พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 12

ตอนที่ 12 พยัคฆ์ถูกถอดเล็บ

ราตรีนั้นในเมืองหลินอันเงียบสงัดกว่าปกติ แต่สำหรับมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเฟิงเฉินหนานแล้ว มันคือค่ำคืนที่ไม่ได้หลับใหล

รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากจวนของเขาอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้มุ่งหน้ากลับบ้าน แต่กลับลัดเลาะไปตามเส้นทางลับสู่ประตูข้างของวังหลวง นี่คือสัญลักษณ์ของการถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าเป็นการลับ

ภายในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานและสมุนไพร องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเยว่ประทับอยู่บนพระเก้าอี้หลังโต๊ะทรงงาน แม้พระพักตร์จะดูอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ดวงเนตรของพระองค์ยังคงทอประกายแห่งสติปัญญาและความเฉียบขาดอยู่เสมอ

“เฉินหนาน” จักรพรรดิเอ่ยขึ้นทันทีที่คนสนิทของพระองค์ก้าวเข้ามา “เจ้าคิดว่าเรื่องของซ่งเจี๋ยเป็นอย่างไร?”

เฟิงเฉินหนานโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “อาการป่วยของเขายังคงทรงตัวพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท หมอหลวงยังหาสาเหตุไม่พบ กิจการในกองทัพโดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงเริ่มหยุดชะงักลงแล้ว”

“เรากังวลยิ่งนัก” จักรพรรดิถอนพระปัสสาสะ (หายใจ) “กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงอยู่ในมือเขา หากเราปลดเขาอย่างกะทันหัน เกรงว่าเหล่าขุนพลใต้บัญชาที่ภักดีต่อเขาอาจก่อความวุ่นวายได้ แต่จะปล่อยให้ตำแหน่งสำคัญนี้ว่างลงเพราะอาการป่วยที่ไม่มีกำหนดหายก็ไม่ได้เช่นกัน เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”

นี่คือคำถามที่เฟิงเฉินหนานคาดการณ์ไว้แล้ว เขาคือมันสมองของฝ่าบาท และนี่คือเวลาที่เขาต้องแสดงความสามารถนั้น

“ฝ่าบาท...กระหม่อมรู้สึกว่าการล้มป่วยของท่านแม่ทัพซ่ง...และการตายของจางซื่อหยาง...มันประจวบเหมาะเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” เขาเริ่มต้นอย่างสุขุม “คนของกระหม่อมพบเจอเรื่องผิดปกติที่จวนตระกูลซ่งในคืนเกิดเหตุ ดูเหมือนว่าจะมี ‘ยอดฝีมือ’ ที่เราไม่รู้จักซ่อนตัวอยู่ในนั้น”

จักรพรรดิหรี่พระเนตรลง “เจ้ากำลังจะบอกว่า...เรื่องทั้งหมดนี้อาจเป็นการจัดฉาก?”

“เป็นเพียงข้อสันนิษฐานพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงเฉินหนานตอบ “ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ การลงมืออย่างหุนหันพลันแล่นอาจเข้าทางศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ได้...กระหม่อมคิดว่ายังไม่ควรปลดท่านแม่ทัพซ่งในตอนนี้”

“แล้วจะให้เราทำเช่นไร?”

“กระหม่อมขอเสนอให้ฝ่าบาทมีราชโองการแต่งตั้ง ‘รองแม่ทัพผู้รักษาการณ์แทน’ ขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงเฉินหนานเสนอแผน “เราจะอ้างว่าเพื่อแบ่งเบาภาระของท่านแม่ทัพซ่งในยามป่วยไข้ และเพื่อให้กิจการทหารไม่หยุดชะงัก คนผู้นี้จะต้องเป็นกลาง ไม่ใช่คนของตระกูลซ่ง หรือคนของมหาเสนาบดีฝ่ายขวาไห่หยวนจาง แต่ต้องเป็นขุนพลที่ภักดีต่อฝ่าบาทเพียงผู้เดียว”

แผนการนี้คือการเดินหมากที่แยบยลที่สุด มันคือการริดรอนอำนาจของซ่งเจี๋ยอย่างนุ่มนวลโดยไม่สร้างความกระด้างกระเดื่อง และยังเป็นการส่งคนของฝ่าบาทเข้าไปควบคุมกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงโดยตรง เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและยังช่วยซื้อเวลาเพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังต่อไป

จักรพรรดิทรงแย้มพระสรวลออกมาบางๆ “สมแล้วที่เป็นเจ้า เฉินหนาน รอบคอบเสมอ...เราจะทำตามที่เจ้าเสนอ”

เมื่อเฟิงเฉินหนานก้าวออกจากพระราชวังหลวง ความเยือกเย็นของยามราตรีก็พัดผ่านร่างของเขา แต่ในหัวกลับร้อนรุ่มไปด้วยความคิด

เขานึกถึงรายงานของหม่าหลงและหม่าหลัว...ยอดฝีมือปริศนาผู้ใช้พิษและเล่ห์เหลี่ยม...

แล้วภาพของคุณหนูสามซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเขา...ใบหน้าที่ดูเปราะบาง...ดวงตาที่ดูว่างเปล่าจนน่าประหลาดใจ...

ยอดฝีมือลึกลับ...อาการป่วยที่ไร้สาเหตุ...คุณหนูสามผู้บอบบาง...

ทุกเส้นด้ายดูเหมือนจะนำทางไปสู่จวนตระกูลซ่ง...โดยเฉพาะ...ตัวตนของนาง

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรงแห่งแคว้นเยว่

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ขุนนางทุกฝ่ายต่างรอคอยว่าองค์จักรพรรดิจะทรงจัดการกับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ที่ว่างลงอย่างไร มหาเสนาบดีฝ่ายขวาไห่หยวนจางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เตรียมจะทูลเสนอชื่อขุนพลในสังกัดของตนเองขึ้นรักษาการณ์แทน

“ฝ่าบาท, เกี่ยวกับตำแหน่งของท่านแม่ทัพใหญ่ซ่งที่ว่างลง...”

“เรื่องนั้นเราตัดสินใจแล้ว”

องค์จักรพรรดิยกพระหัตถ์ขึ้นตัดบทอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด ทำให้ไห่หยวนจางต้องชะงักและถอยกลับไปยืนที่เดิมอย่างเสียไม่ได้ “ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองยังไม่สงบ และท่านแม่ทัพซ่งก็ยังล้มป่วย เราจำเป็นต้องมีผู้ดูแลกิจการทหารในเมืองหลวงเพื่อความมั่นคง...เราขอแต่งตั้งให้ ขุนพลหลิงเจิ้น ขึ้นเป็น รองแม่ทัพใหญ่ผู้รักษาการณ์แทน มีอำนาจบัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงทั้งหมด จนกว่าแม่ทัพใหญ่ซ่งจะหายจากอาการป่วย”

ชื่อของหลิงเจิ้นทำให้ขุนนางหลายคนประหลาดใจ เขาเป็นขุนพลวัยกลางคนที่คุมกองทหารหน่วยหนึ่งในเมืองหลวง มีฝีมือดี นิสัยซื่อตรง และที่สำคัญที่สุด...เขาเป็นคนที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีความภักดีต่อองค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียว

ไห่หยวนจางมีใบหน้าดำคล้ำ เขาถูกชิงตัดหน้าอย่างงดงาม ขณะที่เฟิงเฉินหนานยังคงยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลัก

บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง ราชโองการก็มาถึงจวนแม่ทัพใหญ่อย่างรวดเร็ว

ขบวนทหารหลวงนำโดยขันทีระดับสูงถือราชโองการสีทองอร่ามเดินเข้ามาในจวน ทุกคนในตระกูลซ่งที่ยังแข็งแรงดีต้องออกมาคุกเข่ารับฟังราชโองการหน้าลานใหญ่ ซ่งจื่อเหวินในฐานะบุตรชายคนโตคุกเข่าอยู่หน้าสุด

เสียงแหลมสูงของขันทีประกาศแต่งตั้งขุนพลหลิงเจิ้นดังก้องไปทั่วบริเวณ แต่ประโยคสุดท้ายคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุด

“...และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของท่านแม่ทัพซ่งอย่างแท้จริง ทรงมีพระบัญชาให้ นำตราพยัคฆ์ทองคำ กลับมาเก็บรักษาไว้ในวังหลวงชั่วคราว โดยมอบอำนาจสิทธิ์ขาดในการสั่งการทหารให้แก่รองแม่ทัพใหญ่หลิงเจิ้นแต่เพียงผู้เดียว!”

สิ้นเสียงประกาศ ขันทีเฒ่าก็หันมามองซ่งจื่อเหวินที่คุกเข่าอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉย “คุณชายใหญ่ซ่ง...ฝ่าบาทมีรับสั่ง...ให้ท่านเป็นผู้อัญเชิญตราพยัคฆ์ทองคำจากห้องของท่านแม่ทัพใหญ่ออกมา”

คำสั่งนี้ไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าฉาดใหญ่! ซ่งจื่อเหวินหน้าซีดเผือด เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความอัปยศ แต่ก็ไม่อาจขัดขืนราชโองการได้ เขาได้แต่ก้มหน้าลงรับคำเสียงแผ่ว “...ขอรับ” ก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งไปยังเรือนพักของบิดาด้วยหัวใจที่แตกสลาย

ซ่งหว่านเอ๋อร์ที่แอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่จากหลังเสาต้นหนึ่งในระเบียงทางเดิน นางมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่มีความยินดี ไม่มีความสงสาร มีเพียงการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเย็นชา

‘ราชสำนัก...เคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คิด การริดรอนอำนาจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว...และยังเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของคนในตระกูลซ่งไปพร้อมกัน’

หลังจากขบวนของขันทีจากไปพร้อมกับตราพยัคฆ์ทองคำ บรรยากาศในจวนก็เงียบงันจนน่ากลัว

อนุสามหลี่รั่วซีเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว นางลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธและความอัปยศ ในฐานะที่มาจากตระกูลแม่ทัพเหมือนกัน การกระทำของราชสำนักในวันนี้ไม่ต่างอะไรจากการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตระกูลทหารทั้งหมดอย่างรุนแรง

นางไม่ได้โวยวายออกมาในทันที แต่กลับเดินกลับเรือนพักของตนเองด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด

ค่ำวันนั้นเอง ข่าวก็แพร่ไปทั่วทั้งจวน...อนุสามหลี่รั่วซีกำลังเก็บข้าวของ!

นางบอกกับบุตรชายของนาง ซ่งจื่อหาว ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวว่า “จื่อหาว! เก็บของ! ที่นี่ไม่มีอนาคตแล้ว ข้าทนอยู่ในจวนที่ไร้ซึ่งอำนาจบารมีเช่นนี้ต่อไปไม่ไหว! เราจะเดินทางกลับไปที่บ้านตระกูลหลี่ของแม่ที่เมืองเหนือ ไปพักผ่อนและตั้งหลักที่นั่น!”

ซ่งหว่านเอ๋อร์รับฟังข่าวนี้จากชิงเหลียนด้วยความสงบ

เมื่อต้นไม้ใหญ่ใกล้จะล้ม...ฝูงลิงก็ย่อมต้องแตกฮือ...อนุสามจากไปเป็นคนแรก...แล้วใคร...จะเป็นรายต่อไป?

นางมองออกไปในความมืด ดวงตาเปล่งประกายอย่างเย็นชาดีแล้ว...ยิ่งวุ่นวาย...ข้ายิ่งเคลื่อนไหวได้สะดวก

สิ่งที่นางต้องทำและอยากจะทำ นางจะต้องทำมันให้ทะลุเป้าหมายเสมอ และครั้งนี้นางจะไม่พลาดแล้วไว้ใจผู้ใดอีก นางจะไม่ตายเปล่าเหมือนชาติที่แล้ว

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์