ตอนที่ 45
ตอนที่ 45 รากฐาน
สองวันหลังจากที่อนุรองจ้าวเหมยหลินและซ่งจื่อเหวินถูกควบคุมตัวไป...พวกเขาก็ถูกปล่อยตัวกลับมายังจวนแม่ทัพ
กรมตรวจการไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงพวกเขากับยาพิษที่ใช้ลอบสังหารจางซื่อหยาง แต่การถูกนำตัวไปสอบสวนและข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไป ก็เพียงพอที่จะทำลายชื่อเสียงและอำนาจของพวกเขาทั้งสองลงอย่างย่อยยับ บัดนี้ สองแม่ลูกตระกูลจ้าวได้แต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนพักของตนเอง อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่กล้าก่อเรื่องใดๆ อีกต่อไป
ความสงบจอมปลอมได้กลับคืนสู่จวนแม่ทัพอีกครั้ง...และนี่คือโอกาสทองของซ่งหว่านเอ๋อร์
นางไม่ได้เสียเวลาไปกับการสืบสวนที่วุ่นวายของบิดา แต่กลับทุ่มเทสติปัญญาทั้งหมดไปกับการวางรากฐาน "อาณาจักร" ของนางอย่างเงียบๆ ภายในเรือนจื่อเวย
สำหรับธุรกิจของป้าหลิน...
นางได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่โลกใบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน นางนำความรู้ทางเคมีจากชาติก่อนมาประยุกต์ใช้ สร้าง "ยาสีฟันชนิดผง" ขึ้นมาโดยใช้เกลือสมุทรบดละเอียดผสมกับผงมินต์ (ปัวเหอ) และสมุนไพรลับที่ช่วยสร้างฟอง เมื่อใช้แล้วไม่เพียงแต่จะทำให้ฟันขาวสะอาด แต่ยังให้ลมหายใจที่หอมสดชื่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ นางยังได้คิดค้นสูตร "สบู่บุปผา" ที่ใช้ไขมันสัตว์ผสมกับน้ำด่างและสารสกัดจากดอกไม้นานาพรรณ ทำให้ได้สบู่เนื้อแข็งที่ทั้งทำความสะอาดและบำรุงผิวพรรณไปในตัว...สินค้าทั้งสองอย่างนี้คือนวัตกรรมที่จะปฏิวัติสุขอนามัยของเหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวง
สำหรับร้านของสวี่จือเหยียน "หอพันปัญญา"...
นางเล็งเห็นว่างานศิลปะในยุคนี้มีเพียงภาพวาดพู่กันเดียวที่ใช้หมึกดำเป็นหลัก นางจึงได้นำความรู้เรื่องสีมาใช้ นางสอนให้คนของนางนำ ดอกไม้สีต่างๆ เช่น ดอกคำฝอย, ดอกอัญชัน, และใบเตย มาผ่านกระบวนการสกัดและแปร รูปให้กลายเป็น "สีน้ำ" ที่มีสีสันสดใส บรรจุในตลับกระเบื้องเคลือบขนาดเล็ก จากนี้ไป หอพันปัญญาจะไม่ใช่แค่ร้านขายหนังสือและภาพเขียนหมึกดำอีกต่อไป แต่จะเป็นแหล่งจำหน่าย "สีสัน" และภาพวาดทิวทัศน์ที่งดงามราวกับมีชีวิตจริง
เมื่อแผนการทุกอย่างถูกร่างขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว...ก็ถึงเวลาที่นางจะต้องออกไป "สั่งงาน"
นางเดินไปยังเรือนใหญ่เพื่อขออนุญาตจากบิดาของนางที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในสวน
"คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ"
ซ่งเจี๋ยหันมามองบุตรสาวสามของตน แววตาของเขาอ่อนลงกว่าแต่ก่อนมาก "อืม...มีเรื่องอันใดรึ?"
"ข้าตั้งใจจะไปที่วัดเมฆาคล้อยอีกครั้งเจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม "เพื่อไหว้พระขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้ท่านพ่ออาการดีขึ้น และตั้งใจจะไปถือศีลภาวนาต่ออีกสักระยะ เพื่อขอพรให้ท่านพ่อหายขาดโดยเร็วเจ้าค่ะ"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความกตัญญูนั้นทำให้ซ่งเจี๋ยรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง เขามองบุตรสาวที่เคยดื้อรั้นและอ่อนแอคนนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...นางดูสงบเสงี่ยมและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากนับตั้งแต่ไปถือศีลมา
"ดี...ดีมาก!" เขากล่าวชมเชย "ไปเถิด...ไปภาวนาให้มากๆ...ดูเหมือนว่าคำภาวนาของเจ้าจะได้ผลดีนัก ตอนนี้ข้ารู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว...ไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ"
ซ่งหว่านเอ๋อร์รับคำและขอตัวจากไปอย่างนอบน้อม...โดยที่ท่านแม่ทัพใหญ่ซ่งเจี๋ยไม่รู้เลยแม้แต่น้อย...ว่าเขาเพิ่งจะอนุญาตให้ "ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด" ของตนเอง...ออกไปสร้างฐานทัพและสะสมอาวุธได้อย่างอิสระ
ภายใต้ฉากหน้าของการไปไหว้พระและถือศีล...ซ่งหว่านเอ๋อร์ได้ใช้เวลาหลายวันหลังจากนั้นในการเดินทางไปพบกับป้าหลินและสวี่จือเหยียนอย่างลับๆ เพื่อมอบพิมพ์เขียวและคำสั่งในการผลิตสินค้าชุดใหม่
อาณาจักรของนาง...กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบเชียบ...ภายใต้การคุ้มครองของบิดาของนางเอง
หลังจากจัดการเรื่องราวในเมืองหลวงและวางรากฐานให้กับธุรกิจใหม่ทั้งสองสายแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการเตรียมตัว ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่เมืองชิงซีอีกครั้ง
การเดินทางกลับสู่เมืองชิงซีครั้งนี้แตกต่างออกไป ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินทางอย่างเปิดเผยในฐานะคุณหนูสามตระกูลซ่งผู้กำลังเดินทางกลับจากการถือศีลภาวนา โดยมีเพียง ชิงเหลียน สาวใช้คนสนิท และ อาเฟย ผู้เป็นสารถีและองครักษ์เงาติดตามมาด้วย บรรยากาศในการเดินทางเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่ก็แฝงไว้ด้วยประสิทธิภาพ
เมื่อรถม้าของนางเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองชิงซีและมุ่งหน้ามาหยุดลงที่หน้า "ร้านร้อยสิ่งสารพัด"...ภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็คือร้านค้าที่ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ตัวอาคารไม้ถูกขัดสีฉวีวรรณจนขึ้นเงา และป้ายร้านเก่าๆ ก็ถูกปลดออกไปแล้ว เหลือเพียงแผ่นไม้สีดำขลับที่ยังไม่ได้สลักชื่อใดๆ แขวนอยู่...มันให้ความรู้สึกที่ลึกลับและน่าเกรงขาม
เมื่อนางก้าวเข้าไปภายในร้าน...นางก็ยิ่งพึงพอใจมากขึ้นไปอีก
ชั้นล่าง...ถูกจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด ชั้นวางของที่เคยรก บัดนี้ถูกจัดเรียงอย่างสวยงาม มีสินค้าต้นแบบไม่กี่ชิ้นวางแสดงอยู่ ชิงเหลียน ที่เพิ่งเดินตามเข้ามาถึงกับตาโตด้วยความทึ่งในการเปลี่ยนแปลง
เหลียงคัง ที่กำลังตรวจดูบัญชีอยู่รีบออกมาทำความเคารพทันที "นายหญิง!"
"รายงานความคืบหน้า" ซ่งหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นสั้นๆ
"ขอรับนายหญิง!" เหลียงคังรายงานด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น "การปรับปรุงร้านเสร็จสิ้นไปแล้วเก้าส่วนตามที่ท่านสั่ง! ข้าน้อยได้ว่าจ้างช่างฝีมือตามสาขาต่างๆ ที่ท่านกำหนด...ทุกคนทำงานในส่วนของตนเองและไม่เคยได้เห็นภาพรวมของสินค้าทั้งหมดเลยแม้แต่น้อยขอรับ!"
ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินลงไปยังห้องใต้ดินที่บัดนี้กลายเป็น "ศูนย์บัญชาการ" และ "โรงผลิต" ที่แท้จริงของนาง
ที่นั่น...พี่น้องสามอสรพิษ...เฮ่อป้าเทียน, เฮ่อตี้สิง, และ เฮ่อเฟิง... กำลังยืนคุมการทำงานของช่างฝีมือกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันตาม "พิมพ์เขียว" ที่นางทิ้งไว้ให้ พวกเขาทั้งสามคนดูมีท่าทีที่จริงจังและเปี่ยมด้วยอำนาจของผู้คุมงานอย่างเต็มตัว
นางเดินไปหยิบ "รองเท้าบู๊ท" ต้นแบบคู่หนึ่งขึ้นมาพิจารณา...มันคือรองเท้าสำหรับองค์กรของนางโดยเฉพาะ หนังถูกฟอกมาอย่างดีเยี่ยม พื้นรองเท้าถูกเสริมด้วยแผ่นเหล็กบางๆ และมีช่องลับสำหรับซ่อนมีดสั้นซ่อนอยู่ที่ส้นเท้า...สมบูรณ์แบบ
"การเย็บดี...แต่ยางไม้ที่ใช้เชื่อมพื้นรองเท้ายังไม่ทนทานพอ" นางวิจารณ์อย่างเฉียบคม "บอกช่างให้เปลี่ยนไปใช้ยางสนผสมกับไขมันวัวกระทิงแทน จะทนทานกว่านี้สามเท่า"
เหลียงคังและเหล่าอสรพิษรับฟังด้วยความทึ่ง...นางไม่ได้เป็นแค่นักวางแผน...แต่นางคือปรมาจารย์ผู้รอบรู้ในทุกศาสตร์อย่างแท้จริง!
"ส่วนวัตถุดิบเล่า?" นางหันไปถามเฮ่อตี้สิง
"วัตถุดิบชุดแรก...หนังวัวกระทิงจากทิศเหนือและเหล็กดำจากเหมืองทางใต้...มาถึงแล้วขอรับ ตอนนี้กำลังรอสมุนไพรและแร่พิษที่ท่านสั่งให้สืบหาอยู่ขอรับ"
"ดีมาก" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าว "อีกเจ็ดวัน...เราจะเปิดร้านอย่างไม่เป็นทางการ"
นางมองหน้าทุกคน "เริ่มจากสินค้าเบื้องต้นที่ข้าอนุมัติแล้วก่อน...เพื่อทดสอบตลาดและสร้างกระแสเงิน"
นางหันกลับไปมองพิมพ์เขียวอีกฉบับหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดเผยให้ใครเห็น...มันคือภาพวาดของหน้าไม้กลไกขนาดเล็กที่สามารถซ่อนไว้ในแขนเสื้อได้
'นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น...เมื่อรากฐานของเรามั่นคงแล้ว...อาวุธที่แท้จริง...ก็จะถูกสร้างขึ้น'
หลังจากวางรากฐานให้กับ "สรรพาวุธสถาน" เรียบร้อยแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น นางรู้ดีว่าอาวุธและเงินตราเป็นเพียงอำนาจที่มองเห็นได้...แต่อำนาจที่แท้จริงที่สามารถชี้ขาดแพ้ชนะได้นั้น...คือ "ข้อมูลข่าวสาร"
บ่ายวันนั้น นางปลอมตัวเป็นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา โดยมีเพียงเฮ่อเฟิงที่แต่งกายคล้ายๆ กันเดินตามอยู่ห่างๆ นางไม่ได้มุ่งหน้าไปยังย่านการค้าที่คึกคัก แต่กลับเดินลึกเข้าไปในเขตชุมชนแออัดที่ยากจนที่สุดของเมืองชิงซี
ที่นี่...คือโลกอีกใบหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังความเจริญรุ่งเรืองของเมือง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและกลิ่นอายของความยากจน
เท้าของนางมาหยุดลงที่หน้าลานบ้านเก่าแก่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างจนทรุดโทรม กำแพงดินพังทลาย ประตูไม้ผุพัง...จากภายนอก มันดูไม่ต่างอะไรจากรังโจรหรือที่ซ่องสุมของเหล่าขอทาน
นางเคาะที่ประตูไม้ผุพังนั้นเป็นจังหวะเฉพาะ...สามครั้งสั้น สองครั้งยาว
ประตูถูกแง้มเปิดออกอย่างเงียบกริบ เด็กหนุ่มหน้าตามอมแมมคนหนึ่งโผล่ออกมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นนาง เขาก็รีบเปิดประตูออกกว้างและโค้งคำนับอย่างนอบน้อมที่สุด
ทันทีที่ก้าวเข้าไป...โลกภายในก็แตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง
แม้จะยังคงความเก่าโทรม แต่ลานบ้านกลับถูกทำความสะอาดอย่างดีเยี่ยม เด็กกำพร้าและขอทานที่เคยดูสิ้นหวัง บัดนี้กลับสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและกำลังทำกิจกรรมกันอย่างเป็นระบบ! บางกลุ่มกำลังหัดอ่านเขียนตัวอักษรจากครูฝึก, บางกลุ่มกำลังฝึกฝนความคล่องตัวและวิชาตัวเบาขั้นพื้นฐานอยู่เงียบๆ ที่มุมลาน, และอีกกลุ่มหนึ่งกำลังดูแลกรงนกขนาดใหญ่หลายกรงที่ตั้งเรียงรายอยู่ใต้ชายคา...ที่นี่ไม่ใช่รังโจร...แต่มันคือ "โรงเรียนสายลับ" ขนาดย่อม!
เด็กหนุ่มท่าทางฉลาดเฉลียวและมีแววตาที่กร้านโลกเกินวัย ซึ่งเป็นหัวหน้าของที่นี่และเป็นมือขวาของเหล่าซู่ รีบวิ่งออกมารับ "คารวะนายหญิง! ข้าน้อย เสี่ยวหม่า ขอรับ!"
"รายงานความคืบหน้า" ซ่งหว่านเอ๋อร์เอ่ยสั้นๆ
"ขอรับ!" เสี่ยวหม่ารายงานอย่างฉะฉาน "ตามคำสั่งของท่านเหล่าซู่ พวกเราได้รวบรวมเด็กกำพร้าและขอทานไร้สังกัดในเมืองชิงซีได้แล้วสามสิบสองคน ทุกคนได้รับอาหารและที่พัก และกำลังเริ่มการฝึกฝนขั้นพื้นฐาน...พวกเราหลีกเลี่ยงการปะทะกับพรรคกระยาจกอย่างสิ้นเชิงตามที่ท่านกำชับ และเครือข่าย 'หูตา' ของเราได้เริ่มทำงานแล้ว...เราได้ยินข่าวลือทุกอย่างในตลาด...ตั้งแต่ราคาข้าวสารไปจนถึงข่าวที่ว่าเมื่อคืนก่อนมีทูตของพรรคมารอัคคีแอบเดินทางเข้ามาในเมืองขอรับ!"
ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ...ประสิทธิภาพขององค์กรนี้ดีกว่าที่นางคาดไว้ "แล้วเรื่อง 'โครงการอีกาสีดำ' เล่า?"
เสี่ยวหม่ามีแววตาตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขานำทางนางไปยังกรงนกขนาดใหญ่ ที่นั่นมีลูกอีกาและลูกนกเค้าแมวหลายสิบตัวกำลังถูกเลี้ยงดูปูเสกอย่างดี
เขาอุ้มลูกอีกาตัวหนึ่งขึ้นมาบนแขนอย่างชำนาญ ก่อนจะเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของลาน จากนั้นเด็กอีกคนหนึ่งที่อยู่อีกฝั่งก็ผิวปากเป็นท่วงทำนองสั้นๆ ที่แปลกประหลาด...วินาทีต่อมา ลูกอีกาตัวนั้นก็สยายปีกบินตรงไปเกาะที่แขนของเด็กคนนั้นอย่างแม่นยำ!
"นี่ยังเป็นเพียงขั้นแรกขอรับนายหญิง" เสี่ยวหม่ารายงาน "การสร้างความผูกพันและฝึกบินในระยะใกล้...แต่พวกมันเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่คาดไว้มาก ภายในหนึ่งปีตามที่ท่านกำหนด...กองทัพเวหาของเราจะต้องพร้อมใช้งานอย่างแน่นอนขอรับ!"
"ดีมาก" ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวชมเป็นครั้งแรก "ทำงานต่อไป...ขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกตรอกซอกซอย...และเร่งการฝึกนกให้เร็วที่สุด...ทุนรอนที่เจ้าต้องการจะถูกส่งมาให้ไม่ขาดสาย"
นางหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เสี่ยวหม่าและเด็กๆ ทุกคนมองตามด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความภักดีและความหวัง...นางไม่ใช่แค่นายหญิง...แต่นางคือผู้ที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขา
ขณะที่เดินกลับออกมา เฮ่อเฟิงที่รออยู่ด้านนอกเอ่ยถามด้วยความทึ่ง "นายหญิง...ท่าน...ท่านกำลังสร้างอะไรกันแน่?"
ซ่งหว่านเอ๋อร์มองย้อนกลับไปยังลานบ้านที่ดูซอมซ่อ แต่กลับเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจที่แท้จริงของนาง
"สรรพาวุธสถานคือดาบของข้า...แต่ที่นี่...คือดวงตาและหูของข้า"
นางคิดในใจอย่างเย็นชา
'เงินตราและอาวุธสามารถสร้างกองทัพได้...แต่ข้อมูลข่าวสาร...สามารถชนะสงครามได้โดยไม่ต้องรบ'
◆ ─── ◆