พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 43

ตอนที่ 43 คมมีดในบทกวี

แรงกดดันจากทุกสายตาที่จับจ้องมานั้นหนักหน่วงราวกับภูเขา ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงนั่งจิบชาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง แต่ในใจกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

'การนิ่งเฉยคือการยอมรับ...การโต้เถียงคือการดิ้นรน...ทั้งสองทางล้วนเสียเปรียบ...เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนสนามรบ'

นางตัดสินใจได้ในทันที นางลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับให้มารดา "ท่านแม่เจ้าคะ...ข้ารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย อยากจะไปเดินเล่นชมบทกวีที่ศาลาปราชญ์ทางโน้นสักครู่เจ้าค่ะ"

คำขอที่ดูสมเหตุสมผลนั้นทำให้หลิวซูเม่ยพยักหน้าอนุญาต ซ่งหว่านเอ๋อร์จึงปลีกตัวออกจากวงล้อมที่น่าอึดอัดนั้น มุ่งหน้าไปยังศาลาแปดเหลี่ยมอันเงียบสงบซึ่งเป็นที่รวมตัวของเหล่าบัณฑิตและกุลสตรีผู้ชื่นชอบในศิลปะ

ทว่า...นางไม่รู้เลยว่านางกำลังเดินออกจากกรงเสือ...เพื่อเข้าไปในรังอสรพิษ

ที่ศาลาปราชญ์ กลุ่มของคุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่หลายคนกำลังชุมนุมกันอยู่ นำโดย คุณหนูสวี สวีหลูผิง บุตรสาวของเสนาบดีกรมคลัง ผู้มีชื่อเสียงด้านการประพันธ์บทกวี เมื่อพวกนางเห็นซ่งหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามา...รอยยิ้มที่เคลือบด้วยยาพิษก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกนางทันที

"อ้าว คุณหนูซ่ง มาได้เวลาพอดีเลย" คุณหนูสวีเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อย "พวกเรากำลังต่อบทกวีชมความงามของดอกโบตั๋นในสวนหลวงกันอยู่พอดี แต่ช่างโชคร้ายนักที่พวกเราคิดบทสุดท้ายไม่ออกเสียที...ไม่แน่ใจว่าคุณหนูซ่งผู้สูงศักดิ์ พอจะช่วยชี้แนะพวกเราได้หรือไม่?"

มันคือกับดักที่ชัดเจน! การเชื้อเชิญที่ดูสุภาพงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะทำให้นางอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล! หากนางปฏิเสธก็จะถูกมองว่าไร้ความสามารถ หากนางตอบรับและแต่งได้ไม่ดี ก็จะกลายเป็นตัวตลกให้พวกนางหัวเราะเยาะ

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองกลุ่มคุณหนูตรงหน้า...นางเห็นความอิจฉาและความดูแคลนในแววตาของพวกนางอย่างชัดเจน

นางยิ้มบางๆ...รอยยิ้มที่เยือกเย็นจนน่าประหลาด "ข้าไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องบทกวีนัก...แต่หากพวกพี่สาวไม่รังเกียจ ก็โปรดชี้แนะบทกวีสามวรรคแรกให้ข้าได้ฟังก่อนเถิด"

คุณหนูสวีแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ นางคิดว่าเหยื่อติดกับแล้ว จึงเริ่มขับขานบทกวีที่แต่งขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

"โบตั๋นงามสะพรั่งกลางสวนหลวง..." สหายคนหนึ่งของนางเริ่มต้น

"ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนหมู่ภมร..." อีกคนหนึ่งกล่าวต่อ

"เปรียบดั่งนางหงส์ผู้สูงศักดิ์เคียงมังกร..." คุณหนูสวีปิดท้ายวรรคที่สาม พร้อมกับปรายตามองไปยังทิศทางของเฟิงเฉินหนานอย่างมีความหมาย

ทั้งสามวรรคล้วนเป็นการเยินยอความงามสูงส่งของดอกโบตั๋น...ซึ่งก็คือการยกย่องพวกตนเอง...และกำลังรอให้นางมาต่อบทสุดท้ายที่สวยหรูไม่แพ้กัน

ซ่งหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง...นางทอดสายตามองดอกโบตั๋นที่งดงามในกระถาง...จากนั้นก็ค่อยๆ ไล่สายตามองไปยังใบหน้าของคุณหนูสวีและสหายของนางที่กำลังรอคอยความอับอายของนางอย่างใจจดใจจ่อ

แล้วนางก็เอ่ยบทกวีวรรคสุดท้ายออกมา...ด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่ดังก้องไปทั่วทั้งศาลา

"...ยามร่วงโรย...มิอาจเทียบเท่าวัชพืชริมทาง"

สิ้นเสียงนั้น...รอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าคุณหนูก็พลันแข็งค้างไปในทันที!

บทกวีของนาง...มันถูกต้องตามฉันทลักษณ์...มันต่อเนื่องกับสามวรรคแรก...และมันก็เป็นบทสรุปที่เฉียบคมและสมบูรณ์แบบ...แต่มันคือ คำด่าทอ ที่เจ็บแสบที่สุด!

นางกำลังเปรียบเปรยพวกนาง...เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ภาคภูมิใจในความงามของตนเอง...ว่าเป็นเพียงดอกโบตั๋นที่สวยงามแต่ไร้ค่า เมื่อความงามนั้นร่วงโรยไป ก็ไม่มีค่าพอที่จะเทียบได้แม้กระทั่งวัชพืชที่แข็งแกร่งและหยั่งรากลึกอยู่ริมทาง!

เหล่าคุณหนูโกรธจนหน้าเขียว แต่ก็ไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้ เพราะในทางวรรณศิลป์แล้ว บทกวีของนางลึกซึ้งกว่าของพวกนางมากนัก!

ในขณะที่พวกนางยืนนิ่งเป็นหิน...เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของศาลา...องค์ชายสาม เย่เหวินเจี๋ย กำลังมองมาที่นางพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง

"คุณหนูซ่ง...ช่างมีมุมมองที่เฉียบคมและลึกซึ้งนัก บทกวีที่สมบูรณ์ไม่ได้มีเพียงความงาม แต่ยังต้องมีความจริงของชีวิตอยู่ด้วย...ยอดเยี่ยม"

ณ ระยะไกล...เฟิงเฉินหนาน ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ก็เผลอแสยะยิ้มออกมา...นางไม่ได้แค่เบี่ยงเบนความสนใจ...แต่นางกลับพลิกสถานการณ์กลับไปตบหน้าศัตรูอย่างงดงาม...สตรีผู้นี้น่าสนใจเกินไปแล้ว

ซ่งหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยอบกายคารวะองค์ชายสามอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะเดินจากไปอย่างสงบ ทิ้งให้เหล่าคุณหนูยืนอับอายอยู่กับบทกวี "วัชพืชริมทาง" ของพวกนาง

บัดนี้นางได้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งแล้ว......นางคือ "อัจฉริยะหญิงปริศนา" ผู้มีคมมีดซ่อนอยู่ในปลายพู่กัน

จากนั้นก็เกิดข่าวลือเรื่อง "บทกวีวัชพืช" ของคุณหนูสามตระกูลซ่ง ได้แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในงานเลี้ยงน้ำชาของเหล่าฮูหยินและคุณหนู

ซ่งหว่านเอ๋อร์ได้บรรลุเป้าหมายของนางอย่างสมบูรณ์แบบ...นางได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองจาก "เหยื่อผู้น่าสงสาร" ที่ถูกยกเลิกงานแต่ง กลายเป็น "อัจฉริยะบทกวี" ที่ไม่มีใครกล้าดูแคลนได้อีกต่อไป

แต่สิ่งที่นางไม่คาดคิดก็คือ...เรื่องราวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวงสังคมของเหล่าสตรี...แต่มันได้ดังไปไกลถึงเบื้องสูง...

วันรุ่งขึ้น ณ ห้องทรงพระอักษรในเขตพระราชฐานชั้นใน...

บรรยากาศที่นี่เงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานชั้นเลิศ องค์จักรพรรดิเย่เทียนหลง กำลังประทับอยู่บนพระเก้าอี้ ทรงทอดพระเนตรฎีกาฉบับหนึ่งด้วยพระพักตร์ที่ดูอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ดวงเนตรยังคงทอประกายคมกล้า

เฟิงเฉินหนาน ยืนรายงานราชการแผ่นดินอยู่เบื้องหน้าอย่างสงบ

หลังจากที่รายงานเรื่องสำคัญเสร็จสิ้นแล้ว องค์จักรพรรดิก็โบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นเชิงให้เขาพัก "เรื่องนั้นพอแค่นี้ก่อน...เฉินหนาน..."

พระองค์เอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนจะตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือแววขัน "เราได้ยินเรื่องน่าสนุกจากงานเทศกาลเมื่อคืนก่อน"

เฟิงเฉินหนานยังคงสงบนิ่ง "พ่ะย่ะค่ะ?"

"เขาว่ากันว่า...บุตรสาวของซ่งเจี๋ย...ได้แสดงปฏิภาณไหวพริบจนทำให้บุตรสาวของสวีเจิ้งต้องอับอายขายหน้ากลางศาลาปราชญ์...เจ้าก็อยู่ที่นั่นมิใช่รึ? เล่าให้เราฟังซิว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร"

เฟิงเฉินหนานโค้งคำนับ ก่อนจะเริ่มทูลเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีการปรุงแต่ง เขาขับขานบทกวีทั้งสี่วรรค...รวมถึงวรรคสุดท้ายอันเฉียบคมของซ่งหว่านเอ๋อร์...และบรรยายถึงปฏิกิริยาของทุกคนในที่นั้น ทั้งความอับอายของเหล่าคุณหนู และความชื่นชมขององค์ชายสาม

...เมื่อทรงสดับเรื่องราวทั้งหมดแล้ว องค์จักรพรรดิที่เคยมีพระพักตร์อ่อนเพลียกลับทรงพระสรวลออกมาเสียงดังอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมานาน

"ฮ่าๆๆ! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!"

เฟิงเฉินหนานโค้งคำนับนิ่ง รับฟังเสียงพระสรวลที่เปี่ยมด้วยความสำราญพระทัยนั้น

"‘ยามร่วงโรย...มิอาจเทียบเท่าวัชพืชริมทาง’...ฮ่าๆๆ! ช่างเป็นบทสรุปที่เจ็บแสบและเฉียบคมนัก!" องค์จักรพรรดิตรัสอย่างอารมณ์ดี "เด็กสาวพวกนั้นคงจะหน้าชาไปหลายวันทีเดียว! เราไม่ได้เห็นกุลสตรีที่มีปฏิภาณไหวพริบเฉียบแหลมเช่นนี้มานานแล้ว...ซ่งเจี๋ยมีบุตรสาวที่น่าสนใจอยู่กับตัวแท้ๆ แต่กลับไม่เคยรู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย"

พระองค์ทอดพระเนตรซ่งหว่านเอ๋อร์เป็นเพียง "คุณหนูซ่งที่พอมีความรู้และความกล้า" คนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ทรงคิดลึกซึ้งไปถึงแผนการทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเลย

"ในเมื่อนางมีปัญญาเฉียบแหลมเช่นนี้...เราเองก็อยากจะสนทนาด้วยสักครั้ง"

พระองค์ทอดพระเนตรมายังเฟิงเฉินหนาน "อีกสามวัน...ฮองเฮาจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปชาติในอุทยานส่วนใน...ให้เจ้าไปเชิญคุณหนูสามซ่งหว่านเอ๋อร์...เข้าร่วมด้วย"

มันไม่ใช่คำขอ...แต่มันคือ ราชโองการ ที่เกิดจากความพอพระทัยชั่วขณะ

เฟิงเฉินหนานโค้งคำนับรับพระบัญชา "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"

เมื่อเขาก้าวออกจากห้องทรงพระอักษรแล้ว ในใจก็รู้สึกซับซ้อนอย่างยิ่ง

'ฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นเพียงปฏิภาณไหวพริบ...แต่สิ่งที่ข้าเห็น...คือกลยุทธ์ที่เยือกเย็นและการคำนวณที่สมบูรณ์แบบ'

เขานึกถึงแววตาที่เย็นชาและจิตสังหารที่พร้อมจะปลิดชีพเขาได้ทุกเมื่อในคืนนั้น

'พระองค์มองนางเป็นเพียง 'เด็กสาวที่น่าสนใจ'...แต่ข้ารู้ดี...ว่าภายใต้ภาพลักษณ์นั้นคือพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนคมเล็บไว้...การเชิญนางเข้าสู่อุทยานส่วนใน...ไม่ต่างอะไรกับการเชิญอสรพิษเข้ามาในสวนดอกไม้เลย'

เฟิงเฉินหนานถอนหายใจ...ดูเหมือนว่าเขาจะต้องจับตาดู "เด็กสาวที่น่าสนใจ" ผู้นี้อย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์