ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 ลานประลอง
เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันแรกของงานชุมนุม ซ่งหว่านเอ๋อร์ในชุดนักเดินทางพร้อมหมวกปิดบังใบหน้า ก็ได้มุ่งหน้าไปยัง "ลานประลองวีรบุรุษ" ซึ่งตั้งอยู่นอกประตูทิศตะวันตกของเมือง มันคือลานประลองขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างถาวร มีลานประลองย่อยแปดทิศล้อมรอบลานประลองหลักที่อยู่ใจกลาง อัฒจันทร์ที่นั่งถูกสร้างลดหลั่นกันขึ้นไป สามารถจุคนได้นับหมื่น
บรรยากาศในวันนี้คึกคักอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เสียงโห่ร้องยินดี เสียงพูดคุยอวดโอ้ และเสียงปะทะของอาวุธดังขึ้นจากลานประลองย่อยต่างๆ ไม่ขาดสาย ธงสัญลักษณ์ของสำนักน้อยใหญ่ต่างโบกสะบัดอวดศักดิ์ศรีกันอย่างเต็มที่
ซ่งหว่านเอ๋อร์เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ชั้นบนสุดที่ค่อนข้างบางตา ทำให้นางสามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้โดยไม่ตกเป็นเป้าสายตา
นางกวาดตามองไปยังที่นั่งของแขกผู้มีเกียรติด้านล่าง ซึ่งเป็นที่ของเหล่าตัวแทนจากสิบสำนักใหญ่
‘อย่างที่คาดไว้...วัดเมฆาชาดกับสำนักเมฆาขาวไม่ส่งคนมา...สมกับเป็นสำนักสงฆ์และเต๋าที่ไม่ชอบความวุ่นวายโดยใช่เหตุ’
แต่แปดสำนักที่เหลือล้วนส่งตัวแทนมากันอย่างพร้อมเพรียง
สำนักกระบี่ชางหลาน ส่งรองเจ้าสำนักผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมมาพร้อมกับศิษย์เอกหลายคน พรรคตระกูลหลิว มากันอย่างยิ่งใหญ่ นำโดยประมุขหลิวจ้านด้วยตนเอง พรรคกระยาจก ส่งผู้อาวุโสมาสังเกตการณ์ ขณะที่ฝ่ายอธรรมอย่าง พรรคมารอัคคี และ หุบเขาหมื่นพิษ ก็ส่งคนระดับรองประมุขมาคุมเชิงเช่นกัน
ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิดและเป็นเจ้าภาพคือเจ้าเมืองเหลยเป้า เขากล่าวเปิดงานอย่างเรียบง่ายสมกับเป็นอดีตชาวยุทธ ก่อนจะประกาศกฎของการประลอง
“...การประลองในปีนี้ยังคงเหมือนเช่นทุกปี! คือการท้าดวลอย่างอิสระ! ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร มาจากสำนักใด หรือแม้แต่เป็นจอมยุทธไร้สังกัด หากท่านมีความกล้า ก็จงก้าวขึ้นมาบนลานประลองเพื่อสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้แก่ตนเอง!”
ทันใดนั้น บนลานประลองหลักที่ยังว่างอยู่ ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ทะยานขึ้นไปยืนอย่างสง่างาม เขาคือ "ทวนคลั่ง" หลิวเฟิง นั่นเอง
“ข้าหลิวเฟิงแห่งพรรคตระกูลหลิว! มีผู้ใดอยากจะชี้แนะข้าบ้าง!” เขาประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งผยองและเปี่ยมด้วยจิตต่อสู้
ศิษย์เอกคนหนึ่งของพรรคมารอัคคีกระโจนขึ้นไปรับคำท้า ทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกันอย่างรวดเร็ว เพลงทวนของหลิวเฟิงนั้นสมกับฉายา "ทวนคลั่ง" มันทั้งรวดเร็ว ดุดัน และทรงพลังอย่างยิ่ง
ซ่งหว่านเอ๋อร์มองดูการต่อสู้นั้นด้วยสายตาของนักวิเคราะห์
‘นี่คือระดับฝีมือของ 'ห้าดาราจรัสฟ้า'...น่าสนใจ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยช่องโหว่...เน้นบุกไม่เน้นรับโดยสิ้นเชิง หากเจอคู่ต่อสู้ที่สุขุมกว่า...เขาจะเสียเปรียบทันที’
นางไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปสร้างเรื่องกับคนของสำนักใหญ่เหล่านี้โดยไม่จำเป็น การมาที่นี่ของนางมีจุดประสงค์เพียงเพื่อ เก็บข้อมูล ว่าใครเป็นใครในยุทธภพ และเพื่อจัดหาทรัพยากรที่นางต้องการเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีใครมาหาเรื่องนางก่อน นางก็จะยังคงเป็นเพียง "เงา" ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
สายตาของนางกวาดมองไปทั่วอัฒจันทร์อีกครั้ง ผ่านกลุ่มของหุบเขาหมื่นพิษที่นางเห็น "ภูตน้อย" กู่หลิง นั่งอยู่ด้วยท่าทีเบื่อหน่าย ผ่านกลุ่มตระกูลถังที่ดูลึกลับ...จนไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งที่ค่อนข้างอับสายตา
นางเห็นพี่น้องสามอสรพิษนั่งปะปนอยู่กับชาวยุทธไร้สังกัด พวกเขามีท่าทีหงุดหงิดและไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้แสดงฝีมือ…
การประลองอันดุเดือดระหว่าง "ทวนคลั่ง" หลิวเฟิง และยอดฝีมือจากพรรคมารอัคคีกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นจนทุกคนแทบจะลืมหายใจ ทันใดนั้น...เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจของเหล่าหญิงสาวจากทั่วทุกสารทิศก็ดังขึ้น!
เสียงนั้นดังสนั่นจนกลบเสียงอาวุธปะทะกันบนลานประลองจนหมดสิ้น!
“กรี๊ดดด! ดูนั่นสิ!”
“เขามาแล้ว! เขามาจริงๆ ด้วย!”
ซ่งหว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ นางละสายตาจากลานประลองที่น่าเบื่อหน่าย หันไปมองยังต้นเสียง...ทางเข้าหลักของลานประลองวีรบุรุษ
ฝูงชนที่เคยอัดแน่นกันอยู่บัดนี้กลับแหวกออกเป็นทางเดินอย่างพร้อมเพรียงกัน เปิดทางให้กับร่างสามสายที่กำลังเดินเข้ามาอย่างสง่างาม
สองคนแรกคือบุรุษในชุดสีดำสนิทที่สวมหน้ากากผ้าสีดำปิดบังใบหน้าไว้ทั้งหมด พวกเขาเคลื่อนไหวด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบและมั่นคง แผ่กลิ่นอายอันตรายที่ทำให้นักสู้ที่อยู่ใกล้ๆ ต้องเผลอถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว
แต่สายตาของทุกคนกลับจับจ้องไปที่บุรุษผู้เดินอยู่ตรงกลาง
เขาสวมอาภรณ์สีขาวราวกับหิมะที่ไม่มีลวดลายใดๆ แต่กลับดูสูงส่งกว่าอาภรณ์หรูหราทุกชุดในที่นี้ บนใบหน้าของเขาสวมหน้ากากหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่แกะสลักอย่างงดงาม มันปิดบังใบหน้าของเขาไว้เพียงครึ่งบน เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากหยักสวยและคางที่ได้รูปรับกับลำคอระหง แม้จะมองไม่เห็นดวงตา แต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่สูงส่ง เย็นชา และลึกล้ำราวกับมหาสมุทรที่สงบนิ่ง
“คุณชายหน้ากากหยก!”
“งดงามราวกับเทพเซียน แม้จะเห็นเพียงครึ่งหน้าก็ตาม!”
เสียงชื่นชมและคลั่งไคล้ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ซ่งหว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉย นางเบือนหน้าหนีด้วยความรำคาญ
‘น่ารำคาญ...เสียงดังเสียจริง’ นางคิดในใจ ‘ยังไม่ทันเห็นใบหน้าที่แท้จริงก็คลั่งไคล้กันถึงเพียงนี้…ปัญญาอ่อน’
นางไม่ได้สนใจในความงามหรือชื่อเสียงของเขา แต่ในฐานะสายลับ นางกำลังประเมินเขาในฐานะ "ภัยคุกคาม"
‘ผู้ติดตามสองคนนั้นฝีมือสูงส่ง...ลมหายใจมั่นคง...เป็นยอดฝีมือที่ผ่านการสังหารมาจริง...ส่วนตัวคุณชายหน้ากากหยก...แม้จะดูสง่างาม...แต่ทุกย่างก้าวกลับไร้ซึ่งช่องโหว่ การเก็บงำพลังของเขาสมบูรณ์แบบจนน่ากลัว...คนผู้นี้...อันตราย’
เมื่อประเมินเสร็จ นางก็หมดความสนใจในตัวเขาโดยสิ้นเชิง การปรากฏตัวของเขาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการของนางในตอนนี้แม้แต่น้อย
คุณชายหน้ากากหยกและผู้ติดตามของเขาเดินตรงไปยังที่นั่งพิเศษที่เจ้าเมืองเหลยเป้าได้สั่งให้คนจัดเตรียมไว้ให้อย่างเร่งรีบ ซึ่งเป็นที่นั่งที่ดีที่สุดในการชมลานประลองหลัก
ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่แม้แต่จะชายตามองอีก นางหันไปกระซิบกับชิงเหลียน
“ที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว เราไปที่ลานเมฆาหยกกันต่อเถอะ”
นางลุกขึ้นยืนและเดินจากไปอย่างเงียบๆ ปะปนไปกับฝูงชนที่ยังคงตื่นเต้นกับการมาถึงของยอดฝีมืออันดับหนึ่ง ทิ้งให้ละครฉากใหญ่บนเวทีดำเนินต่อไป
ชื่อเสียง...เป็นสิ่งที่ไร้สาระที่สุด...มันเป็นได้ทั้งเกราะป้องกันและเป้าสังหาร... นางคิดขณะที่เดินออกมา
ข้าอยากจะรู้เสียจริง...ว่าหน้ากากนั่น...ซ่อนอะไรไว้กันแน่
หลังจากออกจากลานประลองวีรบุรุษ ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็มุ่งหน้ามายังลานเมฆาหยกทันที บรรยากาศที่นี่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่สถานที่สำหรับโอ้อวดฝีมือ แต่เป็นสมรภูมิแห่งการค้าและทรัพยากรที่แท้จริง
นางเดินสำรวจไปตามแผงลอยต่างๆ อย่างใจเย็น สายตาของนางไม่ได้มองหาสินค้าสำเร็จรูป แต่นางกำลัง ประเมิน เทคโนโลยีและศักยภาพของโลกใบนี้
นางหยุดที่แผงขายอาวุธลับแห่งหนึ่ง หยิบมีดบินที่ดูสวยงามขึ้นมาพิจารณา
‘การออกแบบยังหยาบเกินไป...สมดุลไม่ดีพอ...กลไกซับซ้อนแต่ไร้ประสิทธิภาพ...’ นางคิดในใจ ‘หากใช้ความรู้เรื่องอากาศและกลไกสปริงจากโลกเก่า...ข้าสามารถสร้างอาวุธลับที่ร้ายกาจกว่านี้ได้นับสิบเท่า’
นี่คือสิ่งที่นางค้นพบ...ช่องว่าง...ช่องว่างทางการตลาดขนาดมหึมา
ความคิดที่จะสร้างเครือข่ายอำนาจแห่งใหม่ในเมืองชิงซีผุดขึ้นในหัวของนางอย่างรวดเร็ว เมืองหลวงมีธุรกิจของนางอยู่แล้ว ทั้งร้านศิลป์ (หอพันปัญญา), ร้านยาและเครื่องสำอาง (ผ่านป้าหลิน), และเครือข่ายข่าวสาร (หอข่าวสารสกุณา) แต่ที่เมืองแห่งนี้...เมืองที่เป็นศูนย์กลางของชาวยุทธ...นางต้องการธุรกิจที่แตกต่างออกไป
นางเริ่มเดินสำรวจอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายของนางไม่ใช่สินค้า แต่เป็น "ร้านค้า"
สายตาของนางไปหยุดอยู่ที่ร้านค้าเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในมุมที่ค่อนข้างอับสายตา ป้ายร้านเขียนว่า "ร้านร้อยสิ่งสารพัด" สภาพร้านดูทรุดโทรมและไม่ค่อยมีลูกค้า แต่จากการสังเกตของนาง ร้านนี้ได้รับอนุญาตให้ขายของได้หลากหลายประเภทอย่างน่าประหลาด ทั้งอาวุธพื้นฐาน, สมุนไพรทั่วไป, และของใช้จิปาถะ...มันมีทุกอย่าง แต่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
สมบูรณ์แบบ!
นี่คือ "บริษัทร้าง" ที่นางต้องการเพื่อสร้างธุรกิจใหม่!
ซ่งหว่านเอ๋อร์หลับตาลง พิมพ์เขียวทางธุรกิจทั้งหมดถูกร่างขึ้นในความคิดของนางอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายหลัก: สร้างธุรกิจผูกขาดในตลาดอาวุธลับและยาพิเศษสำหรับชาวยุทธ
รูปแบบธุรกิจ:
การเข้าครอบครอง: นางจะใช้เงินจากธุรกิจในเมืองหลวง ส่งผ่านสวี่จือเหยียนเพื่อทำการซื้อกิจการร้าน "ร้อยสิ่งสารพัด" นี้อย่างเงียบๆ และแต่งตั้ง "ผู้จัดการ" ที่นางคัดเลือกขึ้นมาใหม่
นางคือผู้ออกแบบ: นางจะเป็นผู้กุม "ทรัพย์สินทางปัญญา" ทั้งหมด
สายอาวุธ: นางจะออกแบบอาวุธลับชนิดใหม่ๆ ที่โลกนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น มีดบินที่สมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ, เข็มพิษที่ยิงจากกลไกสปริงซ่อนในแขนเสื้อ, พัดเหล็กที่คมกริบแต่เบาหวิว
สายโอสถ: นางจะปรุงยาเม็ดสูตรพิเศษที่เน้นสรรพคุณสำหรับชาวยุทธโดยเฉพาะ เช่น ยาเม็ดฟื้นฟูลมปราณอย่างรวดเร็ว, ยาห้ามเลือดฉับพลัน, หรือยาพิษที่ออกฤทธิ์ตามเงื่อนไขที่ซับซ้อน
ร้านค้าคือผู้ผลิตและจำหน่าย: ผู้จัดการและช่างฝีมือที่นางจะจ้าง จะทำหน้าที่ผลิตสินค้าตาม "พิมพ์เขียว" ที่นางส่งมาให้เท่านั้น พวกเขาจะไม่มีวันรู้สูตรหรือเคล็ดลับการผลิตที่แท้จริงได้เลย
นี่คือการสร้างแบรนด์สินค้า "พรีเมียม" ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับธุรกิจในเมืองหลวงของนางอีกด้วย...สมุนไพรและแร่ธาตุหายากจากเมืองชิงซีจะถูกส่งไปยังเมืองหลวง และสินค้าหรูหราจากเมืองหลวงก็จะถูกส่งมาขายที่นี่ เป็นการสร้างเส้นทางการค้าที่เป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว
ซ่งหว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แผนการทั้งหมดได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว
นางหันหลังเดินออกจากลานเมฆาหยก ในจังหวะที่เดินสวนกับผู้คน นางเห็นเฮ่อป้าเทียนแอบส่งสัญญาณให้นางจากระยะไกล...หมากของนางเริ่มทำงานแล้ว
เมืองหลวงคือศูนย์กลางอำนาจ...แต่เมืองชิงซี...จะเป็นคลังอาวุธและคลังสมบัติของข้า
นางคิดในใจอย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อมีทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางการเงินอยู่ในมือ...กระดานหมากทั้งแผ่นดินนี้...ก็ไม่มีที่ใดที่ข้าไปไม่ได้
◆ ─── ◆