พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 20

ตอนที่ 20 ร่วมงานชุมนุม

ในความมืดมิดของยามวิกาล หลังจากที่ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับมาถึงห้องพักแล้ว นางไม่ได้พักผ่อนในทันที นางบรรจงเขียนจดหมายสั้นๆ ฉบับหนึ่งด้วยถ้อยคำที่เด็ดขาดและไร้เยื่อใย ก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากห้องพักอีกครั้งราวกับเงาไร้ตัวตน

นางนำจดหมายนั้นไปสอดไว้ใต้ประตูห้องพักของพี่น้องสามอสรพิษอย่างเงียบกริบ เนื้อความในจดหมายมีเพียงสองประโยค...

"หากมีเรื่องต้องการรายงาน ให้ผูกด้ายสีแดงไว้ที่กิ่งหลิวหน้าโรงเตี๊ยม...และคำสั่งแรกของข้า...ในงานชุมนุม จงทำตัวให้เงียบที่สุด อย่าได้ก่อเรื่องเด็ดขาด รอรับคำสั่งต่อไป"

เช้าวันรุ่งขึ้น...ในห้องพักของสามพี่น้องตระกูลเฮ่อ บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และขุ่นแค้น

เฮ่อป้าเทียนกำจดหมายในมือแน่นจนมันแทบจะแหลกละเอียด เฮ่อตี้สิงทุบโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว

“บัดซบ! นางคิดว่าตัวเองเป็นใคร! สั่งห้ามไม่ให้พวกเราก่อเรื่องรึ! แล้วแผนการที่เราจะประกาศศักดาท้าทายพวกหุบเขาหมื่นพิษเล่า! จะให้เรายอมเสียหน้าเช่นนี้รึท่านพี่ใหญ่!”

เฮ่อป้าเทียนไม่ได้ตอบอะไร เขามองไปยังน้องสามเฮ่อเฟิงที่นั่งเงียบอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียวและแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึก

ความจริงแล้ว...ในใจของพวกเขาไม่ได้มีอารมณ์อยากจะไปท้าทายใครอีกแล้วนับตั้งแต่คืนที่ผ่านมา การพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและน่าอัปยศให้แก่สตรีตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวได้ทำลายความหยิ่งผยองของพวกเขาจนหมดสิ้น จะเอาหน้าไปสู้กับใครได้ ในเมื่อชีวิตของพวกเขาทั้งสามคนยังอยู่ในกำมือของนาง

“ทำตามที่นางสั่งไปก่อน...” เฮ่อป้าเทียนเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้...พวกเราไม่มีทางเลือก”

เช้าวันเดียวกัน ซ่งหว่านเอ๋อร์และคณะของนางก็มุ่งหน้าออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปยังสถานที่จัดงานชุมนุม วันนี้นางสวมใส่อาภรณ์ของนักเดินทางหญิงทั่วไปที่ดูทะมัดทะแมง และสวมหมวกปีกกว้างที่มีผ้าโปร่งบางปิดบังใบหน้าเอาไว้ เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสนใจจนเกินไป

บรรยากาศในเมืองชิงซีคึกคักเป็นพิเศษ ชาวยุทธจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันจนเต็มท้องถนน

ชิงเหลียนที่เดินตามมาข้างๆ เอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณหนูเจ้าคะ...คนเยอะขนาดนี้ ทางการไม่เข้ามาควบคุมเลยหรือเจ้าคะ?”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ “เจ้าเมืองที่นี่ไม่เหมือนในเมืองหลวง...เขาคืออดีตชาวยุทธนามว่า ‘เหลยเป้า’ ก่อนจะตัดสินใจเข้ารับราชการ เขาทั้งเข้าใจและได้รับความเคารพจากคนในยุทธภพเป็นอย่างดี”

นางอธิบายต่อ “ตราบใดที่ไม่มีการฆ่าฟันกันกลางถนนหรือทำร้ายชาวบ้าน เขาก็จะปล่อยให้งานชุมนุมเป็นไปตามวิถีของมัน...นี่คือเหตุผลที่ชาวยุทธส่วนใหญ่ชอบมาที่เมืองนี้ เพราะทางการจะไม่ค่อยเข้ามายุ่งวุ่นวาย”

ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินทางมาถึง "ลานเมฆาหยก" สถานที่จัดงานซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักของงานชุมนุม มันคือลานกว้างใจกลางเมืองที่บัดนี้เต็มไปด้วยแผงลอยและผู้คนหนาตา เสียงพูดคุยต่อรองราคาและเสียงประกาศสรรพคุณสินค้าดังขึ้นจากทุกทิศทาง

ซ่งหว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าเข้าไปในลานกว้างนั้น นางกวาดสายตามองไปรอบๆ...แผ่นป้ายสัญลักษณ์ของสำนักต่างๆ...ยอดฝีมือที่นางจดจำชื่อได้...และสมุนไพรหายากที่วางขายอยู่ตามแผงลอย...ลานเมฆาหยกคึกคักและวุ่นวายสมกับเป็นตลาดนัดยุทธภพที่ใหญ่ที่สุดในรอบปี เสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงต่อรองราคา และเสียงหัวเราะดังผสมปนเปกันไปหมด ซ่งหว่านเอ๋อร์เคลื่อนตัวผ่านฝูงชนไปอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลราวกับสายน้ำ ลานเมฆาหยกคึกคักและวุ่นวายสมกับเป็นตลาดนัดยุทธภพที่ใหญ่ที่สุดในรอบปี เสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงต่อรองราคา และเสียงหัวเราะดังผสมปนเปกันไปหมด ซ่งหว่านเอ๋อร์เคลื่อนตัวผ่านฝูงชนไปอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลราวกับสายน้ำ นางไม่ได้ตื่นตระหนกไปกับความโกลาหล ตรงกันข้าม...นางกำลังซึมซับข้อมูลมหาศาลที่อยู่รอบตัว

ชิงเหลียนที่เดินตามมาข้างๆ มีสีหน้าตื่นๆ และหวาดระแวงเล็กน้อย ในขณะที่อาเฟยยังคงทำหน้าที่องครักษ์เงา คอยกันผู้คนที่อาจจะเข้าใกล้คุณหนูของตนมากเกินไป

สายตาของซ่งหว่านเอ๋อร์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าโปร่งบางกวาดสำรวจแผงลอยต่างๆ อย่างรวดเร็ว ของที่นำมาขายมีตั้งแต่ดาบและกระบี่ธรรมดาๆ ไปจนถึงสมุนไพรหายาก คัมภีร์วรยุทธที่น่าสงสัย และของแปลกๆ ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

นางเดินผ่านแผงขายอาวุธของตระกูลถังและแผงขายยาของหุบเขาหมื่นพิษไปอย่างไม่ใส่ใจ...การเดินตรงไปยังเป้าหมายหลักทันทีเป็นวิธีการของมือสมัครเล่น

เท้าของนางไปหยุดลงที่แผงลอยเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบเหงา เจ้าของแผงเป็นชายชราผมสีดอกเลาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่หลังโต๊ะ บนแผงมีของวางอยู่ไม่กี่ชิ้น...เห็ดสีประหลาด, มอสแห้งที่เรืองแสงได้ในที่มืด, และสมุนไพรเหี่ยวๆ สองสามต้น คนส่วนใหญ่มองข้ามแผงนี้ไป แต่สำหรับซ่งหว่านเอ๋อร์แล้ว...ที่นี่คือขุมทรัพย์

นางเดินเข้าไปใกล้ หยิบสมุนไพรแห้งต้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยและมีความรู้ “เถ้าแก่... ‘หญ้าไหมราตรี’ ของท่านต้นนี้...ดูเหมือนจะเก็บเกี่ยวเร็วไปหนึ่งสัปดาห์นะ สรรพคุณทางยาคงลดลงไปไม่น้อย”

ชายชราที่กำลังสัปหงกสะดุ้งสุดตัว เขาลืมตาขึ้นมามองนางอย่างตกตะลึง ไม่มีใคร...โดยเฉพาะสตรีสาว...ที่จะสามารถบอกความแตกต่างของสมุนไพรที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้จากการมองเพียงปราดเดียว ท่าทีเบื่อหน่ายของเขาเปลี่ยนเป็นความนับถือในทันที

“คุณหนู...ช่างมีสายตาที่เฉียบคมนัก”

“ข้าต้องการ ‘ผงหินจันทรา’ พอจะมีหรือไม่?” นางเอ่ยถามถึงวัตถุดิบในการทำยาพิษชนิดหนึ่งที่หายากอย่างยิ่ง

ชายชราลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า เขาก้มลงไปหยิบห่อกระดาษเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะ “มีอยู่เล็กน้อย...ราคาสูงมากนะคุณหนู”

หลังจากได้ของที่ต้องการชิ้นแรกแล้ว นางก็เริ่มแผนการขั้นต่อไป

นางเดินออกจากแผงนั้นช้าๆ และในจังหวะที่เดินผ่านเสาไม้ต้นหนึ่ง นางก็แอบเห็นพี่น้องสามอสรพิษกำลังทำทีเป็นเดินดูของอยู่ไม่ไกล พวกมันกำลังจับตานางอยู่ตามคำสั่ง

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นทำทีเป็นจัดหมวกที่สวมอยู่...มันคือสัญญาณนัดพบ

จากนั้น นางไม่ได้เดินไปยังโรงน้ำชา แต่กลับเดินเลี่ยงออกจากความวุ่นวายของลานกว้าง มุ่งหน้าไปยังตรอกเล็กๆ ที่เงียบสงบระหว่างอาคารสองหลัง พี่น้องสามอสรพิษมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินตามนางไปอย่างระมัดระวัง

เมื่อเข้ามาในตรอกลับตาคน ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับพวกเขาด้วยสายตาที่เย็นชา

“ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้าก่อเรื่อง...” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “แต่ต้องการให้พวกเจ้าเป็นหูเป็นตาให้ข้า ไปสืบมาว่า...ปีนี้มีสมุนไพรหรือยาพิษหายากอะไรที่น่าสนใจบ้าง...ใครเป็นคนนำมาขาย...และข่าวลือที่สำคัญที่สุดในงานชุมนุมคือเรื่องอะไร ข้าต้องการรายงานทั้งหมดก่อนค่ำวันนี้”

เฮ่อป้าเทียนพยักหน้ารับคำอย่างขุ่นเคืองใจ แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังพูดไม่จบ

นางมองพวกเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ข้าได้ยินมาว่าพิษของพวกท่านมีชื่อเสียงนัก...โดยเฉพาะ ‘ผงเจ็ดราตรี’ ของเจ้า” นางหันไปสบตากับเฮ่อเฟิงโดยตรง “...ข้าต้องการมัน”

“นี่มันจะมากเกินไปแล้ว!” เฮ่อตี้สิง ตะคอกออกมาอย่างสุดจะทน การถูกบังคับให้เป็นสายข่าวก็ว่าน่าอัปยศแล้ว แต่นี่นางยังจะมาปล้นเอาสมบัติล้ำค่าของพวกเขาไปอีก!

ซ่งหว่านเอ๋อร์เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”

นางหันไปมองเฮ่อเฟิงอีกครั้ง “หรือเจ้าอยากจะให้ ‘มัจจุราชสามราตรี’ กำเริบขึ้นมาอีกสักรอบตรงนี้เลยดีหรือไม่?”

คำขู่นั้นทำให้เฮ่อเฟิงหน้าซีดเผือด เขารีบล้วงเข้าไปในอกเสื้อและหยิบขวดยาเล็กๆ ออกมาส่งให้พี่ใหญ่อย่างสั่นเทา เฮ่อป้าเทียนกัดฟันกรอด เขารู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก เขาหยิบขวดยาของน้องชายและถุงสมุนไพรอีกสองสามห่อที่ล้ำค่าที่สุดของตนเองออกมา ยื่นส่งให้นางอย่างจำใจ

ซ่งหว่านเอ๋อร์รับของเหล่านั้นมา เปิดจุกขวดยาดมกลิ่นและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้าไปในแขนเสื้อของนาง

“ไปทำงานของพวกเจ้าได้แล้ว...ข้าจะรอฟังรายงาน”

นางหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้พี่น้องสามอสรพิษยืนกำหมัดแน่นด้วยความอัปยศอดสูอยู่ในตรอกนั้น

ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินกลับเข้าไปในความวุ่นวายของลานเมฆาหยกอีกครั้ง แต่ในใจกลับกำลังคิดคำนวณอย่างเย็นชา

การจะควบคุมอสรพิษ...ก็ต้องถอดเขี้ยวเล็บของมันออกมาก่อน...ตอนนี้พวกเจ้าก็เป็นแค่งูพิษไร้เขี้ยวเล็บ...ทำงานให้ข้าได้สะดวกขึ้นเยอะ

ส่วนพวกสำนักใหญ่...ยังไม่ถึงเวลาที่ข้าจะแตะต้องพวกมันโดยตรง...การนั่งดูละครอยู่หลังม่าน...ย่อมปลอดภัยกว่าเสมอ

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์