พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 22

ตอนที่ 22 หอลิขิตฟ้า

หลังจากที่คุณชายหน้ากากหยก มาลานประลองก็เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเขาไม่หยุด ทำให้เหล่าชาวยุทธหนุ่มๆต่างไม่พอใจอย่างมาก

จนกระทั่ง จอมยุทธพเนจรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนาม "ทวนอสรพิษ" เสินโหว ได้ทะยานขึ้นไปบนลานประลองหลัก เขาเป็นยอดฝีมือเพลงทวนที่แท้จริง และการมาครั้งนี้ก็เพื่อทดสอบฝีมือกับอันดับหนึ่งแห่งยุค

“ข้าเสินโหว ขอชี้แนะสักสองกระบวนท่า!” เขาประกาศอย่างให้เกียรติ

คุณชายหน้ากากหยกพยักหน้ารับและก้าวขึ้นสู่เวทีอีกครั้ง

กระบวนท่าที่หนึ่ง: เสินโหวแทงทวนออกไปราวกับอสรพิษฉกเหยื่อ รวดเร็วและแม่นยำ แต่คุณชายหน้ากากหยกกลับไม่หลบ เขาใช้เพียงสองนิ้วคีบปลายทวนที่พุ่งเข้ามานั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย พลังทั้งหมดของเสินโหวหยุดชะงักลงราวกับถูกภูเขาทับไว้!

กระบวนท่าที่สอง: ก่อนที่เสินโหวจะทันได้ดึงทวนกลับ คุณชายหน้ากากหยกก็ใช้นิ้วดีดไปที่ด้ามทวนเบาๆ หนึ่งครั้ง พลังลมปราณอันอ่อนโยนแต่ลึกล้ำก็ส่งผ่านไปตามด้ามทวน ซัดร่างของเสินโหวจนลอยกลับไปยืนที่จุดเริ่มต้นอย่างนุ่มนวล เขาไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความตกตะลึง...เขาพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ

ประมุขหลิวจ้านแห่งพรรคตระกูลหลิวถึงกับลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว “การใช้ลมปราณส่งผ่านวัตถุ…เขายังคงมีฝีมือไม่ธรรมดา นี้คือเจ้าหอลิขิตฟ้า รุ่นเยาว์ที่ไม่ธรรมดา”

คุณชายหน้ากากหยกโค้งให้เสินโหวเล็กน้อยก่อนจะกลับไปยังที่นั่ง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ดังยิ่งกว่าเดิม แต่แล้ว...

บุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักด้ายเงินเป็นรูปตาชั่ง ได้เดินฝ่าฝูงชนเข้ามายังที่นั่งของเขาอย่างนอบน้อม “ท่านเจ้าหอ...ถึงเวลาแล้วขอรับ”

คุณชายหน้ากากหยกพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกขึ้นและเดินจากไปพร้อมกับผู้ติดตามทั้งสองของเขาทันที

จอมยุทธหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ายุทธภพเอ่ยถามสหายข้างๆ ด้วยความสงสัย “ท่านเจ้าหอ? เขาเป็นเจ้าหอของหอใดกัน?”

สหายของเขาหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม...เจ้าไม่รู้รึไร? นั่นไม่ใช่แค่เจ้าหอธรรมดา...นั่นคือลูกน้องที่มารายงานนายท่านต่างหาก!” เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของสหาย เขาก็อธิบายต่ออย่างภาคภูมิใจที่ตนเองรอบรู้กว่า “คุณชายหน้ากากหยกผู้นี้แหละ...คือเจ้าหอลิขิตฟ้าผู้ลึกลับ! ทุกคนในยุทธภพต่างรู้ดีว่าเขาคือเจ้าของ แต่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากนั้น และไม่มีใครรู้ว่าชื่อแซ่ที่แท้จริงของเขาคืออะไร”

“หอลิขิตฟ้าคือสมาคมชาวยุทธที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตอนนี้!” เขาพูดต่ออย่างตื่นเต้น “พวกเขามีทุกอย่าง...ตำรา อาวุธ โอสถ...แต่เจ้าใช้เงินซื้อไม่ได้! ต้องใช้ ‘แต้มภารกิจ’ แลกมาเท่านั้น! หอลิขิตฟ้าจะเปิดรับสมัครชาวยุทธให้เป็นสมาชิก เมื่อผ่านการทดสอบแล้วก็จะได้ ‘ป้ายภาคีชาวยุทธ’ มาครอง สามารถรับภารกิจเพื่อสะสมแต้มและยังช่วยเพิ่มระดับป้ายจาก ทองแดง, เงิน, ไปจนถึงทองคำ ได้อีกด้วย! ป้ายนี้ยังใช้เป็นส่วนลดตามโรงเตี๊ยมและร้านค้ามากมายที่เข้าร่วมกับหอฯ ทั่วทั้งแคว้น!”

เหล่าชาวยุทธรอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อมูลนั้น ทุกคนต่างมองตามแผ่นหลังของคุณชายหน้ากากหยกไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและชื่นชม

เขาไม่ได้เป็นเพียงยอดฝีมืออันดับหนึ่งของรุ่นใหม่...แต่ยังเป็นผู้กุมอำนาจองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในยุทธภพอีกด้วย

แต่ไม่มีใครในที่นั้นรู้เลยว่า...บุรุษผู้เป็นตำนานแห่งยุทธภพคนนี้ แท้จริงแล้วยังมีอีกสถานะหนึ่ง...นั่นคือ…….

ค่ำคืนนั้น หลังจากความวุ่นวายและอึกทึกครึกโครมของงานชุมนุมในวันแรกได้สงบลง ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับมายังห้องพักของนางในโรงเตี๊ยมประตูมังกร

นางไม่ได้สนใจข่าวซุบซิบเรื่องการประลองหรือความโด่งดังของคุณชายหน้ากากหยกอีกต่อไป ในสมองของนางตอนนี้มีเพียงพิมพ์เขียวของอาณาจักรธุรกิจที่นางตั้งใจจะสร้างขึ้นในเมืองแห่งนี้

นางเรียกอาเฟยเข้ามาพบเป็นการส่วนตัวในห้อง โดยให้ชิงเหลียนเฝ้าอยู่ด้านนอก

บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่ได้มีท่าทีของคุณหนูผู้อ่อนโยนอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้บังคับบัญชาผู้เฉียบขาดที่กำลังจะมอบหมายภารกิจ

“อาเฟย...” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “...เจ้ารู้จัก 'ร้านร้อยสิ่งสารพัด' ที่อยู่ท้ายตลาดทิศใต้หรือไม่?”

อาเฟยพยักหน้ารับ “ขอรับคุณหนู เป็นร้านค้าเก่าแก่ที่กิจการไม่ค่อยดีนัก”

“ดี” ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้ามีภารกิจให้เจ้าทำ...เป็นภารกิจลับที่ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด แม้แต่ชิงเหลียน”

“ขอคุณหนูโปรดสั่งการ” อาเฟยตอบรับอย่างหนักแน่น

“ข้าต้องการข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับร้านนั้น...ข้าให้เวลาเจ้าสองวัน” นางเริ่มแจกแจงคำสั่งเป็นข้อๆ ราวกับสายลับมืออาชีพ

“หนึ่ง: ข้าต้องการข้อมูลทั้งหมดของเจ้าของร้าน ชื่อแซ่, ครอบครัว, นิสัยใจคอ, และที่สำคัญที่สุด...เขามีหนี้สินหรือจุดอ่อนอะไรบ้าง”

“สอง: ตรวจสอบสถานะของร้าน โฉนดที่ดินเป็นของใคร ติดจำนองอยู่กับผู้ใดหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด...ตรวจสอบใบอนุญาตค้าขายให้แน่ใจว่ามันครอบคลุมการค้าอาวุธและยาจริง”

“สาม: ประเมินทรัพย์สิน สินค้าในร้านมีอะไรที่พอจะมีค่าซ่อนอยู่หรือไม่ และประเมินตัวอาคารกับทำเล แม้ตอนนี้จะดูเงียบเหงา แต่ในอนาคตมีศักยภาพเพียงใด”

อาเฟยรับฟังทุกคำสั่งอย่างตั้งใจโดยไม่ซักถามถึงเหตุผลแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแค่ประสานมือคารวะ

“บ่าวรับทราบคำสั่ง...และจะรีบดำเนินการทันทีขอรับ”

หลังจากอาเฟยจากไปแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เดินไปที่โต๊ะ นางกางกระดาษสาแผ่นหนึ่งออกและเริ่มร่างแผนที่ของเมืองชิงซีคร่าวๆ จากความทรงจำ นางจรดพู่กันลงไปที่ตำแหน่งของร้านร้อยสิ่งสารพัด...วงกลมมันไว้

การสร้างอำนาจ...ไม่ได้เริ่มต้นจากการปะทะ...แต่เริ่มต้นจากการแทรกซึมและเข้าควบคุม

นางคิดอย่างเย็นชา

ร้านร้อยสิ่งสารพัดจะเป็นจุดแรก...เป็นฐานที่มั่นของข้าในเมืองนี้...จากนั้นเครือข่ายของข้าจะค่อยๆ แผ่ขยายออกไปเหมือนใยแมงมุม...ครอบคลุมทั้งการค้า...ข่าวสาร...และเงามืด

ในขณะที่ทุกคนกำลังมัวเมาอยู่กับการประลองและชื่อเสียงจอมปลอม...ข้าจะสร้างรากฐานที่แท้จริงของข้าขึ้นมาอย่างเงียบๆ

นางวางพู่กันลง ดวงตาของนางทอประกายลึกล้ำในแสงตะเกียง เกมกระดานในเมืองชิงซี...ได้เริ่มขึ้นแล้ว

รัตติกาลนั้นเงียบสงัด...

ณ ลานกว้างหลังวัดร้างแห่งหนึ่งในเขตเมืองชิงซี ซ่งหว่านเอ๋อร์ยืนรออยู่ในเงามืดของเจดีย์เก่าอย่างใจเย็น นางคือผู้กำหนดสถานที่นัดพบแห่งนี้ด้วยตนเอง

ไม่นานนัก ร่างของพี่น้องสามอสรพิษก็ปรากฏขึ้น พวกเขามีท่าทีที่ต่างไปจากเดิม ความโอหังหายไป ถูกแทนที่ด้วยความขุ่นแค้นที่เก็บซ่อนไว้และความระแวดระวังตัวอย่างยิ่ง

เฮ่อป้าเทียนก้าวออกมาเบื้องหน้า ในฐานะพี่ใหญ่ เขาคือผู้รายงาน

“พวกเราสืบมาแล้ว” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “หุบเขาหมื่นพิษนำ ‘หญ้าวิญญาณสลาย’ มาประมูล ส่วนตระกูลถังมี ‘ไหมฟ้าสกัดปราณ’...รายละเอียดทั้งหมด...อยู่ในนี้แล้ว”

เขายื่นม้วนบันทึกที่ทำจากแผ่นไผ่ส่งมาให้นางเอก ในท่าทีที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

ซ่งหว่านเอ๋อร์ก้าวออกจากเงามืดช้าๆ นางไม่ได้ยื่นมือออกไปรับม้วนบันทึกนั้นในทันที แต่กลับหยุดยืนมองมันด้วยสายตาที่เรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาบางๆ ใต้ผ้าคลุมหน้า

“ท่านพี่ใหญ่เฮ่อ...ช่างมีน้ำใจนัก”

นางกล่าวพลางตวัดปลายนิ้วเบาๆ ส่งกระแสลมปราณที่มองไม่เห็นสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ม้วนบันทึก!

ฟุ่บ!

ผงฝุ่นละเอียดที่ไร้สีและแทบมองไม่เห็นจำนวนหนึ่งถูกกระแสลมพัดฟุ้งออกมาจากร่องของแผ่นไผ่ มันสะท้อนกับแสงจันทร์เป็นประกายสีม่วงจางๆ ชั่ววูบหนึ่ง...ก่อนจะสลายไปในอากาศ

ใบหน้าของเฮ่อป้าเทียนแข็งค้างไปในทันที!

ซ่งหว่านเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ “‘พิษบุปผาเจ็ดราตรี’...สูตรโบราณที่ใช้เกสรบุปผาเจ็ดชนิดผสมกับพิษจากต่อมน้ำลายของคางคกภูเขา...ออกฤทธิ์ช้าๆ ทำให้ลมปราณค่อยๆ แข็งตัวและตายในเจ็ดวัน...เป็นยาพิษที่ดี”

นางสบตากับเฮ่อป้าเทียนที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน “...แต่การผสมยังหยาบเกินไป...กลิ่นของเกสรยังตกค้างอยู่เล็กน้อยจนข้าที่จมูกไม่ดี...ยังได้กลิ่น”

คำพูดแต่ละคำของนางไม่ต่างอะไรกับคมมีดที่กรีดลงไปบนศักดิ์ศรีของจอมยุทธ์สายพิษทั้งสาม!

นางไม่เพียงแค่รู้ว่าม้วนบันทึกมีพิษ...แต่นางยังสามารถระบุชื่อ ส่วนผสม และสรรพคุณของมันได้อย่างแม่นยำจากการมองเพียงครั้งเดียว!

“เจ้า...เจ้ารู้ได้อย่างไร!?” เฮ่อตี้สิงตะโกนออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ซ่งหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบ แต่กลับโยนขวดยากระเบื้องเคลือบเล็กๆ ขวดหนึ่งไปที่พื้นเบื้องหน้าของเฮ่อป้าเทียน

“ในนั้นคือยาถอนพิษ...สำหรับพิษที่เจ้าเพิ่งพยายามจะใช้กับข้า”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำลายความทะนงตนของพวกเขาจนหมดสิ้น

“ข้าเตรียมมันไว้ตั้งแต่เมื่อวาน...เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่าคนอย่างพวกเจ้า...ไม่มีทางยอมจำนนง่ายๆ”

ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ! สามพี่น้องตระกูลเฮ่อทรุดเข่าลงกับพื้นโดยไม่ได้นัดหมาย...

นางไม่ได้เพียงแค่เก่งกว่า...แต่นางมองทะลุแผนการของพวกเขาไปไกลหลายก้าว! นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของมนุษย์...แต่มันคือการหยั่งรู้ของปีศาจ!

ความขุ่นแค้นในใจของพวกเขา...สลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวและความยำเกรงอย่างสุดหัวใจ

เฮ่อป้าเทียนก้มศีรษะลงต่ำจนหน้าผากแทบจะจรดพื้น เขาหยิบขวดยาถอนพิษขึ้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ

“บ่าว...เฮ่อป้าเทียน...เข้าใจแล้วขอรับ...นายหญิง”

เมื่อได้ยินพี่ใหญ่ของตนยอมรับนางเป็นนายหญิง เฮ่อตี้สิงและเฮ่อเฟิงก็รีบก้มศีรษะลงตามทันที

“บ่าว...ยอมรับแล้วขอรับ...นายหญิง”

ซ่งหว่านเอ๋อร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

บทเรียน...ได้สิ้นสุดลงแล้ว

“ดี” นางกล่าว “เช่นนั้นก็ลุกขึ้น แล้วไปทำงานที่แท้จริงของพวกเจ้าได้แล้ว”

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์