ตอนที่ 48
ตอนที่ 48 เมื่อพยัคฆ์สิ้นลาย
ราตรีนั้น ณ ศาลาริมน้ำอันเงียบสงัด...
ร่างสูงสง่าในชุดดำของเฟิงเฉินหนาน เหินทะยานลงมายืนบนพื้นศาลาอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก เขามาถึงก่อนเวลาและยืนรอคอยอย่างใจเย็น
ไม่นานนัก ร่างอรชรในอาภรณ์สีอ่อนของไป๋ฉิงเซียงก็ปรากฏขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของสะพาน นางเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลและสง่างาม
ทันทีที่เฟิงเฉินหนานได้เห็นนางอีกครั้งอย่างชัดเจน เขาก็ต้องตกตะลึงในใจ...หนึ่งปีที่ผ่านมา นางดู สวยขึ้นมาก อย่างเห็นได้ชัด ความงามนั้นผลิบานเต็มที่ราวกับบุปผาต้องน้ำค้างยามเช้า และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เขาสัมผัสได้ถึง พลังลมปราณที่หนาแน่นและบริสุทธิ์ของนาง ซึ่งมันแข็งแกร่งกว่าตอนที่ปะมือกันครั้งก่อนหลายเท่าตัว!
"ท่านมาเร็วกว่าที่คิด" นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"สำหรับเรื่องสำคัญ...ข้าไม่เคยชักช้า" เฟิงเฉินหนานตอบ ก่อนจะเข้าประเด็นทันที "ข้ามาที่นี่เพื่อเสนอข้อตกลง...การแต่งงานระหว่างเราคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาของท่านและของข้า"
เขาเริ่มอธิบายแผนการ "สัญญาพันธมิตร" และ "การแต่งงานในนาม" ที่เขาคิดว่าสมบูรณ์แบบที่สุด...โดยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า "เราต่างกุมความลับของกันและกัน"
ซ่งหว่านเอ๋อร์รับฟังข้อเสนอทั้งหมดของเขาอย่างสงบนิ่งจนกระทั่งเขาพูดจบ
แล้วนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ...เป็นเสียงหัวเราะที่เยือกเย็นจนทำให้เฟิงเฉินหนานต้องขมวดคิ้ว
"ข้อเสนอที่น่าสนใจ...ท่านมหาเสนาบดี...แต่มันตั้งอยู่บนหลักการที่ผิดพลาด"
"ผิดพลาดอย่างไร?"
"ท่านคิดว่าเราต่างกุมความลับของกันและกันอย่างเท่าเทียม...แต่ท่านคิดผิด" นางกล่าวอย่างเลือดเย็น "เวลา...ได้เปลี่ยนมูลค่าความลับของข้าไปแล้ว"
นางเริ่มหักล้างเหตุผลของเขาเป็นข้อๆ "เรื่องการตายของจางซื่อหยาง...มันผ่านมาปีหนึ่งแล้ว ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ท่านจะกล่าวหาข้าด้วยอะไร? คำพูดลอยๆ รึ? มันนานเกินไปแล้ว"
"เรื่องบิดาของข้า...ท่านจะบอกว่าข้าเป็นคนวางยาเขางั้นรึ? ทั้งๆ ที่ตอนนี้เขากลับมาแข็งแรงดีแล้ว และชื่นชมในความกตัญญูของข้า...ใครจะเชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนั้น? มันดูเหมือนการใส่ร้ายที่โง่เง่าสิ้นดี"
"และเมื่อข้อกล่าวหาใหญ่สองข้อถูกปัดตกไป...เรื่องที่ข้ามีวรยุทธซ่อนไว้ก็หมดความหมาย...มันไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย"
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ความลับของข้า...มันได้จางหายไปกับกาลเวลาแล้ว...แต่ความลับของท่านเล่า...ทายาทกบฏขายชาติ...นักโทษหลบหนี...ข้ามีอำนาจต่อรองเหนือท่านอย่างสมบูรณ์แบบ"
เฟิงเฉินหนานถึงกับ สะอึก และตกใจอย่างสุดขีด! นางพูดถูก! เขาประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปอย่างมหันต์!
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้..." ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "...สู้ข้าสังหารท่านตอนนี้เพื่อปิดปาก...ไม่เป็นการง่ายกว่าหรอกรึ?"
สิ้นเสียงนั้น...ร่างของนางก็หายไปจากจุดเดิม!
เฟิงเฉินหนานเบิกตากว้าง สัญชาตญาณของเขากรีดร้องเตือนภัยถึงอันตรายสูงสุด! เขากำลังจะรวบรวมลมปราณเพื่อป้องกันตัว...
แต่เขาก็ช้าไปแล้ว...
ความเย็นเยียบเฉียบพลันปรากฏขึ้นที่ลำคอของเฟิงเฉินหนาน...คมมีดสั้นสีดำสนิทจ่ออยู่บนผิวหนังของเขาอย่างมั่นคง! นางเคลื่อนไหวได้เร็วจนเขาไม่สามารถมองตามได้ทัน!
'เร็ว...เร็วเกินไป!' ความคิดในหัวของเขาขาวโพลน 'ข้า...ข้าตามการเคลื่อนไหวของนางไม่ทันเลยแม้แต่น้อย!'
'วรยุทธของนาง...แข็งแกร่งกว่าข้าแล้ว!'
เขาไม่อยากจะเชื่อ! ความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร!?
'เป็นไปไม่ได้...ข้าคือ 'คุณชายหน้ากากหยก'...ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่...ข้าพ่ายแพ้ให้นาง!?'
ความเย็นเยียบของคมมีดที่จ่ออยู่บนลำคอ คือความรู้สึกที่แท้จริงและปฏิเสธไม่ได้...เฟิงเฉินหนานรู้ดีว่าตนเองพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขาไม่ได้พยายามต่อสู้หรือดิ้นรน...เพราะมันไร้ประโยชน์ ในเมื่อนางสามารถเข้าประชิดตัวเขาได้โดยที่เขามองไม่ทัน การเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามคือการเร่งความตายของตนเองให้เร็วขึ้นเท่านั้น
ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความยอมรับ...เขายกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่าง ปลงๆ...เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันในความพ่ายแพ้ของตนเอง ก่อนจะ หลับตาลง...เพื่อยอมรับชะตากรรม
หนึ่งลมหายใจ...
สองลมหายใจ...
...ความเจ็บปวดที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น
ความเย็นเยียบที่ลำคอพลันหายไป...ตามมาด้วยเสียงสายลมและเสียงผ้าไหมที่เสียดสีกันเบาๆ
เฟิงเฉินหนานค่อยๆ ลืมตาขึ้น...และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาต้อง งงงัน
สตรีที่เมื่อครู่ยังเป็นดั่งมัจจุราช บัดนี้กลับไป นั่งเล่น อยู่ที่ขอบศาลาริมน้ำอย่างสบายอารมณ์ นางห้อยเท้าแกว่งไปมาเบาๆ เหนือผิวน้ำ ทอดสายตามองแสงจันทร์ที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับว่าเรื่องราวเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
เมื่อเห็นว่าเขามองมา นางก็ไม่ได้หันมาสบตา แต่เมื่อเห็นว่าเขายังคงนิ่งเงียบ...เขาก็ค่อยๆ ยิ้มขึ้นมา...เป็นรอยยิ้มที่เกิดจากความโล่งใจและความสับสนอย่างแท้จริง
“เหตุใด...จึงไม่ลงมือ?” เขาเอ่ยถามในที่สุด
ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงมองผิวน้ำเบื้องหน้า “ที่ข้าไม่ฆ่าท่าน...” นางกล่าวเสียงเรียบ “...ก็เพราะคิดว่าท่านยังมีประโยชน์”
นางหันมามองเขาเป็นครั้งแรก “ข้อเสนอเรื่องการแต่งงานของท่าน...ข้าตกลง”
คำตอบนั้นทำให้เฟิงเฉินหนานรู้สึก ดีใจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...มันไม่ใช่ความดีใจที่ได้ครอบครองสตรีที่น่าทึ่ง...แต่เป็นความดีใจของผู้เล่นหมากล้อมที่ได้พบกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อและรู้ว่าเกมกระดานนี้จะยังคงดำเนินต่อไป
“แล้วอย่างไรต่อ?” ซ่งหว่านเอ๋อร์ถามกลับอย่างตรงไปตรงมา “ในเมื่อบิดาของข้าได้ตกลงหมั้นหมายข้ากับบุตรชายของเสนาบดีเฉินจิ้งไปแล้ว”
นางถอนหายใจออกมาเบาๆ “บอกตามตรง...ข้าขี้เกียจที่จะต้องไปลอบสังหารทายาทขุนนางอีกคน...มันน่าเบื่อ”
คำพูดที่แสนจะธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองอย่างที่สุดนั้น ทำให้เฟิงเฉินหนานต้องเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าของตนเองก่อนจะกลับมาเป็นมหาเสนาบดีผู้สุขุมเยือกเย็นอีกครั้ง
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”
เขาเดินมายืนเคียงข้างนาง มองไปยังทิศทางของพระราชวังหลวงที่อยู่ไกลออกไป
“เรื่องต่อจากนี้...ข้าจะจัดการเอง”
สองวันผ่านไป...
ณ เบื้องหน้าท้องพระโรงแห่งวังหลวง บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ต่างทยอยเดินทางมาถึงเพื่อเข้าร่วมการประชุมขุนนางประจำเดือน บรรยากาศเต็มไปด้วยการจับกลุ่มพูดคุยและหยั่งเชิงสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด
แม่ทัพใหญ่ซ่งเจี๋ยในอาภรณ์เต็มยศก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีที่องอาจและน่าเกรงขามดังเดิม แต่ในใจของเขานั้นรู้ดีว่าสถานะของตนเองไม่ได้มั่นคงเหมือนเช่นในอดีต
'การกลับมาครั้งนี้ไม่ง่ายเลย...' เขาคิดในใจขณะเดินขึ้นบันไดหินอ่อน '...ต้องขอบคุณเหล่าขุนนางฝ่ายทหารที่ร่วมกันกดดันฝ่าบาท...แต่แค่นี้ยังไม่พอ อำนาจของข้าต้องมั่นคงกว่านี้...การดองกับตระกูลเฉินคือหมากที่สำคัญที่สุดที่จะค้ำจุนอำนาจของข้า!'
เมื่อเขาเดินเข้าไปถึงลานหน้าท้องพระโรง เหล่าขุนนางฝ่ายทหารและพันธมิตรต่างก็รีบเข้ามาทักทายและแสดงความยินดี
"ท่านแม่ทัพใหญ่! ยินดีด้วยที่ท่านสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว!"
"และขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเรื่องงานมงคลระหว่างบุตรสาวของท่านกับบุตรชายของท่านเสนาบดีเฉินจิ้งด้วยนะขอรับ! นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก!"
ซ่งเจี๋ยรับฟังคำเยินยอเหล่านั้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่ในแววตากลับฉายความพึงพอใจ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ...การยอมรับและการสนับสนุน
ทว่า...สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงสง่าในอาภรณ์ของมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของลาน...เฟิงเฉินหนาน
'เจ้าบัณฑิตหน้าหยกนั่น...' ซ่งเจี๋ยคิดอย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือคนโปรดของฝ่าบาทและเป็นผู้ที่ไม่น่ายุ่งเกี่ยวด้วยมากที่สุด กี่ครั้งแล้วที่เขาพยายามจะผูกมิตร แต่กลับได้รับเพียงความเย็นชาตอบกลับมา...ช่างเป็นคนที่หยิ่งผยองและน่ารำคาญใจสิ้นดี
เขาตัดสินใจที่จะทำเป็นไม่สนใจบุรุษผู้นั้นตามที่เคยทำเป็นประจำ...แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
สายตาของพวกเขาประสานกันโดยบังเอิญ...
และเฟิงเฉินหนาน...บุรุษผู้มีใบหน้าเรียบเฉยราวกับรูปสลักน้ำแข็งมาตลอด..กลับยกยิ้มให้เขา!
มันไม่ใช่รอยยิ้มที่เป็นมิตร...ไม่ใช่รอยยิ้มที่ยินดี...แต่มันคือรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก...รอยยิ้มที่เยือกเย็นและแฝงไว้ด้วยความนัยที่อ่านไม่ออก!
ซ่งเจี๋ยถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ...เขารู้สึกราวกับ เห็นผี กลางวันแสกๆ!
'เขายิ้มให้ข้างั้นรึ!? ต้องตาฝาดไปแน่ๆ!'
'เจ้าจิ้งจอกนั่น...มันกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่!?'
ความหวาดระแวงและความสับสนแล่นปราดขึ้นมาในใจของแม่ทัพเฒ่าผู้กร้านโลก รอยยิ้มจากศัตรู...น่ากลัวยิ่งกว่าคมดาบนับพันเล่ม!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทันตั้งตัว...เสียงแหลมสูงของหัวหน้าขันทีก็ประกาศขึ้นดังก้อง
"บัดนี้ได้เวลาแล้ว! ขอเชิญขุนนางทุกท่านเข้าท้องพระโรง!"
ซ่งเจี๋ยสะดุ้งสุดตัว เขาต้องรีบเก็บงำความสับสนทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เคร่งขรึมและเดินตามขุนนางคนอื่นๆ เข้าไปในท้องพระโรง...แต่ในใจของเขานั้น...ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการประชุมอีกต่อไปแล้ว...
มันเต็มไปด้วยคำถามเพียงข้อเดียว...รอยยิ้มเมื่อครู่...มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่!?
◆ ─── ◆