร์กำหนดฟ้า” และอีกสิ่งหนึ่งคือ ป้ายหยกมรกต รูปทรงกลมแบนที่สลักเป็นรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ครึ่งซีก แสงสีเขียวและไอปราณอันบริสุทธิ์และหนาแน่นถูกปล่อยออกมาจากป้ายหยกชิ้นนี้
นางหยิบคัมภีร์ขึ้นมาเปิดดู...แต่กลับพบว่าด้านในว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว
ของไร้ประโยชน์ นางคิดในใจก่อนจะวางมันลง นางสนใจป้ายหยกที่จับต้องได้และปล่อยพลังงานออกมาได้จริงมากกว่า
ทันทีที่นางหยิบป้ายหยกรูปตะวันจันทราขึ้นมา นางก็รู้สึกได้ถึงพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่ไหลเข้ามาสัมผัสกับลมปราณในร่างของนาง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและทรงพลังอย่างน่าประหลาด
นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที
ซ่งหว่านเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าแท่นหิน วางป้ายหยกไว้บนฝ่ามือและเริ่มโคจรลมปราณตามวิธีที่นางคิดค้นขึ้นเอง
นางรู้ดีว่ารากฐานกำลังภายในของนางนั้นแปลกประหลาด...มันไม่ได้มาจากสำนักใด แต่เกิดจากการผสมผสานศาสตร์โยคะจากชาติก่อนที่เน้นความยืดหยุ่นและการควบคุมร่างกาย เข้ากับการโคจรลมปราณที่แอบเรียนรู้มา ทำให้รากฐานของนางมั่นคงและเปิดกว้างกว่าคนทั่วไปโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อรากฐานที่ดีเลิศได้พบกับพลังปราณที่บริสุทธิ์ที่สุด...ผลลัพธ์ก็เกินกว่าที่คาดคิด!
ไอปราณสีเขียวมรกตไหลออกจากป้ายหยกราวกับสายน้ำ เข้าสู่ร่างของนางผ่านทางฝ่ามือและลมหายใจ มันแทรกซึมเข้าไปในเส้นชีพจรทุกสาย ผสานเข้ากับลมปราณเดิมของนางและทำให้มันแข็งแกร่งและหนาแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว! ความรู้สึกเจ็บปวดจากการทะลวงจุดชีพจรที่ควรจะเกิดขึ้นกลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความรู้สึกสบายราวกับได้แช่ในบ่อน้ำพุร้อน
นางไม่รอช้า เร่งดูดซับพลังปราณนั้นอย่างเต็มที่ราวกับฟองน้ำที่กระหายน้ำ!
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน แสงสีเขียวและไอปราณจากป้ายหยกก็ค่อยๆ จางลงจนหมดไป เหลือเพียงป้ายหยกมรกตที่ดูธรรมดาแต่สวยงามชิ้นหนึ่ง
ซ่งหว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตาของนางคมกล้ายิ่งกว่าเดิม นางรู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลในร่าง พลังยุทธ์ของนางในตอนนี้...น่าจะก้าวกระโดดไปไกลกว่าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหลายเท่าตัวนัก
นางเก็บป้ายหยกที่หมดพลังแล้วและคัมภีร์เปล่าเล่มนั้นเข้าไปในอกเสื้ออย่างดี นางไม่คิดจะทิ้งมันไป...ของสิ่งนี้อาจจะมีความลับซ่อนอยู่อีกก็เป็นได้
ของสิ่งนี้...คือความลับที่แท้จริงของการฟื้นคืนชีพของข้า...
และอาจจะเป็นกุญแจสำคัญ...ในการพลิกชะตากรรมของข้าในโลกใบนี้
◆ ─── ◆