พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 37

ตอนที่ 37 ค่าจ้างที่แท้จริง

ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของหอลิขิตฟ้าที่เงียบสงบ...

เฟิงเฉินหนานกำลังบรรจงวางหมากสีดำลงบนกระดานหมากล้อมอย่างเชื่องช้า แต่สายตาของเขากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับเกมตรงหน้า...ในหัวของเขากำลังทบทวนเรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดในเมืองชิงซีตอนนี้

หม่าหลงก้าวเข้ามารายงานอย่างเงียบเชียบตามที่เคยทำเป็นประจำ

"เรียนนายท่าน" เขากล่าว "รายงานอย่างเป็นทางการจากกองกำลังทหารที่เข้าไปตรวจสอบค่ายโจรเขี้ยวหมาป่าออกมาแล้วขอรับ"

เฟิงเฉินหนานพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้พูดต่อ

"ตามรายงานระบุว่าโจรทั้งหมดห้าสิบสามคน...เสียชีวิตทั้งหมด สภาพศพส่วนใหญ่ถูกปาดคอด้วยคมมีดเพียงแผลเดียว แสดงถึงฝีมือที่เด็ดขาดและรวดเร็วอย่างยิ่ง" หม่าหลงรายงานตามข้อมูลที่ได้มา "ส่วนตัวประกันหญิงสาวชาวบ้านทั้งแปดคนปลอดภัยดีทุกประการ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความประหลาดใจ "แต่มีเรื่องน่าแปลกอยู่เรื่องหนึ่งขอรับ...ทางการไม่พบร่องรอยของทรัพย์สินที่พวกโจรปล้นสะดมมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว...ราวกับว่าสมบัติทั้งหมดได้หายไปในอากาศ"

สิ้นเสียงรายงานนั้น...

เฟิงเฉินหนานก็เงยหน้าขึ้นจากกระดานหมาก...มุมปากภายใต้หน้ากากหยกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่เขาจะส่ายหน้าช้าๆ ราวกับกำลังเอ็นดูในความซุกซนของใครบางคน

หม่าหลงมีสีหน้างุนงง "นายท่าน...ท่านคิดว่า..."

"หายไปในอากาศรึ? หึ..." เฟิงเฉินหนานหัวเราะในลำคอ

"มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ว่าใครเอาไป"

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังทิศทางของโรงเตี๊ยมประตูมังกร

"นางไม่ใช่จอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรมที่ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน...แต่นางคือนักฉวยโอกาสที่ชาญฉลาดที่สุด" เขากล่าวราวกับรำพึงกับตัวเอง "นางทำภารกิจเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ 'ไป๋ฉิงเซียง' และหอลิขิตฟ้า...ช่วยชาวบ้านเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การกระทำของตนเอง...สังหารโจรเพื่อกำจัดภัยคุกคามในพื้นที่ที่นางอาจจะต้องเคลื่อนไหวต่อไป..."

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยแววตาที่เปล่งประกายอย่างรู้ทัน

"...และแน่นอน...นางย่อมไม่ลืมที่จะเก็บ 'ค่าจ้าง' ที่แท้จริงของนางไปด้วยตนเอง"

หม่าหลงเบิกตากว้าง...ในที่สุดเขาก็เข้าใจ!

เฟิงเฉินหนานวางหมากสีดำอีกเม็ดลงบนกระดานเบาๆ

'ไป๋ฉิงเซียง...ทุกย่างก้าวของเจ้าล้วนถูกคำนวณมาอย่างดี...เจ้าช่างทำให้ข้าประหลาดใจและอยากจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้ามากขึ้นได้ตลอดเวลาจริงๆ'

หนึ่งวันหลังจากปิดภารกิจแรกอย่างสวยงาม...

รุ่งเช้า ณ โรงเตี๊ยมประตูมังกร ซ่งหว่านเอ๋อร์ได้มอบแผนที่ที่นางวาดขึ้นเองอย่างละเอียดให้อาเฟย “นี่คือแผนที่ที่ซ่อนทรัพย์สินทั้งหมดของโจรเขี้ยวหมาป่า”

นางสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด "นำคนของเหล่าซู่ที่ไว้ใจได้ที่สุดไป...จัดการทุกอย่างให้เงียบที่สุดแล้วนำของทั้งหมดกลับไปเก็บไว้ที่ห้องใต้ดินของร้าน...รอคำสั่งต่อไปจากข้า"

"ขอรับ นายหญิง" อาเฟยรับคำสั่งและจากไปปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิงก็ออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ภารกิจที่สอง...การปราบ "กลุ่มโจรเหยี่ยวดำ" ที่ผาอินทรีดำซึ่งอยู่ห่างออกไปหกสิบกว่าลี้

พวกเขาเดินทางตลอดทั้งวันจนกระทั่งราตรีมาเยือนและพักค้างแรมในป่าอย่างเรียบง่าย เมื่อแสงแรกของวันใหม่เริ่มสาดส่อง ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ และในช่วงเช้าที่ใกล้จะถึงจุดหมายนั่นเอง...พวกเขาก็ได้พบกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งโดยบังเอิญ

เป็นขบวนจอมยุทธหนุ่มสาวแปดคน นำโดยชายหนุ่มผู้มีท่าทีองอาจผึ่งผายและแบกทวนยาวเล่มหนึ่งไว้บนหลัง พวกเขาสวมอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายทวนไขว้...สัญลักษณ์ของ พรรคตระกูลหลิว

ชายหนุ่มผู้นำขบวนเมื่อเห็นไป๋ฉิงเซียงและผู้ติดตามเพียงคนเดียวเดินทางในเส้นทางที่เปลี่ยวร้าง เขาก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ด้วยท่าทีของวีรบุรุษ

"แม่นางและสหาย...ดูท่าจะเดินทางมาไกล" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังและมั่นใจ "เส้นทางเบื้องหน้าอันตรายนัก มีกลุ่มโจรเหยี่ยวดำที่โหดเหี้ยมชุกชุม แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไป! ข้า 'ทวนคลั่ง' หลิวเฟิง และศิษย์น้องจากพรรคตระกูลหลิวผ่านมาได้ยินข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้านแถบนี้พอดี พวกเราจึงอาสาจะขึ้นไปบนผาอินทรีดำเพื่อสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกมันเอง!"

เขาประกาศอย่างภาคภูมิใจ ราวกับว่าชัยชนะอยู่ในกำมือของเขาแล้ว

ไป๋ฉิงเซียงที่อยู่ภายใต้ม่านหมวกเพียงแค่โค้งศีรษะให้เล็กน้อย "ขอบคุณในความหวังดีของคุณชายหลิว...เช่นนั้นพวกเราไม่ขอรบกวนท่านแล้ว ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ"

นางไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เป็นพิเศษ เพียงแค่จูงม้าหลีกทางให้กลุ่มของหลิวเฟิงเดินผ่านไปอย่างสงบ

เมื่อกลุ่มจอมยุทธผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมเดินลับหายไปตามเส้นทางขึ้นภูเขาแล้ว เฮ่อเฟิงก็หันมาถามนายหญิงของตนด้วยความสับสน

"นายหญิง...หากพวกเขาจัดการโจรได้สำเร็จ...ภารกิจของเราก็เท่ากับมาเสียเที่ยวสิขอรับ?"

ซ่งหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าช้าๆ แววตาของนางที่มองตามกลุ่มคนเหล่านั้นไปเต็มไปด้วยความเรียบเฉย

"พวกเขา...ไม่สำเร็จหรอก"

"เหตุใดท่านจึงมั่นใจเช่นนั้นขอรับ?" เฮ่อเฟิงถามอย่างประหลาดใจ

"ข้าประเมินแล้ว" นางอธิบายอย่างใจเย็น "หนึ่ง...พวกเขาเดินทางกันเป็นกลุ่มใหญ่และส่งเสียงดัง...โจรที่ตั้งรังอยู่บนผาสูงย่อมต้องมีคนคอยสอดแนมอยู่เบื้องล่าง ตอนนี้พวกมันรู้ตัวและเตรียมการตั้งรับเรียบร้อยแล้ว"

"สอง...หลิวเฟิงเป็นยอดฝีมือเพลงทวน...เพลงทวนเหมาะกับการต่อสู้ในที่โล่งแจ้ง ไม่ใช่บนเส้นทางภูเขาที่คับแคบและเต็มไปด้วยโขดหิน อาวุธของเขาจะกลายเป็นภาระทันที"

"และสาม...ที่สำคัญที่สุด" ดวงตาของนางหรี่ลง "พวกเขามาด้วยความหยิ่งผยองและความมั่นใจ...พวกเขามาเพื่อ 'แสดงฝีมือ' ไม่ได้มาเพื่อ 'สังหาร' พวกเขาไม่ได้เตรียมการสำหรับกับดักหรือกลยุทธ์สกปรกที่กลุ่มโจรซึ่งสิ้นหวังพร้อมจะนำมาใช้"

นางหันกลับมามองเฮ่อเฟิง ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา

"งานของเราง่ายขึ้นเยอะ...ตอนนี้เราไม่ต้องเหนื่อยแรงบุกขึ้นไป..."

"...เราแค่รอ"

"รอหรือขอรับ?"

"ใช่...รอให้สิงโตผู้หยิ่งผยอง...เข้าไปต่อสู้กับฝูงหมาป่าจนบาดเจ็บสาหัส...จากนั้น..."

ดวงตาของนางเปล่งประกายดุจพยัคฆ์ในเงามืด

"...พยัคฆ์อย่างเรา...ค่อยเข้าไปเก็บกวาดซากที่เหลือ"

ซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิงไม่ได้เดินทางต่อไป พวกเขาล่าถอยกลับมายังจุดที่สามารถสังเกตการณ์เส้นทางขึ้นผาอินทรีดำได้จากระยะไกลและปลอดภัยที่สุด ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบบนเนินเขาลูกหนึ่ง ใช้เวลาที่เหลือของช่วงเช้าไปกับการรอคอยอย่างใจเย็น

เฮ่อเฟิงมีท่าทีที่กระสับกระส่ายเล็กน้อย "นายหญิง...เหตุใดยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยขอรับ?"

"สงครามที่แท้จริง...มักจะเริ่มต้นขึ้นในความเงียบ" ซ่งหว่านเอ๋อร์ตอบโดยไม่ได้ละสายตาจากเส้นทางเบื้องหน้า "เป็นการรอคอย...รอคอยความผิดพลาดของศัตรู"

ราวกับจะยืนยันคำพูดของนาง...ไม่นานหลังจากนั้น เสียงโห่ร้องตะโกนก้องและเสียงปะทะของเหล็กก็ดังสะท้อนมาจากบนภูเขา!

ทั้งสองรีบเคลื่อนตัวไปยังจุดชมวิวที่สูงขึ้นไปอีก พวกเขามองเห็นภาพการต่อสู้ที่เกิดขึ้นบนเส้นทางขึ้นเขาที่คับแคบได้อย่างชัดเจน...และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ซ่งหว่านเอ๋อร์ทำนายไว้ไม่มีผิดเพี้ยน!

หนึ่ง: กับดักและการตั้งรับ

กลุ่มโจรเหยี่ยวดำไม่ได้ออกมาสู้ซึ่งๆ หน้าอย่างโง่เขลา พวกมันรู้ตัวล่วงหน้าและได้เตรียมการป้องกันไว้อย่างดี พวกมันใช้ความได้เปรียบทางภูมิประเทศ สร้างเครื่องกีดขวางจากท่อนไม้และโขดหิน และซุ่มโจมตีจากที่สูง

สอง: อาวุธที่ไม่เหมาะสม

"ทวนคลั่ง" หลิวเฟิงผู้เก่งกาจในสนามรบเปิด บัดนี้กลับดูติดขัดและน่ารำคาญ ทวนยาวของเขากวัดแกว่งได้ไม่เต็มที่ มันติดขัดกับต้นไม้และผนังหิน ทำให้พลังทำลายล้างลดลงไปกว่าครึ่ง ศิษย์คนอื่นๆ ก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน พวกเขาไม่สามารถตั้งขบวนรบที่ถนัดได้ในพื้นที่ที่คับแคบและเต็มไปด้วยอุปสรรคเช่นนี้

สาม: กลยุทธ์ที่สกปรก

กลุ่มโจรเหยี่ยวดำแม้จะมีฝีมือโดยรวมด้อยกว่า แต่พวกมันกลับชดเชยด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความเหี้ยมโหด พวกมันกลิ้งก้อนหินขนาดใหญ่ลงมา, ซัดอาวุธลับที่อาบยาพิษอย่างง่ายๆ แต่ได้ผล, และโยนถุงผ้าที่บรรจุพริกป่นและมูลสัตว์แห้งเพื่อสร้างควันพิษที่ทำให้แสบตาและหายใจไม่ออก!

กลุ่มจอมยุทธฝ่ายธรรมะที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาพที่ทุลักทุเลและสับสนอลหม่าน พวกเขาถูกต้อนให้เข้าไปติดกับและค่อยๆ ถูกลดทอนกำลังลงทีละน้อย

การต่อสู้ดำเนินไปราวหนึ่งชั่วยาม...

ในที่สุด หลิวเฟิงที่ทั้งร่างกายและศักดิ์ศรีเต็มไปด้วยบาดแผล ก็คำรามออกมาอย่างโกรธแค้นและจำนน "ถอย! ศิษย์น้องทุกคนถอยก่อน!"

กลุ่มจอมยุทธตระกูลหลิวล่าถอยกลับลงมาจากภูเขาอย่างไม่เป็นท่า ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าโจรที่ดังสะท้อนตามหลังมา

ณ จุดซ่อนตัวของซ่งหว่านเอ๋อร์และเฮ่อเฟิง...

เฮ่อเฟิงมองภาพความพ่ายแพ้ของกลุ่มจอมยุทธผู้แข็งแกร่งด้วยความตะลึงงันจนพูดไม่ออก ทุกอย่างที่นายหญิงของเขาพูดไว้...เกิดขึ้นจริงทั้งหมดราวกับนางมองเห็นอนาคต! ความนับถือที่เขามีต่อนางได้พุ่งสูงขึ้นไปอีกจนกลายเป็นความยำเกรงอย่างสุดหัวใจ

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉย นางวิเคราะห์ผลลัพธ์อย่างเลือดเย็น

"สิงโตบาดเจ็บสาหัสและล่าถอยไปแล้ว..." นางรำพึง "และฝูงหมาป่าก็เหนื่อยล้าจากการต่อสู้และกำลังชะล่าใจ...พวกมันคิดว่าศึกจบแล้วสำหรับวันนี้ และกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะของตนเอง"

นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ฝุ่นดินที่เกาะอยู่บนชุดถูกปัดออกเบาๆ

ดวงตาของนางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหมวก บัดนี้เปล่งประกายคมกล้าดุจพยัคฆ์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ

"ถึงเวลาของเราแล้ว...เฮ่อเฟิง"

"เตรียมยาพิษ...คืนนี้...เราจะขึ้นไป 'เก็บกวาด' บนผานั่นกัน"

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์